วิกฤตสภาพภูมิอากาศทำให้ไฟป่าขยับขึ้นที่สูง

นักวิทยาศาสตร์ทราบมานานหลายทศวรรษแล้วว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ไฟป่าเกิดขึ้นบ่อยขึ้น มีขนาดใหญ่ขึ้น และรุนแรงขึ้น ขณะนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติได้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงใหม่ระหว่างไฟและภาวะโลกร้อน โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียม Landsat พวกเขาค้นพบว่าไฟป่าทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกาได้แพร่กระจายไปยังระดับความสูงที่สูงขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งกว่าซึ่งเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างชัดเจน ในอดีต ไฟป่าเกิดขึ้นได้ยากในพื้นที่ที่สูง ซึ่งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลอย่างน้อย 8,200 ฟุต (2,500 เมตร) แต่เมื่อ Mohammad Reza Alizadeh นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย McGill และเพื่อนร่วมงานได้ศึกษาการเกิดเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นในแถบตะวันตกระหว่างปี 1984 ถึง 2017 พวกเขาพบว่าเปลวไฟเคลื่อนขึ้นสู่ที่สูงในอัตรา 25 ฟุต (7.6 เมตร) ต่อปี ขณะนี้ไฟกำลังลุกไหม้สูงขึ้นตามไหล่เขาและไหล่เขา เนื่องจากพื้นที่ที่เคยเปียกชื้นเกินกว่าจะเผาไหม้ได้ตอนนี้แห้งขึ้นเนื่องจากอุณหภูมิที่อุ่นขึ้นและหิมะที่ละลายเร็วขึ้น การศึกษายังแสดงให้เห็นว่าอากาศแห้ง ซึ่งทำให้พืชแห้งและเผาไหม้ได้ง่ายขึ้น กำลังเคลื่อนขึ้นด้านบนในอัตราประมาณ 29 ฟุต (8.9 เมตร) ในแต่ละปี นักวิจัยคาดการณ์ว่าพื้นที่ภูเขาทางตะวันตกของสหรัฐอีก 31,500 ตารางไมล์ (81,500 ตารางกิโลเมตร) มีความเสี่ยงที่จะเกิดไฟไหม้มากขึ้นเมื่อเทียบกับปี 1984 แผนที่ด้านบนแสดงให้เห็นว่าไฟได้เคลื่อนตัวขึ้นไปบนทางลาดชันที่ใดและมากน้อยเพียงใดในสหรัฐอเมริกาตะวันตกตั้งแต่ปี 1984 ตามการศึกษาของอลิซาเดห์และเพื่อนร่วมงาน เฉดสีเหลือง สีส้ม และสีแดงแสดงความเข้มของระดับความสูงที่เพิ่มขึ้นตามเทือกเขา “การวิจัยของเราคงเป็นไปไม่ได้หากไม่มีข้อมูล Landsat […]

ฟ้าขมุกขมัวทั่วอเมริกาเหนือ

หมอกควันจากไฟป่าที่ยังคงลุกลามในทวีปอเมริหาเหนือตอนกลางและตะวันตก ได้แผ่กระจายปกคลุมเกือบทั่วทั้งทวีป ท้องฟ้าที่สดใสกลายเป็นฟ้าหม่น ในเมืองหลายแห่งตั้งแต่บอสตันไปจนถึงวอชิงตัน ดี.ซี. อันเนื่องมาจากหมอกควันจากไฟป่าในแคว้น Manitoba และ Ontario ของแคนาดาลอยปกคลุมพื้นที่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา แผนที่ด้านบนแสดงความเข้มข้นของอนุภาคที่เรียกว่า “เขม่าดำ(black carbon) ที่กระจายทั่วทั้งทวีปอเมริกาเหนือในวันที่ 21 กรกฏาคม 2564 โดยใช้ข้อมูลจากแบบจำลอง GEOS forward processing (GEOS-FP) ที่ประมวลจากเครื่องวัดบนดาวเทียม อากาศยานและระบบสังเกตการณ์ภาคพื้นดิน นักสร้างแบบจำลองยังใช้ข้อมูลละอองลอย(aerosols)และไฟ(fire)จากเครื่องมือวัดบนดาวเทียมด้วย แบบจำลอง GEOS-FP ยังใช้ข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยา เช่น อุณหภูมิอากาศ ความชื้น และลมเพื่อจำลองพฤติกรรมของกลุ่มหมอกควันจากไฟป่าอีกด้วย เราสามารถเห็นกลุ่มเขม่าดำหนาแน่นที่ออกมาจากจุดเกิดไฟในรัฐบริติชโคลัมเบีย โอเรกอน วอชิงตัน และแคลิฟอร์เนีย อีกด้วย แปลเรียบเรียงจาก NASA Earth Observatory image by Joshua Stevens, using GEOS-5 data from the Global Modeling and Assimilation Office at NASA GSFC. Story by Adam Voiland. […]

