Taragraphies — Header Component

COP30 ปิดฉากลงอย่างแผ่วเบา

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอได้ปรากฏผ่านสัญญาณถ่ายทอดเข้ามาในการประชุมสุดยอดสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติปีนี้ เพื่อเรียกร้องว่า “น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุ และความร้อนที่ไม่หยุดยั้ง” เป็นสัญญาณว่า “สรรพสิ่งที่ถูกสร้างกำลังร้องไห้” ขอให้มนุษยชาติทำมากกว่านี้เพื่อรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ฝนกระหน่ำและน้ำท่วมได้รบกวนวันเปิดประชุมไปแล้ว ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองเบเลงของบราซิล เมืองที่ตั้งอยู่ริมขอบป่าแอมะซอน ไม่กี่วันต่อมา สาส์นจากสันตะปาปาก็ดูจะยิ่งเป็นคำเตือนที่แม่นยำ เมื่อเกิดไฟไหม้ลุกลามผ่านสถานที่จัดประชุมจนต้องอพยพผู้แทนออกมา ไมเคิล แมนน์ นักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียง เรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “อุปมาเชิงสัญลักษณ์ที่เหมาะจนน่าหวั่นใจ” สำหรับการเจรจาครั้งนี้ ซึ่งหลายคนมองว่าอาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไปแล้ว การเจรจา COP30 เริ่มต้นด้วยฉากนำที่กระท่อนกระแท่น สองสัปดาห์ก่อนหน้า รายงาน “ช่องว่างการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Gap)” ของสหประชาชาติได้ยืนยันในที่สุด—ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ชัดเจนมานานแล้ว—ว่า การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของการปล่อยคาร์บอนในช่วงหลายปีหลังความตกลงปารีส จะทำให้อุณหภูมิโลกสูงเกิน 1.5°C เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม และจะเกิดขึ้นในไม่ช้า: น่าจะภายในห้าปีข้างหน้า นั่นหมายความว่าโลกได้ล้มเหลวต่อเป้าหมายอุณหภูมิที่ทะเยอทะยานกว่าจากสองเป้าหมายของความตกลงปารีส และทำให้เป้าหมายถูกขยับจาก “หยุดภาวะโลกร้อน” ไปสู่การต้องคิดหาหนทาง “ทำให้โลกเย็นลงอย่างจริงจัง” ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เพราะประเทศต่าง ๆ ต้องหาวิธีจำกัดทั้งขนาดและระยะเวลาของการร้อนเกินเป้า (overshoot) ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ให้ได้. “การทำให้โลกเย็นลง (global cooling)” จะหมายถึงการเข้าแทรกแซงระบบภูมิอากาศโดยตรงมากขึ้น […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings