บันทึกจาก Copenhagen – เจราจากันต่อไปเถอะ เรือพร้อมแล้ว

Keep talking the boat is ready

เป็นที่น่าเสียดายมากที่ผมพลาด highlight ของงานวันแรก ตอนที่ คุณ Leah Wickham เยาวชนจากฟิจิเป็นตัวแทนคนนับล้านที่ร่วมลงชื่อกับ tcktcktck เรียกร้องให้เกิดข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย รวมทั้งผมยังพลาดพิธีเปิดที่มี Abigail Jabines ผู้แทนจาก International Solar Generation รวมถึง Yvo De Boer เลขาธิการระดับสูงของ UNFCCC และ Connie Hedegaard ประธานคนใหม่ของ COP 15 คุณ Wickham จบการพูดลงด้วยประโยคที่ทุกคนก็พูดถึงอย่างติดปากเลยว่า “the time for talking is over and now it’s time for action“ หรือ “เวลาแห่งการพูดคุยกันหมดลงแล้ว ตอนนี้เป็นเวลาที่ต้องลงมือดำเนินการทันที”

เห็นบรรทัดหนึ่งในหนังสือพิมพ์ COP 15 ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่เกาะติดเรื่องการประชุมนี้โดยเฉพาะ จัดทำโดย CPHPOST.DK ที่พูดถึงคำกล่าวของ Yvo De Boer ต่อข้อเรียกร้องของคุณ Wickham น่าขันทีเดียว de Boer สรุปตอนท้ายว่า …but I hope you will be a bit patient and give us two more weeks of talking and then we will deliver on the action…” แปลตรงๆก็คือ “…ผมขอให้คุนอดทนอีกนิด และให้เวลาพวกผมอีกวัก 2 อาทิตย์ในการพูดคุย แล้วเราก็จะได้ลงมือทำหลังจากนั้น” จะคอยดู…

เรารู้ว่าในอีก 2 สัปดาห์ จะต้องมีการพูดคุยเจรจาในหลายประเด็นมาก เริ่มจากเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับในช่วงพันธะกรณีที่ 2 และหลังจากนั้นไปอีก รวมไปถึงว่าข้อตกลงใหม่นี้จะรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมการเดินเรือและการบินหรือไม่ เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอน หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) ซึ่งยังไม่มีการพิสูจน์ชัดเจนและมีราคาแพงจะสามารถดำเนินการภายใต้ CDM ได้หรือไม่ จะมีมาตรการเพื่อยับยั้งการตัดไม้ทำลายป่าอย่างไร โดยเฉพาะป่าร้อนชื้นในประเทศกำลังพัฒนา ที่รู้จักกันว่า การลดการปล่อยก๊าซจากการตัดไม้ทำลายป่าและการเสื่อมโทรมของป่า หรือ REDD และยังมีอีกมากมาย แต่ในท้ายที่สุด เราต้องการเหล่าผู้นำให้รีบดำเนินการอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่เหล่านักการเมืองที่ดีแต่พูด

ที่สถานีรถไฟ Central Station หลังจากออกมาจาก Bella Centre ผมพบกับกลุ่มวัยรุ่นเดินแจกใบปลิวเชิญชวนคนผ่านไปมาให้ไปยังเวทีด้านโลกร้อนอีกเวทีหนึ่งชื่อ Klima Forum 09 ซึ่งเป็นเวทีของภาคประชาสังคมจากทั่วโลกที่มาเข้าร่วมการประชุมที่ COP 15 นี้ ผมไปยัง DBI-Byen Copenhagen ซึ่งเป็นอาคารกีฬา ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ Central Station

และที่ Klima Forum 09 นอกจากจะมีนิทรรศการต่างๆ การสัมมนา การพูดคุย และดนตรีแล้ว ผลก็ต้องหยุดชะงักที่ภาพๆหนึ่ง เป็นภาพเรือที่เรียงลำดับการประชุมภาคีสมาชิกอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP ตั้งแต่ปี 2535 มาเลย โดยเริ่มจาก

การประชุมสุดยอดของโลกที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร ปี 2535
COP 1 เบอร์ลิน เยอรมนี ปี 2538
COP 2 เจนีวา สวิสเซอร์แลนด์ ปี 2539
COP 3 เกียวโต ญี่ปุ่น ปี 2540
COP 4 บัวโนส ไอเรส อาร์เจนติน่า ปี 2541
COP 5 บอนน์ เยอรมนี ปี 2542
COP 6 กรุงเฮก ปี 2543
COP 6+ บอนน์ เยอรมนี ปี 2544
COP 7 มาราเคช โมรอคโค ปี 2544
COP 8 นิว เดลี อินเดีย ปี 2545
COP 9 มิลาน อิตาลี่ ปี 2546
COP 10 บัวโนส ไอเรส อาร์เจนติน่า ปี 2547
COP 11 มอนทรีออล แคนาดา ปี 2548
COP 12 ไนโรบิ เคนย่า ปี 2549
COP 13 บาลี อินโดนีเซีย ปี 2550
COP 14 พอซแนน โปแลนด์ ปี 2551
COP 15 โคเปนเฮเกน เดนมาร์ก ปี 2552

ใช่แล้ว Mr. Boer คุณมีเวลาเพียงแค่ 2 อาทิตย์เท่านั้น ไม่มากไปกว่านี้ พอก็คือพอ และก็เป็นที่ชัดเจนว่า เราต้องการดำเนินการ หรือ action เพื่อจัดการกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยเร็วในขณะนี้

อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์

บันทึกจาก Copenhagen – วิกฤตผู้นำ: ทั้งมิอาจ “บรรลุข้อตกลง” และ “เปลี่ยนแปลงแนวโน้มแห่งอนาคต”

10165_15656
หัวค่ำวันศุกร์หนาวจัดมาก หลังจากเข้าร่วมกิจกรรมถ่ายภาพ “Climate Shame” ผมก็ออกจาก Oksnehallen Hall ในเขต Copenhagen’s Vesterbro ซึ่งเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งของ NGO, ภาคประชาสังคมและกลุ่มผู้สังเกตการณ์ที่ทางกระทรวงการต่างประเทศของเดนมาร์กได้จัดไว้ให้ใหม่เพราะมีการจำกัดจำนวนคนที่จะเข้าไปใน Bella Centre ที่นี่มีทีวีถ่ายทอดสดความเคลื่อนไหวต่างๆ จาก Bella Centre มาด้วย

ผมเดินจากจัตุรัสเมืองไปยังย่านถนนคนเดิน Konges Nytorv และมาหยุดที่ “สถานที่หนึ่งร้อยแห่งที่ควรจดจำก่อนมันจะสูญหายไป” เป็นนิทรรศการภาพถ่ายที่จัดโดยองค์กร CO+Life และ Care เดนมาร์ก เป็นการแสดงภาพสถานที่หนึ่งร้อยแห่งบนโลกที่กำลังเสี่ยงต่อการสูญหายไปภายในช่วงรุ่นลูกรุ่นหลานของเราเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการกระทำของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อม

ด้านหลังของนิทรรศการกลางแจ้งนี้เป็นป้ายโฆษณาใหญ่บนตึกขององค์กร European Environmental Agency ซึ่งเขียนว่า “เปลี่ยนแปลงแนวโน้มในอนาคต!”(Bend the Trend!)

กราฟบนป้ายโฆษณาแสดงถึงการประชุมสุดยอดที่โคเปนเฮเกนซึ่งเป็นครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ เส้นกราฟแสดงการเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 ถึง 2593 และตรงช่วงกลางกราฟมีการทำเครื่องหมายและเขียนว่า “COP 15 วันนี้” แล้วก็มีลูกศรชี้ขึ้น แสดงถึงผลจาก “การไม่ทำอะไรเลย” ซึ่งจะทำให้เราไปสู่หายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และลูกศรชี้ลง ซึ่งแสดงถึง “ดำเนินการลดการปล่อยอย่างเข้มข้นร่วมกัน” ซึ่งจะทำให้การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกไม่มากไปกว่าสององศา และเป็นระดับที่ปลอดภัยที่นักวิทยาศาสตร์บอกว่าจะช่วยให้เรารอดพ้นจากอันตรายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้

ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมจึงใช้คำว่า “เปลี่ยนแปลงแนวโน้มในอนาคต” และผมก็เริ่มไม่แน่ใจว่าผลจากการเจรจาในวันสุดท้ายจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ผมนึกถึงอีเมล์ล่าสุดจากทีมการเมืองของ Greenpeace International ที่ว่า

“…การประชุมสุดยอดโลกร้อนที่โคเปนเฮเกนอยู่ในกำหนดการเป็นเวลาสองปีแล้ว ในขณะที่เหล่าผู้นำของประเทศที่ร่ำรวยที่มารวมตัวกันที่นี่ด้วยความคิดและกระเป๋าเงินที่ว่างเปล่า โดยที่ประเทศกำลังพัฒนาได้ร่วมเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วลดการปล่อยก๊าซโดยเร็ว เหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้แล้วที่จะทำเรื่องนี้ให้ถูกต้อง

มันไม่เป็นธรรม ที่จะคาดหวังให้ประเทศยากจนแบกรับภาระที่ก่อขึ้นและไม่ได้รับความสนใจจากประเทศอุตสาหกรรม

มันไม่เข้มข้น หากประเทศที่ร่ำรวยจะปฏิเสธไม่ยอมลดการปล่อยตามที่วิทยาศาสตร์และความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์เรียกร้อง

มันไม่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย หากข้อตกลงที่ได้ประกอบไปด้วยความหวัง ความผัน และความปรารถนา แทนที่จะเป็นพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

เวลาเกือบจะหมดลงแล้ว วันนี้จะถูกจดจำว่าเป็นวันที่ประเทศที่ร่ำรวยสร้างความก้าวหน้าให้เกิดขึ้นในการจัดการกับมหันตภัยโลกร้อน หรือจะเป็นวันที่ถูกบันทึกลงไปในประวัติศาสตร์ว่าเป็นวันที่กำหนดความตายของคนนับล้านล้านคน…”

ภาพถ่ายจากนิทรรศการที่ผมเห็นภาพหนึ่งคือ ตลาดน้ำที่มีชื่อเสียงมาก ใช่แล้ว กรุงเทพฯ ที่ที่ผมอาศัยอยู่ก็เป็นอีกหนึ่งในอีกร้อย ๆ แห่งที่ควรค่าแก่การจดจำก่อนที่จะสูญหายไป!!! ภาพถ่ายนี้ชื่อว่า “the Sinking City of Angles” จริงๆ แล้วภาพถ่ายไม่ใช่กรุงเทพฯ หรอก น่าจะเป็น “สมุทรสาคร” หรือ “สมุทรสงคราม” จังหวัดใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ มากกว่า

ใต้ภาพถ่ายเขียนว่า

“กรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งของวัดหลายร้อยแห่ง มีคลองเล็กคลองน้อย มีของขายหาบเร่ตามถนนหนทาง ตึกสูงระฟ้านับพัน มีรถไฟฟ้าในเขตเมือง และมีสนามบินที่ทันสมัยมาก กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงตั้งอยู่ในเขตร้อน เป็นที่ที่วัฒนธรรมตะวันออกผสมผสานกับวัฒนธรรมตะวันตก…”

“…ตั้งอยู่บน “ที่ราบลุ่มสามเหลี่ยมปากแม่น้ำขนาดใหญ่” แห่งหนึ่งของเอเชีย และอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียงสองเมตร กรุงเทพฯ ประสบกับปัญหาน้ำท่วมบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูมรสุม ประกอบกับเมืองมีการทรุดตัวลงเนื่องจากดินที่อ่อนยวบ การพัฒนาเมืองอย่างหนักหน่วง และการสูบน้ำใต้ดินมาใช้อย่างมาก บางคนประมาณการว่าเมืองทั้งเมืองมีการทรุดตัวลงถึง 5 ซม. ต่อปี…”

“ด้วยสภาพที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ทำให้เมืองหลวงของประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงมากจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น พายุรุนแรงที่เพิ่มขึ้นจะกัดเซาะบริเวณชายฝั่งและจะก่อให้เกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรง การรุกล้ำของน้ำเค็มก็จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อปริมาณน้ำดื่ม…”

“หากไม่มีการดำเนินการอะไรเลย พื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ ก็จะจมอยู่ใต้น้ำก่อนสิ้นศตวรรษนี้”

จบคำอธิบายความ

ผมรู้สึกขนลุกซู่ แล้วก็ถามกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีก “ผมจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร” ผลลัพธ์จากการเจรจาที่ Bella Centre น่าผิดหวังอย่างมาก ผมรู้สึกเศร้าในหัวใจ สิ่งที่จากโคเปนเฮเกนคือความรู้สึกโกรธ แน่นอน ผมรู้สึกภูมิใจว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของวันแห่งประวัติศาสตร์ แต่มาถึงตอนนี้แล้วมันคงไม่เพียงพอที่จะ “เปลี่ยนแปลงแนวโน้มในอนาคต” หรือ “บรรลุข้อตกลง” ได้

ผมเห็นด้วยกับประธานาธิบดีของมัลดีฟว์ที่พูดว่า “เราไม่สามารถต่อรองกับธรรมชาติได้หรอก” แต่ผมก็ยังเชื่อว่า เมื่อเรามาถึงโค้งสุดท้ายของความเสื่อมโทรมด้านสิ่งแวดล้อมหรือวิกฤติโลกร้อนแล้ว มนุษย์เราก็ย่อมจะสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้

ผมปวารณาตัวเองว่าจะดำเนินชีวิตในเชิงบวกให้มากขึ้นเมื่อผมกลับไปประเทศไทย ไม่เพียงแต่ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้า Greenpeace คนหนึ่งที่หัวใจความเป็นนักกิจกรรมของผมยึดมั่นอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น แต่จะทำในฐานะที่เป็นคนธรรมดาคนนึงที่เป็นพ่อของลูกสองคนและในฐานะสามีด้วย ซึ่งนี่ก็เป็นที่ที่ “การดำเนินการเรื่องโลกร้อน การแก้ปัญหา และความเป็นธรรมด้านโลกร้อน” เริ่มต้นขึ้นนั่นเอง

อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์

บันทึกจาก Copenhagen — โวหารและถ้อยแถลง

หิมะตกตลอดคืนวันพุธ ทุกอย่างขาวโพลนไปหมดในโคเปนเฮเกน ผมอยู่บนรถเมล์กับคุณอัมฤทธิ์ นักข่าวจาก TPBS ซึ่งเดินทางมาถึงตอนวันเสาร์ มาทำข่าวแล้วส่งข่าวกลับประเทศไทย

ที่ Klima Forum และ Oksnehallen สถานที่แห่งใหม่ที่กลุ่มประชาสังคมและ NGO มาชุมนุมกัน มีคนมหาศาลในคืนวันพฤหัสฯ ประกอบกับอากาศหนาวเหน็บจัด ผมเลยตัดสินใจกลับที่พัก

ค่ำวันนี้ เป็นช่วงที่เหล่าผู้นำประเทศได้มาถึงพร้อมหน้ากันแล้ว(ยกเว้น ปธน.โอบามา) และจะไปรับประทานอาหารค่ำ ซึ่งสมเด็จพระราชินีเดนมาร์กเป็นเจ้าภาพ ที่ Christainsborg Slot

ผมดูข่าว COP 15 จากช่องทีวีเดนมาร์กในหอพักนักกีฬาใน Gladsaxe แล้วก็ตื่นเต้นที่เห็นข่าวด่วนทันเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่ Greenpeace ปลอมตัวเป็นผู้นำประเทศเข้าไปในงาน gala dinner ปูพรมแดงหรู ของสมเด็จพระราชินีเดนมาร์ก!!!! แล้วชูป้าย “Politicians talk, leaders act” (นักการเมืองดีแต่พูด แต่ผู้นำลงมือทำ)

มีการรายงานข่าวซ้ำหลายครั้งในช่องทีวีนี้ ได้ผลจริงๆ

แล้วผมก็ได้ดูการถ่ายทอดสด คำกล่าวของสมเด็จพระราชินีเดนมาร์กในงาน gala dinner นี้ “…เป็นความหวังของทุกคน เมื่อทุกท่านเดินทางออกจากโคเปนเฮเกนในวันพรุ่งนี้ เราก็น่าจะได้บรรลุข้อตกลงเชิงบวกที่ให้ค่ำมั่นสัญญาในการดำเนินการได้ ซึ่งจะเป็นผลพวงที่เกิดขึ้นจากการประชุม COP 15 นี้ ขอให้ทุกท่านโชคดี”

นอกจากข่าวเรื่องกิจกรรมของผู้นำประเทศในช่วงพรมแดงหรูแล้ว ก็ยังมีการพูดคุยสดทางทีวีด้วยที่พิธีกรตั้งกระทู้ให้ผู้ที่มาร่วมอภิปรายตอบ ซึ่งรวมถึง Kavin Rudd นายกฯออสเตรเลีย คุณ Buyelwa Sonjica รมว.สิ่งแวดล้อมอัฟริกาใต้ Mohamed Nasheed ประธานาธิบดีมัลดีฟว์ Felipe de Jesus Calderon Hinojosa ประธานาธิบดีเม็กซิโก และตัวแทนจากกลุ่ม EU รวมทั้งผู้เข้าร่วมในห้องส่งด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Kumi Naidoo ผู้อำนวยการบริหารของ Greenpeace International ซึ่งเรียกร้องข้อตกลงที่เป็นธรรม เข้มข้น และมีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย

อีกคนหนึ่งที่พูดคือ Lumumba Stanislaus Di-Aiping หัวหน้านักเจรจาของ G 77 ซึ่งอ้างถึงจดหมายของ Nobel Laureate Archbishop Desmond Tutu ที่เขียนถึงผู้นำทุกคนว่า ไม่มีข้อตกลง ยังจะดีกว่าถ้าได้ข้อตกลงที่แย่ๆ “ตัวตั้งต้นของข้อตกลงนี้มันผิดเพี้ยนมาแล้ว” กล่าวปิดจบ

จากนั้น Mohamed Nasheed ก็รีบตอบว่า “ในกลุ่ม G 77 เอง เราต้องการข้อตกลงจากโคเปนเฮเกน แต่เราก็ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนั้นเลย เราต้องพยายามบรรลุข้อตกลงให้ได้ที่นี่ มีอุปสรรคและแรงต้านอย่างมากทีเดียว ซึ่งคร่ำครึและเป็นอุบายเก่าๆที่ใช้มาตั้งแต่สมัยสงครามเย็นมาแล้ว ตอนนี้เราประสบกับปัญหาใหม่ การเจรจาในครั้งนี้ไม่ได้สนใจหรือจริงจังกับผลที่จะเกิดขึ้นเลย”

พิธีกรเลยตั้งคำถามอีกว่า “น่าจะเป็นไปได้ที่จะพูดว่า จะไม่เกิดข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบที่โคเปนเฮเกนนี้ แล้วขั้นตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร” แล้วให้ Kavin Rudd ตอบ

ซึ่งน่าเกลียดมาก

“…มันเป็นเพียงส่วนหนึ่ง” Kavin Rudd ตอบ เมื่ออ้างถึงข้อเสนอจาก US และประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศที่จะให้ความช่วยเหลือกับประเทศยากจนในการจัดการและปรับตัวกับโลกร้อน “ไม่ว่าเราจะมีความคืบหน้าในการเจรจาขนาดไหน เราก็ต้องทำการบ้านอีกเยอะสำหรับการเจรจาในรอบต่อไปอยู่ดี ผมเชื่อว่า ภายใต้การเป็นประธานของ Felipe de Jesus Calderon Hinojosa เราน่าจะบรรลุข้อตกลงได้”

พิธีกรเลยหันไปถามประธานาธิบดีเม็กซิโก “ท่านคิดว่า อีกหนึ่งปีต่อจากนี้ ท่านจะจัดการประชุมแบบนี้ที่เม็กซิโกมั้ยครับ”

Calderon ตอบว่า “ผมหวังว่า มันจะต้องแตกต่างไปจากที่จัดขึ้นที่นี่”

พิธีกรยังคงถามต่อ “เหล่าผู้นำที่อยู่ในโคเปนเฮเกนขณะนี้ ควรจะพยายามให้ได้ข้อตกลงที่นี่ หรือควรจะรอให้ได้ที่เม็กซิโกในอีกหนึ่งปีข้างหน้า”

“เราต้องพยายามอย่างหนักในอีกวันหรือสองวันข้างหน้านี้ เพื่อให้บรรลุข้อตกลงให้ได้ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราต้องทำก็คือต้องเริ่มกระบวนการเจรจาใหม่หลังจากโคเปนเฮเกนเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ นี่เป็นโลกใบเดียวที่เรามีอยู่ และเรามีเวลาเหลือไม่มากนัก” Calderon กล่าว

แล้วพิธีกรก็หันมาถามคุณ Buyelwa Sonjica รมว.สิ่งแวดล้อมของอัฟริกาใต้ “ตามความเห็นของกลุ่มอัฟริกัน คิดว่าเราควรสู้ให้ได้ข้อตกลงตอนนี้เลย หรือจะมาเจรจากันใหม่ที่เม็กซิโก”

“เราสามารถบรรลุข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายได้ที่นี่ที่โคเปนเฮเกน เพียงแต่ต้องอาศัยความเป็นผู้นำในการแก้ไขและนำไปสู่ผลที่ต้องการเท่านั้น” Buyelwa เน้น

คำถามเดียวกันนี้ ถามไปยังผู้แทนจาก EU ซึ่งก็ตอบว่า “เราต้องบรรลุข้อตกลงให้ได้เดี๋ยวนี้ และก็น่าจะทำให้มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายได้ภายในอีก 6 เดือนข้างหน้า ตอนนี้ใน EU เอง เราก็มีความคืบหน้าไปมากในเรื่องข้อตกลงที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย แต่ถ้าเราไม่ได้ข้อตกลงที่นี่ตอนนี้ เราก็จะไม่สามารถตกลงกันได้เรื่องการเงิน เราจะต้องเริ่มดำเนินการเดี๋ยวนี้เลย มีเวลาเหลือไม่มากนัก”

คำตอบสุดท้ายโดย Mohamed Nasheed “เหล่าผู้นำของโลกมีศักยภาพที่จะทำให้เกิดข้อตกลงขึ้นได้ที่โคเปนเฮเกนนี้ ซึ่งน่าจะยังคงเกิดขึ้นได้ในวันพรุ่งนี้ เราไม่สามารถคาดหวังถึงข้อตกลงในเม็กซิโก เพราะมันจะต่อเนื่องไปเรื่อยๆ”

ผมว่ามันเป็นการพูดคุยที่ไร้พลังจริงๆ ผมเห็นด้วยกับข้อความใน email ที่ส่งต่อๆกันว่า

“ประเทศอุตสาหกรรมได้ทำให้การเจรจาเรื่องโลกร้อนประสบกับความล้มเหลวจากการที่ไม่ยอมรับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซอย่างเข้มข้นและไม่ยอมให้การสนับสนุนด้านการเงินอย่างเพียงพอกับการดำเนินการลดและการปรับตัวกับประเทศกำลังพัฒนา

ความโกรธจากความเป็นผู้นำที่ล้มเหลวได้ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายเลื่อนการประชุมออกไปหลายครั้ง และได้สร้างความแตกแยกในกลุ่มประเทศที่เสี่ยงต่อผลกระทบจากโลกร้อน ซึ่งได้ต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของคนในประเทศ และในหมู่ประเทศที่เศรษฐกิจกำลังเติบโต ซึ่งต้องการให้ประเทศอุตสาหกรรมดำเนินการลดแต่ก็กลับกลัวว่าตนเองจะถูกบังคับให้มีเป้าหมายต้องดำเนินการลดการปล่อยไปด้วย

เหล่าผู้นำของโลกที่มาถึงโคเปนเฮเกน โดยเฉพาะ Obama, Merkel, Sarkozy และ Brown จะต้องควบคุมสถานการณ์นี้ให้ได้ จะต้องทำให้เราบรรลุข้อตกลงที่เป็นธรรม เข้มข้น และมีผลบังคับใช้ทางกฎหมายให้ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงมหันตภัยจากโลกร้อน”

อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์