ควันไฟที่โอเรกอน

สภาพที่ร้อน แล้งและมีกระแสลมแรงทางตอนกลางและใต้ของรัฐโอเรกอน ยังคงดำเนินสืบเนื่องและช่วยทำให้การเกิดไฟที่ Bootleg (Bootleg fire) ซึ่งขณะนี้เป็นการเกิดไฟที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ขยายออกไปขยายวงกว้างออกไป ควันจากการเกิดไฟดังกล่าวสามารถมองเห็นได้ในภาพด้านบน ซึ่งได้มาจากเครื่องมือ MODIS (Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer) บนดาวเทียม Aqua ของนาซาในวันที่ 18 กรกฎาคม 2564 แนวควันไฟที่ขยายออกไปทำให้คุณภาพอากาศในชุมชนทางตอนเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือและตะวันออกของจุดเกิดไฟนั้นเลวร้ายลง เจ้าหน้าที่พยากรณ์อากาศได้แจ้งให้พื้นที่ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้และตะวันตกเฉียงใต้ว่าคุณภาพอากาศอาจจะแย่ลงเมื่อทิศทางมีการเปลี่ยนแปลงในชั่วข้ามคืนของวันที่ 19 กรกฎาคม 2564 ที่มา : NASA Earth Observatory image by Lauren Dauphin, using MODIS data from NASA EOSDIS LANCE and GIBS/Worldview. Text by Kathryn Hansen. ข้อมูลอ้างอิง InciWeb (2021, July 18) Bootleg Fire. Accessed July 19, 2021. […]

ไฟป่าปะทุในบริติชโคลัมเบีย

ในปี 2564 นี้ แคว้นบริติชโคลัมเบียต้องเจอกับการปะทุของไฟป่าที่อันตรายและคลื่นความร้อน จนถึงปลายเดือนมิถุนายน มีไฟป่าปะทุขึ้นกว่า 40 จุด โดยจุดที่เกิดไฟขนาดใหญ่อยู่ห่างจากเมืองแวนคูเวอร์ 200 กิโลเมตรไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เครื่องมือวัดระบบ Visible Infrared Imaging Radiometer Suite (VIIRS) บนดาวเทียม NOAA-20 จับภาพด้านบนไว้ได้ในช่วงเวลาบ่ายสองโมงตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 30 มิถุนายน 2564 โดยเช้าของวันที่ 1 กรกฎาคม ไฟป่า McKay Creek (ด้านซ้าย) และไฟป่า Sparks Lake (ด้านขวา) เผาผลาญพื้นที่ราว 150 และ 200 ตารางกิโลเมตร ตามลำดับ ไฟป่าที่มีขนาดเล็กกว่าสามารถเห็นได้ในทางตอนใต้ของเมือง Lytton. เราสามารถสังเกตเห็นพื้นที่สีขาวสว่างที่อยู่เหนือจุดเกิดไฟขนาดใหญ่ทั้งสอง Michael Fromm นักอุตุนิยมวิทยาที่ the Naval Research Laboratory บอกว่านี่คือ การเกิดเมฆไฟโรคิวมูโลนิมบัส(cumulonimbus) มวลเมฆและความร้อนที่มักยกตัวอยู่เหนือควันไฟป่า เมฆชนิดนี้เป็นส่วนผสมของควันสีเทาและน้ำแข็งสีขาว ดังนั้นจะปรากฎความขาวที่มากกว่ากลุ่มควันไฟส่วนอื่นๆ ภาพที่สองด้านล่างแสดงรายละเอียดของไฟป่า McKay Creek […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings