Under the Dome ภาพยนตร์สารคดีเรื่องหมอกควันพิษในจีนกลายเป็นความรู้สึกร่วมในสังคมออนไลน์

ธารา บัวคำศรี แปลเรียบเรียงจาก https://www.chinadialogue.net/article/show/single/en/7757-China-documentary-on-smog-becomes-an-instant-internet-sensation

สารคดีที่ทำโดยอดีตผู้ประกาศข่าว CCTV เรื่องผลกระทบของหมอกควันพิษในปักกิ่งที่มีต่อลูกสาวของเธอ ได้มีคนนับล้านเข้าไปดูหลังจากมีการเผยแพร่ออนไลน์

หลังจากลูกสาวที่ยังอยู่ในครรภ์ของเธอตรวจพบว่ามีเนื้องอก Chai Jing ได้ลาออกจากงานที่โทรทัศน์ CCTV และระดมเงินทุนด้วยตัวเองทำสารคดีเกี่ยวกับหมอกควันพิษของจีนเรื่อง ‘Under the Dome’ ซึ่งใช้เวลา 1ปีเต็ม และนับแต่มีการเปิดตัวสารคดี ได้กลายเป็นความรู้สึกร่วมในโลกออนไลน์

ในวันที่ 1 มีนาคม 2558 Chen Jining รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมซึ่งเพิ่งได้รับตำแหน่งงานได้ 48 ชั่วโมง กล่าวชื่นชม Chai Jing ที่ใช้ประเด็นสุขภาพเพื่อกระตุ้นให้ประชาขนได้ตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อม

สารคดียาว 103 นาทีนี้เปิดตัวในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพียงวันแรกมีผู้คนเข้าไปคลิกในเว๊บไซต์วิดีโอของจีน เช่น Youku ถึง 75 ล้านคลิก สองวันต่อมามีการเปิดเข้าไปดู 200 ล้านครั้ง เป็นสถิติใหม่ของสารคดีที่มีความยาวและมีเนื้อหาที่จริงจัง ถ้าจะเปรียบเทียบ house of cards ภาพยนตร์ชุดแนวการเมืองที่นิยมมากในสหรัฐมีการคลิก 20 ล้านเมื่อออกอากาศในจีนในช่วงสัปดาห์แรก

ในปี 2013 ลูกสาวในครรภ์ของ Chai ตรวจพบว่ามีเนื้องอก โชคดีที่ไม่ร้ายแรงมากและการรักษาหลังคลอดก็เป็นไปได้ด้วยดี Chai ลาออกจากงานในปี 2014 เพื่อดูแลลูกสาวของเธอ

Chai เป็นหนึ่งในอดีตนักข่าวแนวสืบสวนสอบสวนที่ได้รับความน่าเชื่อถือมากที่สุดของสถานีโทรทัศน์ CCTV หนังสือบันทึกความทรงจำของการทำงานที่สถานีโทรทัศน์เป็นหนังสือที่ขายดีในปี 2013 ส่วนแบ่งจากการเขียนหนังสือเล่มนั้นนำมาใช้ในการทำสารคดี

เมื่อหมอกควันพิษในปักกิ่งมีความเข้มข้นมากขึ้น ความโกรธของ Chai ยิ่งเพิ่มขึ้นเพราะเธอพบว่ามีความยากขึ้นที่จะใช้ชีวิตอย่างปกติกับลูกน้อยที่เพิ่งลืมดูโลก

เธอกล่าวว่า “หมอกควันพิษเข้าปกคลุมชีวิตทั้งชีวิตของเรา” นครปักกิ่งมีวันที่หมอกควันพิษปกคลุม 175 วันในปี 2014 “ครึ่งปีที่ฉันต้องเก็บลูกสาวไว้ดังเช่นนักโทษ”

ในตอนเช้า บางครั้งฉันจะพบเธอยืนที่หน้าต่าง วางมือไว้ที่กระจก พยายามจะแสดงให้ฉันรู้ว่าเธออยากไปข้างนอก“

ชื่อสารคดีอิงจากชื่อนิยายวิทยาศาสตร์ของอเมริกาและภาพยนตร์ชุด ที่เขียนโดยสตีเฟนคิง นักเขียนนวนิยายขายดี เป็นเรื่องเกี่ยวกับสนามพลังลึกลับและมองไม่เห็นที่คืบคลานเข้าสู่เมืองเล็กๆ กักขังเอาชาวเมืองไว้ข้างในและตัดขาดพวกเขาออกจากอารยธรรม

Chai ตัดสินใจสำรวจปัญหามลพิษทางอากาศอันเรื้อรังของจีน เธออธิบายว่าทุกๆ สิ่งที่ทำก็เพื่อที่ตอบคำถามที่เธอจะถาม อะไรคือหมอกควันพิษ(Smog) มันมาจากไหน เราทำอะไรได้บ้าง

เพื่อหาคำตอบให้กับคำถามเหล่านี้ เธอต้องเดินทางไปยังพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษทั่วประเทศจีน นอกจากนี้ยังเดินไปลอส แองเจลีส และลอนดอนเพื่อหาคำตอยว่าเมื่อเหล่านี้จัดการกับมลพิษทางอากาศอย่างไร

สารคดี ’Under the Dome’ อธิบายว่าหมอกควันพิษ(Smog)คืออะไร อันตรายของมัน มันเกิดขึ้นได้อย่างไรและปัญหาในการจัดการกับหมอกควันพิษ รวมถึงว่าเราแต่ะคนทำอะไรได้บ้าง Chaiบอกว่าหมอกควันพิษเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพลังงานซะเป็นส่วนใหญ่ ร้อยละ 60 ของมลพิษที่อากาศในกรณีภายในประเทศจีนมาจากการเผาใหม้ถ่านหินและน้ำมันเพื่อผลิตไฟฟ้า และในปี 2013 จีนเผาใหม้ถ่านหินมากกว่าทุกประเทศรวมกัน Chai ยังชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบและการจัดการมลพิษทางอากาศและหมอกควันพิษนี้

คำถามเรื่องสิ่งแวดล้อมและการเจริญเติบโต

ในการสัมภาษณ์กับ People.com.cn Chai กล่าวว่าที่ผ่านมารายงานข่าวของเธอเรื่องหมอกควันพิษนั้นตรงตามข้อเท็จจริง รายงานข่าวเรื่องบริษัทผู้ก่อมลพิษ หรือรัฐบาลท้องถิ่นที่ต้องการจะพัฒนาเศรษฐกิจ และตัวเธอเองก็ไม่แน่ใจ เราต้องการการเจริญเติบโต หรือการปกป้องสิ่งแวดล้อม

แต่การทำงานสืบสวนเรื่องราวในสารคดีนี้ เธอรู้สึกว่าไม่มีความย้อนแย้งระหว่างสองสิ่งนั้น มลพิษทางอากาศมิใช่ผลของการปฏิรูปหรือการเปิดกว้าง และจริงๆ แล้วการปฏิรูปตลาดอย่างเต็มที่นั้นจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อแก้ปัญหานี้

ในมุมมองของเธอ การปกป้องสิ่งแวดล้อมนั้นมิใช่ภาระ สำหรับ Chai กฎหมายที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้นคือแหล่งของนวัตกรรมที่จะส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน การจ้างงานและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ประสบการณ์จากหลายประเทศทั่วโลกสนับสนุนมุมมองดังกล่าวของเธอ

จากการอธิบายของ Chai ปัญหาของหมอกควันพิษจัดการได้หากรัฐบาลลดการแทรกแซงที่ไม่จำเป็นลงและปล่อยให้ตลาดเป็นผู้มีบทบาทในการจัดสรรทรัพยากร บทบาทของรัฐบาลที่จำเป็นคือการออกนโยบายและบังคับใช้กฏหมาย ตลาดที่มีการแข่งขันและมีความเป็นธรรมจะช่วยกระจายทางออกที่สร้างสรรค์ในการแก้ปัญหามลพิษ ทั้งหลายเหล่านี้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการปฏิรูปของจีนในปัจจุบัน

Chai ส่งเอกสารและสื่อที่เธอรวมรวมในช่วงที่ถ่ายทำสารคดีไปให้คณะกรรมการที่ร่างการทบทวนกฏหมายมลพิษทางอากาศของจีน เธอยังได้รับการตอบรับเมื่อเธอส่งเอกสารและสื่อชุดเดียวกันไปให้คณะทำงานเพื่อการปฏิรูปอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติและน้ำมันของจีน

เงื่อนเวลา

The Sina columnist Entertainment Capitalism ชมเชยงานสารคดีชิ้นเอกของเธอในการที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนก่อนที่จะมีการประชุมประจำปีของผู็นำสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือที่เรียกกันในภาษจีนว่า ‘Lianghui’

Cao Jingxing นักวิพากษ์ที่โด่งดังจาก Phoenix TV commentator ส่งข้อความทวีตว่า “ขอบคุณ Chai Jing สมาชิก ตัวแทน และเจ้าหน้าที่คณะกรรมการทุกชุดที่ Lianghui ควรดูสารคดีนี้”

อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์สารคดีของ Chai ก็มีคนวิจารณ์ ผู้ซึ่งกล่าวว่า มันไม่เป็นวิทยาศาสตร์ที่จะระบุว่าปัญหาสุขภาพของลูกสาวเธอมาจากผลกระทบของหมอกควันพิษ และการใช้กรณีของลูกสาวเธอ ทำให้สารคดีสืบสวนสอบสวนนั้นมีน้ำหนักน้อยลง

Cui Yongyuan ผู้ประกาศข่าวและอดีตเพื่อนร่วมงานของ Chai ที่สถานีโทรทัศน์ CCTV บอกกับสื่อมวลชนว่า Chai จะเจอกับการโจมตีด้วยคำถามและการกล่าวหาให้เสียหายทางออนไลน์ ปีก่อน Cui ทำงานสารคดี ‘The Gene Report’ ที่ใช้เงินทุนของตัวเองเพื่อตั้งคำถามเรื่องความปลอดภัยของอาหารจีเอ็มโอ ข้อคันพบของเขานั้นถูกโจมตีจากเจ้าหน้าที่รัฐบาล

Cui เพิ่มเติมว่า สารคดีสองเรื่องนั้นส่งผลสะเทือนต่อผลประโยชน์ หากเจ้าหน้าที่รัฐหรือบริษัทต้องขายหน้า และถ้าพวกเขาต้องสูญเสียเงินหรือไม่มีการเลื่อนตำแหน่ง พวกเขาจะโจมตีคุณ

ฤดูใบไม้ผลิที่เงียบเหงาแห่งจีน?

ความรู้สึกร่วมจากสารคดีของ Chai ได้ทำให้นักวิจารณ์ในจีนประหลาดใจ Li Jiangtao นักวิชาการอาวุโสที่สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย Tsinghua กล่าวในบทความของเขาว่า ปัจจัยสามประการที่ทำให้ภาพยนตร์สารคดีนี้มีความน่าสนใจต่อผู้ชมคือ เหตการณ์ใหญ่ๆ (หมอกควันพิษในจีน) มุมแรงๆ ที่นำเสนอเรื่องมนุษย์ที่โยงกับผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียง และความตื่นตัวที่เพิ่มมากขึ้นในเรื่องสิ่งแวดล้อม

Li ระบุว่า ช่วงเวลาการนำเสนอนั้นก็ยิ่งน่าสนใจ พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้มีการประชุมสูงสุด การแต่งตั้งนาย Chen Jining รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม และการรณรงค์ต่อต้านคอรัปชั่นของผู้นำจีน

Chen กล่าวว่า เมื่อดูสารคดีทำให้นึกย้อนถึงความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมในระดับโลกตอนที่หนังสือ “ความเงียบในฤดูใบไม้ผลิ Silent Spring ของราเชล คาร์สันตีพิมพ์ออกมาในปี 1962 และสารคดีของ Chai มีนัยะสำคัญอย่างยิ่งในการยกระดับความตื่นตัวของสาธารณะชนในเรื่องสิ่งแวดล้อมและผลกระทบสุขภาพที่เกิดขึ้นจากมลพิษ

Chen กล่าวว่ากระทรวงของเขาและสื่อมวลชนนั้นอยู่ข้างเดียวกัน และภาพยนตร์สารคดี ‘Under the Dome’ แสดงถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล สังคมและสื่อมวลชน

ผลสะเทือนของสารคดียังเกิดขึ้นต่อตลาดหลักทรัพย์ของจีนอีกด้วย โดยที่ส่วนแบ่งตลาดของบริษัทธุรกิจอุปกรณ์ลดมลพิษนั้นเพิ่มขึ้น ทำให้หุ้นของบริษัทเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมจำนวนหนึ่งเพิ่มขึ้นกว่าขอบเขตที่มีการซื้อขายกัน

มลพิษซัลเฟอร์ไดออกไซด์เพิ่มมากขึ้นในอินเดีย ครึ่งหนึ่งมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน

indiaso2_omi_2011_2012

การวิเคราะห์ข้อมูลจากดาวเทียมออราขององค์การนาซ่า(NASA’s Aura ) พบว่า การปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์จากโรงไฟฟ้าในอินเดียเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 60 ระหว่างปี 2005 และปี 2012  เป็นการศึกษาที่ตีพิมพ์ออนไลน์ Environmental Science & Technology. ในเดือนธันวาคม 2556 นี้

ซัลเฟอร์ไดออกไซด์(Sulfur dioxide – SO2) เป็นมลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพและสภาพภูมิอากาศ ในปี 2010 อินเดียแซงหน้าสหรัฐอเมริกาโดยเป็นประเทศที่มีการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์มากเป็นอันดับสองรองจากจีน โดยที่ปริมาณการปล่อยราวครึ่งหนึ่งมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน

Smog Shrouds Eastern China

Chinahaze_tmo_2013341

China suffered another severe bout of air pollution in December 2013. When the Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) on NASA’s Terra satellite acquired this image on December 7, 2013, thick haze stretched from Beijing to Shanghai, a distance of about 1,200 kilometers (750 miles). For comparison, that is about the distance between Boston, Massachusetts, and Raleigh, North Carolina. The brightest areas are clouds or fog. Polluted air appears gray. While northeastern China often faces outbreaks of extreme smog, it is less common for pollution to spread so far south.

“The fog has a smooth surface on the top, which distinguishes it from mid- and high-level clouds that are more textured and have distinct shadows on their edge,” explained Rudolf Husar, director of the Center for Air Pollution Impact and Trend Analysis at Washington University. “If there is a significant haze layer on top of the fog, it appears brownish. In this case, most of the fog over eastern China is free of elevated haze, and most of the pollution is trapped in the shallow winter boundary layer of a few hundred meters.”

On the day this natural-color image was acquired by Terra, ground-based sensors at U.S. embassies in Beijing and Shanghai reported PM2.5 measurements as high as 480 and 355 micrograms per cubic meter of air respectively. The World Health Organization considers PM2.5 levels to be safe when they are below 25.

Fine, airborne particulate matter (PM) smaller than 2.5 microns (about one thirtieth the width of a human hair) is considered dangerous because it is small enough to enter the passages of the human lungs. Most PM2.5 aerosol particles come from the burning of fossil fuels and of biomass (wood fires and agricultural burning).

At the time of the satellite image, the air quality index (AQI) reached 487 in Beijing and 404 in Shanghai. An AQI above 300 is considered hazardous to all humans, not just those with heart or lung ailments. AQI below 50 is considered good.

In some cities, authorities ordered school children to stay indoors, pulled government vehicles off the road, and halted construction in an attempt to reduce the smog, according to news reports.

  1. References

  2. Associated Press, via The Washington Post (2013, December 6) Smog at Extremely Hazardous levels in Shanghai.Accessed December 9, 2013.
  3. Bloomberg News (2013, December 9) Shanghai Tells Children to Stay Inside for Seventh Day on Smog. Accessed December 9, 2013.
  4. The New York Times (2013, December 5) Air Pollution Shrouds Eastern China. Accessed Accessed December 9, 2013.
  5. U.S. Department of State (2013, December 9) U.S. Consulate Shanghai Air Quality Monitor. Accessed December 9, 2013.
  6. U.S. Department of State (2013, December 9) U.S Embassy Beijing Air Quality Monitor. Accessed December 9, 2013.
  7. Voice of America (2013, December 6) Flights Delayed as Air Pollution Hits Record in Shanghai. Accessed December 9, 2013.
  8. Xinhua (2013, December 9) Cities hit hard by smog. Accessed December 9, 2013.

NASA image courtesy Jeff Schmaltz, LANCE MODIS Rapid Response. Caption by Adam Voiland.

A slight catch: Thailand’s overfishing crisis

As overfishing empties Thailand’s seas, Kit Gillet meets some of those desperate to take what is left and a local who is fighting back. Pictures by Luke Duggleby
overfishing

DAWN SEES TRAWLER FISHERMEN IN PHUKET SORT THE PREVIOUS NIGHT’S CATCH.

POST MAGAZINE
19 OCT 2013

It’s almost midnight, 10 kilometres off the west coast of Thailand, and Thamarat Sachanyarat has been circling for hours, carefully watching the swirling patterns on his boat’s sonar. Peering closely at the monitor with failing eyes, the 54-year-old sighs and pushes the throttle, moving his wooden fishing boat on to a different patch of sea.

All around, the lights of dozens of other boats can be seen in the pitch-black night, each crew in pursuit of a resource that is fast shrinking in the face of massive overfishing.

“We are all worried about overfishing. My grandfather would use a torch and shine it into the sea, and the fish would come to the surface. It was like the sea was full,” says Thamarat, wistfully.

He uses high-powered lights to draw the fish to the surface, to be scooped up in giant nets that take a dozen or more crew members to haul aboard. It is a decidedly commercial operation; if he and his crew don’t return with at least 1,500kg from each trip, they lose money.

Thailand is the world’s third-largest exporter of fish and fishery products, with exports valued at about US$7 billion in 2010. Between 2002 and 2011 exports almost doubled. Only China and Norway export more.

Taking into account the sheer volume of fishing that has taken place off Thailand over the past few decades, improved technology that until recently increased the size of catches, and what most consider to be an impotent regulatory system, it appears the nation’s waters are reaching a critical time, with some species nearing the point of no return.

“The Gulf of Thailand is one of the most exploited seas in the world when it comes to fishing. Compared to a few decades ago, in the Gulf of Thailand there are pretty much no fish,” says Sirasa Kantaratanakul, oceans campaigner for Greenpeace in Thailand.

Thamarat and his crew fish the Andaman Sea rather than the Gulf of Thailand, but here, too, fish populations are feeling the effects of heavy overfishing.

To improve his catch rate, 10 years ago Thamarat bought his first sonar, one with a range of 150 metres. Late last year he was forced to upgrade to one with a range of 750 metres: “Now it is a race to get to the fish, so the boat with the biggest sonar normally wins,” he says.

According to official statistics, from a peak of almost 300kg/hour in the 1960s, Thai fishing boats are catching just 18kg/hour today on average, despite the advances in technology.

“There has been enormous decline in the area since the 1960s, with entire species wiped out,” says Boris Worm, a marine research ecologist and associate professor at Dalhousie University, in Nova Scotia, Canada.

IN THE NIVAT FISHING PORT, outside the southern city of Phuket, several dozen commercial fishing trawlers are moored up tightly along the docks. Members of the mostly Myanmese crews are washing fish guts from their bodies and rearranging the nets and equipment on deck after having returned hours earlier from a night or two at sea. One captain is blessing his boat, knelt over and placing flowers around the bow as an offering in the hope of clear weather and a good catch.

Even in the heat of the afternoon the dock is alive with activity, as hundreds of tons of fish are sorted and weighed by mostly young women, their children sitting or playing nearby, before being sold to waiting merchants. Crates of iced fish are piled high as men and women gather around wooden benches to bid on lots.

Around one bench a well-dressed Myanmese merchant wearing a thick gold chain around his neck has just outbid several others for 10,000kg of fish, which he plans to send to markets in Malaysia, paying 40 baht (HK$9.89) a kilogram.

“Five years ago it was 20 baht a kilo; it’s doubled in price,” he tells me. Trucks are waiting outside to take the fish onwards.

Nearby, Prawat Ungrangsee, a middle-aged fish merchant whose family own one of the largest fleets of refrigerated trucks in the south of Thailand, is counting his shipments.

“Most of the big fish are gone,” he says. “We used to have over 30 trucks a day just for tuna from the seas around Thailand, Vietnam and Cambodia – now we have maybe five to 10 trucks, and that all comes from Indonesia.

“There are so many big boats now yet it takes them much longer to fill their holds. Until recently fishermen used to be able to fill their boats in a night or two, now they need to spend several days out at a time to catch enough fish.”

Aware of the situation, Thai authorities have tried to limit fishing and establish non-take areas – it is now forbidden for boats to fish within three kilometres of the shore (five kilometres for the larger boats), where nurseries have been set up – but the regulation system is seen as weak and open to abuse.

“There are laws but they aren’t enforced,” Sirasa says. “You get fined 5,000 baht for fishing within three kilometres of the coast, but this is like a grain of sand for the larger fishers; they might as well just pay up before they head out for the night.”

Weak governance has also made it easy for boat owners to bypass regulations against illegal, unreported or unregistered fishing vessels.

“In 1979, Thailand said it would allow no new trawlers, but boat owners simply put many boats under one registration or switch the registration to newer, bigger boats and the government does nothing,” Sirasa says. “And then, every 10 years or so, the government has a general amnesty – it’s the fourth already; 2,107 vessels have been given amnesty this time. Last time it was about 4,000 vessels. Would you obey a law if, one day, you knew you would be pardoned anyway?”

IN RECENT DECADES, overfishing and the growth of the export industry have been particularly devastating for the small coastal communities that have relied on fishing for generations because they cannot simply pick up and move on when the waters are exhausted.

In 2004, the World Bank published a report that found small-scale Thai fishermen in general earn less than half the national average and often live in communities that lack basic infrastructure, such as roads and electricity.

A few hundred kilometres up the coast from Phuket, in the small wooden fishing village of Pahklongkleaw, Bunlong Jannoi has little to do. Dressed in a torn polo shirt and rolled-up jeans, the 38-year-old sits on the small dock surrounded by empty fishing boats. He used to fish for squid and anchovies, using a small, one-man boat that is moored nearby, but he hasn’t gone out for many months because “there are no fish”.

“In the past, we always had fish but the trawlers came through, took the fish, destroyed the sediment and soil, and now everything is gone. Even before that there were less and less for us to catch.”

The people in Pahklongkleaw live basic lives and have few material possessions beyond their small family boats.

“My family has always fished,” says 56-year-old Sumrauy Wansanit, sitting nearby. “But right now there are no crabs or anything else to catch so I’ve not been out for weeks.”

Bunlong has been fishing since he was a child – “I’ve only ever been a fisherman,” he says – but with savings running low, he doesn’t know how much longer he can go without work or what else he could do. He plans to try another part of the coast, where, he’s heard, the trawlers haven’t done as much damage.

“I have no wife or sons, so at least I don’t need to worry about their futures,” he says with a sad smile.

Around the dock other members of the community are busy constructing FADs (fish aggregating devices), tying coconut tree fronds to blocks of concrete that will be sunk two or three kilometres off the coast to serve as new feeding grounds for small and juvenile fish. The FADs create artificial environments that the villagers hope will rejuvenate their waters.

They have tried to do this before, however, but commercial fishing boats entered the “protected” waters to fish, taking advantage of the community’s efforts to restock the sea and often destroying the FADs in the process.

“Everyone just takes and takes,” says Piya Tasyam, a fisherman turned activist from the nearby village of Toong Noi. “And what really hurts is that the government never helps.”

Piya left school to become a full-time fisherman when he was 12. Now 42, he is slim and handsome, and exudes a natural leadership and intense earnestness when he talks.

Less than 100 metres from the sea, Piya’s house abuts a small channel where the village fishing fleet is moored. It is a comfortable and modern home, which he shares with his wife and three youngest children.

Standing on the platform of his fishing vessel, he shows me the difference between the nets village fishermen deploy and those used by some of the more immoral commercial crews.

“Look at the mesh of our nets and theirs and you can see how we are different to these fishers. Nothing can get through their net; they take everything out of the water,” he says, holding a piece of net that, when pulled tight, is almost a solid sheet of material.

Nets like these are illegal – they remove small species and young and undeveloped fish from the seas, thereby stopping ecosystems from regenerating – but, again, enforcement of the regulations is lax.

Piya has, in recent years, been leading efforts to forcibly protect local waters from outside fishermen, especially those on commercial trawlers. Twelve villages in the province, including his own, are now part of a network that aims to fend off illicit fishing boats.

Off the coast of Toong Noi, a picturesque village of 1,000 residents fringed by coconut trees and water, a half-submerged vessel lies testament to their militancy. Last December, Piya and some of the other village fishermen caught the boat fishing too close to shore and, by hooking its nets, forced it towards land. When the police came they found a gun, according to Piya, and the boat was impounded. As it was being maneouvred away to where it would be held, the local fishermen refused to show the captain how to navigate through the shallows and it was caught on a rocky breaker. The locals now laugh at it as they pass by.

“First we tell them to stop,” Piya says of trespassing boats. “If they don’t, I drop my anchor on their nets. I tell them that if they refuse to come ashore, we will drag them in.” The alternative for the interloping captains is to cut and abandon their nets: a costly exercise.

In a ThaiPBS documentary aired last year, Piya is seen radioing in to the police, telling them: “I’ve caught an illegal fishing boat, are you coming or not?”

Such an approach is not without risk. Some of the boat owners sue, claiming that Piya and others are robbing them and stealing their nets, while others threaten violence (in August, Piya was beaten after trying to raise awareness of illegal fishing operations in the area).

“Those in business still see money, so they take [fish] out whatever the long-term cost. When there is nothing left they will switch to something else, but people in small communities know the ocean is not just money, it is their lives,” he says. “What will happen in the future if nothing changes? The whole industry will collapse.”

In recent decades the Thai government has been promoting fish farms and other types of aquaculture (in 2010, aquaculture production in Thailand totalled about 1.4 million metric tonnes, versus 3.3 million tonnes of captured fish). The problem, however, is that aquaculture doesn’t seem to be a long-term alternative for Thailand, partly because trash fish (consisting of by-catch and undersized juveniles) caught from the sea are sold cheaply and used as feed in the fish farms.

“People think aquaculture is a good thing but it is not sustainable because it still takes from the sea,” says Sirasa.

In the small clam-fishing village of Kan Kradai, in the central province of Prachuap Khiri Khan, villagers are gathered in an informal circle to talk about the growing realities of the emptying seas. On the walls of the open, wooden hut are pictures of many of the species that have traditionally been found in the waters off Thailand. Villagers say many of those fish are no longer around.

“We also used to fish too much, but we see now that it won’t last,” says 38-year-old Sompong Parnnoi.

Huad Chidetrakulsangtong, an elderly fisherman missing his teeth and dressed in a dirty vest, says: “Our resources are being used up too fast. Technology and innovation are the real problems.”

No one in the circle has the answers, but what they do know is that everyone, especially the government, needs to do more to protect the seas before it is too late.

BACK ON THE BOAT OFF the coast of Phuket, Thamarat and his 20-man crew continue to search for their big catch. As the hours pass, however, it becomes clear that it is not going to happen tonight, as cast after cast comes in small and hours are spent circling, with Thamarat and his 22-year-old son watching the sonar for elusive signs of large shoals.

When we get back to the dock the following morning, their catch is just 500kg, most of it anchovies, which bring in just 15 baht a kilogram.

“I’ve been fishing since I was 10, first on my father’s boat and then my own – but I might be the last generation if the catches keep going like this,” says Thamarat.

NASA – New Map Offers a Global View of Health-Sapping Air Pollution

NASA – New Map Offers a Global View of Health-Sapping Air Pollution.

Solar Farm at Dunhuang, China

dunhuang_ali_2012287For centuries, traders along the Silk Road relied on the oasis at Dunhuang for a reprieve from the withering sunlight and heat of the Gobi desert. By 2011, a large solar farm on the outskirts of the city had started transforming that searing light into an energy resource for the region.

The Advanced Land Imager (ALI) on the Earth-Observing-1 (EO-1) satellite captured this series of images showing the installation of solar power panels on the outskirts of Dunhuang in the Gansu province of western China. In 2006 (top image), barren desert dominated, except for the road and a few patches of agricultural fields (lower right). By 2011 (middle image), grids of photovoltaic panels began to appear in large numbers. By 2012 (lower image), thousands of square meters were covered.

China’s State Development & Investment Corporation and the China Guangdong Nuclear Power Corporation (CGNPC) began construction in the area in August 2009, according to China Daily. Two 10-megawatt (.01 gigawatt) facilities were opened by July 2010, making the site China’s first large-scale solar power station.

Chinese authorities hope to expand the electricity-generating capacity of Dunhuang’s solar farms in the future. The State Council (China’s equivalent of the cabinet) set a goal of increasing Dunhuang’s solar power generating capacity to 1 gigawatt by 2020. For context, China’s total installed solar capacity at the end of 2011 was about3.1 gigawatts; the United States had 4.4 gigawatts of capacity by the same date.

Space and sunlight will not be limiting factors to expansion. There are more than 3,500 square kilometers (1,400 square miles) of unused land around Dunhuang, and the area receives about 3,250 hours of sunlight per year. (See this list to see how that compares to major cities around the world.)

However, Dunhuang’s solar plants will have to contend with powerful dust storms that often hit the area in the spring. Also, the shortage of water in the region will make it challenging to keep the solar panels clean. After a visit to one of Dunhuang’s solar plants in 2012, Nanyang Technological University engineer Nilesh Jadhav estimated that dirty panels could decrease the efficiency of Dunhuang’s solar panels by 15 to 20 percent.

Mekong River : Crisis and Opportunity