Taragraphies — Header Component

หายนะน้ำมันรั่วที่ใดในโลกเหมือนกันหมด – อุตสาหกรรมปิโตรเลียมเลิ่นเล่อ รัฐบาลง่อยเปลี้ย

ผู้เขียนบทความนี้คือ Michael White เขาเป็น Adjunct Professor, Global Change Institute at University of Queensland  บทความนี้เขียนเมื่อ 21 มิถุนายน 2011เพื่อตั้งคำถามถึงความจำเป็นของการมีองค์กรภายใต้สหประชาชาติที่กำกับดูแลอุตสาหกรรมขุดเจาะปิโตรเลียมนอกชายฝั่งเป็นการเฉพาะ มันจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่? จากรายงานของรัฐบาลสหรัฐเรื่องสาเหตุการระเบิดและรั่วไหลของบ่อน้ำมัน Macondo ในอ่าวเม็กซิโก หรือรู้จักกันว่า Deepwater Horizon ถึงเวลาทีพิจารณาว่ากฏหมายของออสเตรเลียสามารถจะจัดการกับปัญหาของ Deepwater Horizon ในบ้านของตนเองได้หรือไม่  ราวร้อยละ 70% ของการผลิตน้ำมันดิบและคอนเดนเสทของออสเตรเลียมาจากการสำรวจและขุดเจาะนอกชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นพื้นที่ทะเลและมหาสมุทรที่ยังคงสะอาดและอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุระเบิดที่แท่นขุดเจาะก๊าซและน้ำมันมอนทาราของบริษัทพีทีทีสำรวจและผลิต (PTTEP’s Montara Wellhead Platform) ในวันที่ 21 สิงหาคม 2009 จึงเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจและวิตกกังวล บ่อก๊าซและน้ำมันมอนทารานี้อยู่ห่างจากชายฝั่งออสเตรเลียตะวันตกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 250 กิโลเมตร หรือประมาณ 700 กิโลเมตรจากเมืองดาร์วิน ที่ตั้งของแหล่งมอนทารานั้นอยู่ในเขตน่านน้ำของเครือจักรภพ (ออสเตรเลีย) เป็นเวลานับ 10 สัปดาห์หลังจากเหตุน้ำมันรั่ว น้ำมันและก๊าซไหลออกมาจากหลุมขึ้นสู่ทะเลติมอร์ และแผ่กระจายปกคลุมพื้นที่ราว 90,000 ตารางกิโลเมตร […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings