บันทึกจาก Copenhagen — สถานีกู้วิกฤตโลกร้อน

คนจำนวนมากยังคงยืนเข้าคิวรอการลงทะเบียนเพื่อเข้าไปใน Bella Center อยู่ ผมพบปะผู้คนทุกวันที่มีแนวคิด อุดมการณ์และวิสัยทัศน์ต่อการแก้ปัญหาโลกร้อนและผลที่จะออกมาจากการประชุม COP 15 ที่คล้ายๆ กัน ผู้คนกว่า 25,000 คนจากทั่วโลกหลั่งไหลกันมาเพื่อเป็นพยานในการประชุมในครั้งนี้ รวมทั้งผู้นำประเทศอีกกว่า 110 คนด้วย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าระบบรักษาความปลอดภัยจะเข้มงวดขนาดไหน โดยเฉพาะตรงทางเข้า Bella Centre และที่ผมชอบก็เห็นจะเป็น ทีวีจอใหญ่มหึมาตรงทางเข้า ที่ฉายเรื่อง Climate Defender Camp ที่อินโดนีเซียด้วย

เมื่อผ่านเข้ามาใน Bella Centre แล้ว สิ่งที่น่าสนใจจุดหนึ่งที่ผมอยากเข้าไปชมมากที่สุดก็คือ Climate Rescue Station (CRS) หรือ สถานีกู้วิกฤตโลกร้อน ซึ่งกลุ่ม NGO ที่เป็นสมาชิกของ Global Campaign for Climate Action หรือ GCCA ร่วมกันจัดขึ้น โดยมีกิจกรรมตลอดช่วงการประชุม ทั้งการแสดงภาพถ่าย การอภิปรายพูดคุย ฉายภาพยนตร์ แล้วยังมีกาแฟฟรีให้ดื่มกันทุกเช้าอีกด้วย
CRS_COP15
Climate Rescue Station (CRS)  ก็มีประวัติอยู่เหมือนกัน โดยเริ่มในปี 2551 ที่เมืองพอซนาน ประเทศโปแลนด์ ในครั้งนั้น สถานีตั้งอยู่ตรงพื้นที่ขอบเหมืองที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปเพื่อรณรงค์และเปิดโปงต้นทุนที่แท้จริงของถ่านหิน ตำแหน่งตรงขอบเหมืองก็เสมือนการใช้ถ่านหินเป็นตัวการหลักที่ผลักดันให้เราเข้าสู่ขอบหรือห้วงโค้งสุดท้ายของโลก เหล่านักกิจกรรมของ Greenpeace ได้ร่วมกับชุมชนและนายกเทศมนตรีในการเรียกร้องให้เกิดการปฏิวัติด้านพลังงานและเรียกร้องพลังงานสะอาดในเมืองพอซนานด้วย

และในช่วง COP 14 สถานีนี้ก็ย้ายไปที่เมืองมาดริด ประเทศสเปน และเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งในการฉลองครบรอบ 25 ปี ของ Greenpeace สเปน มีการจัดกิจกรรมสาธารณะและนิทรรศการมากมาย เพื่อให้ความรู้เรื่องผลกระทบจากโลกร้อนต่อสเปน เป็นสถานที่จัด Concert การอภิปรายพูดคุยทางการเมือง และเป็นศูนย์เพื่อการศึกษาให้กับเด็กๆ เรื่องพลังงานหมุนเวียน

และการจัดที่เมือง Glastonbury ในประเทศอังกฤษ ช่วงเดือนมิถุนายน 2551 มีนิทรรศการและเป็นศูนย์ข้อมูลเกี่ยวกับการรณรงค์ของ Greenpeace ประเทศอังกฤษที่กำลังต่อต้านการสร้าง runway ที่สนามบิน Heathrow และการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ในอังกฤษ

และผมก็มีโอกาสได้เห็นผู้อำนวยการบริหารของ Greenpeace International คุณ Kumi Naidoo คำพูดที่กินใจ และนิทรรษการภาพถ่ายที่น่าทึ่งด้วย

ผมยังได้แนะนำเพื่อนคนไทยที่มาร่วมประชุมที่นี่ ให้เข้ามาเยี่ยมชมสถานีนี้ นอกจากจะมีกาแฟฟรีให้ดื่มแล้ว ยังใช้เป็นที่หลบหลีกจากความวุ่นวายและการถกเถียงอันยาวนานของ COP15 อีกด้วย

อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่ บันทึกวันที่ 3 และ บันทึกวันที่ 4
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์

บันทึกจากโคเปนเฮเกน —-นับถอยหลังที่โคเปนเฮเกน

พอเครื่องบินลงเรียบร้อยที่สนามบิน Kastrup ของกรุงโคเปนเฮเกน มีโอกาสเข้าเว็บไซต์ของ Greenpeace แล้วก็พบว่านาฬิกานับถอยหลังสู่การประชุมสุดยอดด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กรุงโคเปนเฮเกน (Countdown to Copenhagen) นั้น เหลือเวลาอีก 24 ชั่วโมงพอดี ก่อนที่การประชุมครั้งประวัติศาสตร์ของโลกจะเริ่มขึ้นเพื่อจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมหันตภัยจากโลกร้อน

สิ่งแรกที่สังเกตเห็นตอนออกจากสนามบินคือ แผ่นป้าย Billboard โฆษณาที่มีผู้นำของโลกที่แก่แล้วพูดว่า “เราเสียใจมาก เราน่าจะได้ทำอะไรเพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงอันตรายจากมหันตภัยโลกร้อน … แต่เราก็ไม่ได้ทำ”

barack-obama
ผมก็ได้แต่หวังว่า เหล่าผู้นำของโลกที่อยู่ในป้ายโฆษณานี้ ไม่ว่าจะเป็น Lula ของบราซิล Tusk ของโปแลนด์ Brown ของอังกฤษ Merkel ของเยอรมนี Sarkozy ของฝรั่งเศส ~Zapatero ของสเปน Medvedev ของรัสเซีย Harper ของแคนาดา และ Rudd ของออสเตรเลีย จะมองเห็นและเข้าใจนัยยะของป้ายโฆษณาชิ้นนี้ของ Greenpeace ว่าเป็นการเตือนและเร่งให้สำนึกถึงความรับผิดชอบของผู้นำเหล่านี้ต่อคนรุ่นต่อไปและตัดสินใจในทิศทางที่ถูกต้องเพื่อให้โลกเราได้ข้อตกลงที่เป็นธรรม มีเป้าหมายสูง และมีผลบังคับทางกฎหมาย หรือที่เรียกว่า FAB (Fair, Ambitious and Binding) สำหรับการจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสำหรับทุกชีวิตบนโลกใบนี้

คนนับหมื่นเดินทางมาร่วมประชุมที่โคเปนเฮเกน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันสั้นๆ ว่า การประชุม COP 15 ซึ่งเป็นการประชุมภาคีสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 15 โรงแรมและที่พักต่างๆเต็มหมด แม้กระทั้ง หอพักนักเรียน หรือห้องใต้ถุนก็ต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นที่พักเพื่อต้อนรับคนนับหมื่นเหล่านี้ แล้วก็นับว่าโชคดีทีเดียว ผมได้ที่พักที่หอพักนักเรียนซึ่งผมต้องอยู่ร่วมกับเพื่อนอีก 6 คนจากองค์กร Friend of the Earth เยอรมนี

