Net Zero Emission : ถอดรหัสถ้อยแถลงของรัฐบาลไทยที่ COP26 กลาสโกว์

ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นอ่านถ้อยแถลง ณ ที่ประชุมสุดยอดผู้นำโลก(World Leader Summit) ในเวที COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ ที่มีตอนหนึ่งระบุว่า “…วันนี้ผมจึงมาพร้อมกับเจตนารมย์ในความท้าทายอย่างยิ่งว่า ประเทศไทยจะยกระดับการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศอย่างเต็มที่ และด้วยทุกวิถีทาง เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ.2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ.2065 และด้วยการสนับสนุนด้านการเงินและเทคโนโลยีอย่างเต็มที่และเท่าเทียม รวมถึงการเสริมสร้างขีดความสามารถจากความร่วมมือระหว่างประเทศ และกลไกภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ ผมมั่นใจว่าประเทศไทยจะสามารถยกระดับ NDC ของเราขึ้นเป็น 40% ได้ ซึ่งจะทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิของไทยเป็นศูนย์ได้ภายในปี ค.ศ.2050…” ในที่นี้ เราจะถอดรหัสถ้อยแถลงข้างต้นที่กำกวมและขาดความชัดเจน เพื่อทำความเข้าใจต่อจุดยืนและบทบาทของประเทศไทยในเรื่องปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศ 40% : เป้าหมายใหม่ในแผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศปี 2564-2573 (NDC) มาจากไหน? ถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาอ้างถึงเป้าหมายใหม่ 40% ของแผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศปี 2564-2573 (Thailand’s Nationally Determined Contribution Roadmap on […]

17 ปี เจริญ วัดอักษร : อนาคตที่เราต้องการ

ช่วงปี 2547 ขณะที่รัฐบาลยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินที่บ่อนอกและบ้านกรูด กลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอกนำโดยเจริญ วัดอักษร ผู้เป็นแกนนำชุมชนคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในประจวบคีรีขันธ์ได้ขยายการเคลื่อนไหวไปสู่ประเด็นการบุกรุกที่ดินและการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบในพื้นที่สาธารณะประโยชน์ทุ่งเลี้ยงสัตว์คลองชายธง 931 ไร่ 3 งานในตำบลบ่อนอก ซึ่งเดิมหากโรงไฟฟ้าถ่านหินสร้างขึ้น พื้นที่นี้จะเป็นส่วนหนึ่งของระบบระบายน้ำหล่อเย็นจากการกระบวนการผลิตไฟฟ้า วันนี้เมื่อ 17 ปีก่อน (21 มิถุนายน 2547) เมื่อเขาเดินทางกลับจากการยื่นเรื่องต่อคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ของวุฒิสภา เจริญ วัดอักษรถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงเสียชีวิตบริเวณสี่แยกบ่อนอก ถนนเพชรเกษม การต่อสู้อย่างมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวของชุมชนในนามของกลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก และกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูดตลอดจนกลุ่มอนุรักษ์ทับสะแกโดยมีเจริญ วัดอักษร นักสู้สามัญชนเป็นแกนนำคนสำคัญนับตั้งแต่ปี 2538 เพื่อต่อกรกับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน 3 โครงการในพื้นที่ คือหนึ่งในตำนานการต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิชุมชนและเป็นจุดเปลี่ยนของภูมิทัศน์ทางสังคมและการเมืองว่าด้วยนโยบายสาธารณะด้านพลังงานของไทย บทสนทนาสั้น ๆ กับกรณ์อุมา พงษ์น้อย และชัยณรงค์ วงศ์ศศิธร-กลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก และสุรีรัตน์ แต้ชูตระกูล-กลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก สะท้อนถึง 17 ปีที่ผ่านมาและอนาคตต่อจากนี้ กรณ์อุมา พงษ์น้อย นักต่อสู้ที่ทำงานเคียงข้างและสานต่อภารกิจของเจริญ วัดอักษร ยืนยันถึงเจตนารมย์สืบสานอุดมการณ์ที่ประกาศ ณ สี่แยกบ่อนอกในปี 2550 ว่า “นับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ประชาชนกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าที่ลุกขึ้นสู้กับอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม อำนาจทุนที่โหดเหี้ยมอำมหิต บ้างก็ล้มเหลวพ่ายแพ้ […]

ปี 2564 – จะกอบกู้หรือเร่งเร้าวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

Covid-19 และวิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน ทางออกของความท้าทายนี้ เราต้องต่อกรกับรากเหง้าของมัน นั่นคือ ระบบเศรษฐกิจที่กำลังทำลายโลกใบนี้ ปี 2563 ที่ผ่านมา จะเป็นปีที่ถูกจดจำสำหรับหลายๆ สิ่ง และขอบอกตามตรงว่าส่วนใหญ่เป็นเรื่องแย่ๆ แต่ท่ามกลางความทุกข์ยาก ก็มีเรื่องดีๆ อยู่บ้าง ปี 2563 อาจเป็นครั้งแรกของความทรงจำที่มีชีวิตของเรา เมื่อรัฐบาลบางประเทศทั่วโลกลงมืออย่างแข็งขันเพื่อปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ(สาธารณสุขและสุขภาวะ) ให้อยู่เหนือผลกำไรส่วนตัว สำหรับโลกที่ถูกครอบงำด้วยตรรกะของระบบทุนนิยม นี่ไม่ใช่แค่ชัยชนะเล็กๆ อาจกล่าวได้ว่า มันเป็นการรับมือเพียงครั้งเดียวต่อการระบาดของโรคครั้งเดียว แต่เราเข้าใจผิด ทั้งในแง่ธรรมชาติของ COVID-19 และทุนนิยมโลก หากคุณหวังว่า เราจะละทิ้งการตัดสินใจทางการเมืองที่มีชีวิตหรือความตายไว้ข้างหลังในปี 2563 อยากจะบอกว่าเราต้องผิดหวัง เนื่องจากในปี 2564 เดิมพันเหล่านี้ยิ่งสูงขึ้น ประการแรก ในบางบริบท ก่อนที่ Covid -19 กลายเป็นประเด็นทั่วโลก ความท้าทายหลักของมนุษยชาติก็ชัดเจนนั่นคือ ระบบเศรษฐกิจของเราที่มีฐานอยู่บนเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ผลักดันให้สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติอยู่เหนือพื้นที่ปลอดภัยซึ่งคุกคามรากฐานต่างๆ ที่อารยธรรมมนุษย์ต้องพึ่งพา หากปราศจาก “การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว กว้างไกล และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในทุกด้านของสังคม” เราอยู่บนเส้นทางของการเผชิญกับความเสียหายที่ร้ายแรงและไม่สามารถย้อนกลับที่มีต่อสภาพภูมิอากาศและระบบนิเวศวิทยาของเราและจุดจบแห่งชีวิตที่เรารู้กัน การตระหนักถึงความเป็นจริงอันแจ่มแจ้งนี้ ในปี 2558 ผู้นำโลกได้ลงนามในความตกลงปารีสเพื่อมุ่งจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส […]

พินิจปี 2563 สู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นธรรมหลังโควิด-19

ปี 2563 เป็นปีหลากวิกฤต(crisis year) ทั้งโรคระบาดความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และผลกระทบต่อเนื่องทบทวีคูณของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ที่มาบรรจบกัน Covid-19 เผยให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของโลกที่เราอาศัยอยู่ ขณะที่ “แนวทางตามปกติ(business as usual)” ถูกตั้งคำถาม บทความของคณะกรรมการเฉพาะกิจระหว่างรัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่ายว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและบริการจากระบบนิเวศ (Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services หรือ IPBES) เน้นย้ำว่า “โรคระบาดครั้งล่าสุดนี้เป็นผลพวงโดยตรงจากกิจกรรมของมนุษย์ภายใต้ระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกที่ยึดถือการแสวงหากำไรและผลประโยชน์เฉพาะหน้าโดยไม่แคร์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” ในบริบทของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เราได้เห็นสภาวะอุณหภูมิสุดขั้วทั้งบนแผ่นดิน ในทะเล/มหาสมุทร และโดยเฉพาะในอาร์กติก เหตุการณ์ไฟป่าล้างผลาญภูมิทัศน์ทางธรรมชาติทั้งในออสเตรเลีย ไซบีเรีย ชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกาและอเมริกาใต้ ได้ส่งละอองลอย(aerosol) ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศและเคลื่อนตัวไปรอบโลก พายุเฮอริเคนแห่งมหาสมุทรแอตแลนติกที่ทุบสถิติ รวมถึงพายุหมุนเขตร้อนระดับ 4 อย่างเป็นประวัติการณ์ในอเมริกากลาง อุทกภัยในบางส่วนแอฟริกา เอเชีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ทำให้ผู้คนต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ และบั่นทอนความมั่นคงทางอาหารของคนนับล้าน นอกจากปี 2563 จะมีแนวโน้มเป็นปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่ที่มีการบันทึกมา องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกยังระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี 2563 นี้จะเพิ่มเป็น 1.2 องศาเซลเซียสเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม (พ.ศ. 2393-2443) […]