ในวันแรกที่ Bella Centre สถานที่จัดประชุมในครั้งนี้ ผมต้องตะลึงกับคิวผู้เข้าร่วมประชุมที่ยาวเหยียดเป็นกิโล เพื่อรอลงทะเบียนท่ามกลางอากาศที่หนาวจับจิต มีทั้งเหล่านักเจรจา นักข่าว จาก 192 ประเทศทั่วโลก ยังไม่นับรวมกลุ่ม NGO และกลุ่มภาคประชาสังคมที่มาจากทั่วทุกหัวระแหงของโลกแต่คิวที่ยาวเหยียดนี้ ก็มีข้อดีอยู่ คือทำให้หลายกลุ่มสามารถเล่นแคมเปญต่างๆกับคนที่กำลังรอคิวอยู่ได้ ซึ่งก็รวมถึงซุ้มกาแฟของ Greenpeace ที่มีนักกิจกรรมมาคอยให้บริการการแฟร้อนๆ กับผู้ที่อยู่ในคิวพร้อมทั้งเรียกร้องข้อตกลงที่ FAB ด้วย อีกทั้งยังมีจอฉายขนาดใหญ่ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง Greenpeace และองค์กรสมาชิกของ tcktcktck ตั้งอยู่ใต้รถไฟลอยฟ้า (metro) ซึ่งก็ตรงกับทางเข้าที่ประชุมพอดีฉาย VDO Clips ต่างๆ ทั้ง climate defender camp ของป่าสุมาตรา บริเวณที่ราบ Kampar ของอินโดนีเซีย และผลกระทบจากโลกร้อนในแถบแปซิฟิก เป็นต้น

ตรงทางเข้าที่ประชุม กลุ่มต่างๆก็มีข้อเรียกร้องกันไป ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชายหญิงในชุดแดงๆ แต่งเป็นตัวแทนทวงหนี้ด้านโลกร้อน (climate debt agent) ยืนถือป้ายที่อ่านว่า “rich countries – pay your climate debt!” แปลไทยก็คือ “ประเทศร่ำรวยทั้งหลาย จงจ่ายหนี้โลกร้อนมาซะดีๆ! นอกจากนี้ ก็มีใบปลิวรณรงค์ให้มาทานมังสะวิรัติกัน จะช่วยโลกใบนี้ได้ “Be Veg, Go Green, Save the Planet” และยังมีชายหญิงแต่งตัวในชุดจิงโจ้พร้อมด้วยข้อความประณาม “ถ่านหินของออสเตรเลีย” ว่าเป็นอาชญากรของโลก และก็มีกาแฟฟรีไว้คอยให้บริการตรงทางเข้าด้วย

เดินทางไกลมาถึงโคเปนเฮเกน  ถือเป็นครั้งแรกของผมที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดโลกร้อนครั้งนี้ ผมไม่สามารถเข้าลงทะเบียนในวันแรกได้ เพราะต้องรอให้ชื่อผมปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้เข้าร่วมจาก Global Campaign for Climate Action(GCCA),ก่อน แต่ผมก็รู้สึกตะลึงทีเดียวเมือมองเห็นศูนย์ประชุม Bella Centre จากชานชาลารถไฟ ที่มีกังหันลมตั้งอยู่ด้านหลัง ไกลออกไปสูดขอบฟ้า เห็นโรงไฟฟ้าที่กำลังปล่อยควันออกมา แล้วก็มีแคมป์ Climate Rescue Camp ของ Greenpeace ตั้งอยู่ด้านข้างของ Bella Centre ผมก็นึกหวังให้เราได้ข้อตกลงที่ FAB จริงๆ ไม่งั้น การประชุมที่โคเปนเฮเกนนี้ คงเป็นเพียงแค่ปาหี่หรือการแก้ปัญหาที่ถูกผลักดันโดยภาคอุตสาหกรรม และเป็นอีกหนึ่ง talk show ทางการเมืองเท่านั้นเอง

นาฬิกานับถอยหลังสู่โคเปนเฮเกนในเว็บไซต์ของ UNFCCC ตอนนี้ เป็นเลขศูนย์ทั้งหมด การเจรจาเริ่มขึ้นแล้วท่ามกลางอากาศที่ขมุกขมัวของกรุงโคเปนเฮเกน …

อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์

%d bloggers like this: