Taragraphies — Header Component

ช่วงสายของวันอาทิตย์ เพ็ญโฉม แซ่ตั้งและ กิ่งกร นรินทร ณ อยุธยา เพื่อนจากคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม ขอให้ผมช่วยดูแลตัวแทนชุมชน 9 คนจากประเทศไทย เข้าร่วมกิจกรรม “Hit the Production” หรือ บุกภาคการผลิต ซึ่งจัดโดย Climate Justice Now! โดยจะเป็นการปิดล้อมอ่าว เนื่องจากอุตสาหกรรมการเดินเรือถือเป็นหัวใจของระบบทุนนิยม นับเป็นสัญลักษณ์ของระบบอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงจากฟอสซิลนั่นเอง

“ได้ครับ ไม่มีปัญหา” ผมตอบตกลง

แต่การเข้าร่วมในการปิดอ่าวของเราชาวไทยก็ถูกยกเลิกไป เนื่องจากประเมินดูแล้วว่าความเสี่ยงสูงและมีความเป็นไปได้ที่อาจจะถูกจับกุมตัวได้ และตัวแทนชุมชนเองก็ไม่คุ้นกับกิจกรรมในอากาศที่หนาวเหน็บเช่นนี้ ประกอบกับในวันเดียวกัน คุณสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เดินทางมาถึงแล้วก่อน ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตัวแทนชุมชนจึงคิดว่าน่าจะไปพบกับรัฐมนตรีกระทรวงทรัพย์ฯ

COP15plenery

ก่อนที่จะเดินทางมาที่โคเปนเฮเกน ตัวแทนภาคประชาสังคมไทย ได้เข้าพบนายกฯอภิสิทธิ์ และได้ยื่นข้อเสนอแนะถึงท่าทีและจุดยืนของประเทศไทยต่อการประชุมโลกร้อนในครั้งนี้ พร้อมทั้งข้อกังวลถึงผลลัพธ์ที่คาดว่าจะออกมาจากการเจรจาที่โคเปนเฮเกนที่อาจจะกระทบต่อประเทศไทยและคนไทย โดยเฉพาะชุมชนที่ขณะนี้กำลังต่อสู้เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อนโยบายของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ด้านสิทธิและการใช้ประโยชน์ป่า สิทธิและการใช้ประโยชน์ที่ดิน อุตสาหกรรมการเกษตร แผนพลังงานแห่งชาติซึ่งเน้นการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล และการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานอย่างเข้มข้น เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก เป็นต้น

และเราก็นัดเจอกันที่ Klima Forum ผมพบกับผู้นำชุมชน 7 คนจากภาคเหนือ ตะวันออก ตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และใต้ พร้อมกับ NGO ไทยอีก 5 คน เราทั้งหมดเดินทางพร้อมกันไปที่โรงแรมมาริออท ที่ท่านรัฐมนตรีสุวิทย์พักอยู่ เราใช้พื้นที่ตรง Lobby ของโรงแรมเป็นที่พูดคุยกัน โดยส่วนใหญ่จะเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นข้อกังวลที่มีต่อจุดยืนของรัฐบาลไทยต่อผลการเจรจาที่จะเกิดขึ้นที่โคเปนเฮเกน

“เราคิดว่าข้อเสนอของเราคงจะไม่ได้รับการพิจารณาถึงแม้ว่าจะส่งไปถึงมือท่านนายกฯแล้วก็ตาม เพราะฉะนั้นจึงน่าจะเป็นการดีที่เราจะได้ย้ำข้อเสนอของเราอีกครั้งกับท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ และก็จะดียิ่งขึ้นอีกถ้าเราได้พบกับท่านนายกฯที่นี่ด้วย” เพื่อน NGO กล่าว

และก็เป็นที่ชัดเจนจากการประชุมคณะรัฐมนตรีของไทยเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 ว่า ในประเด็นเรื่องการลดการปล่อยนั้น ประเทศไทยมีจุดยืนคือ 1) “พันธกรณีทางกฎหมาย”สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว โดยเป็นพันธกรณีการลดการปล่อยตามระดับเศรษฐกิจสำหรับช่วงพันธกรณีที่สอง (พ.ศ. 2556-2560) และภายในปีพ.ศ. 2563 ให้ใช้หลักความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ และความสามารถของประเทศในการดำเนินการลดที่สามารถวัดได้ รายงานได้ และตรวจสอบได้ และ 2) การดำเนินการลดการปล่อยตามความเหมาะสมในระดับประเทศ (Nationally Appropriate Mitigation Action) สำหรับประเทศกำลังพัฒนา โดยเป็นไปตามความสมัครใจ และอยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน และได้รับการสนับสนุนด้านการเงิน การถ่ายโอนเทคโนโลยี และการเสริมสร้างศักยภาพจากประเทศพัฒนาแล้ว

และที่ชัดเจนอีกประเด็นหนึ่งคือ ประเทศไทยต้องการให้หลักการพื้นฐานในพิธีสารเกียวโตคงอยู่ต่อไป ซึ่งก็ยังมีคำถามที่สำคัญที่ทำให้การเจรจายังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้า และยังมีประเด็นที่ยังตกลงกันไม่ได้หลายประเด็นที่สำคัญด้วยเช่น การเสนอให้มีการนำเงินจากกลไกการพัฒนาที่สะอาด หรือ CDM (Clean Development Mechanism) มาใช้ในการสนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์และการดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ CCS (Carbon Capture and Storage) แม้แต่ในกลุ่ม G77 เอง ก็ยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้ ผมยังได้ยินอีกว่า ในทีมเจรจาของไทยเอง ก็มีผู้แทนบางคนมาจากภาคอุตสาหกรรม (สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน)) ซึ่งทางภาคประชาสังคมเองก็ได้เคยหยิบยกประเด็นเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วมนี้หลายครั้งกับภาครัฐแล้วว่าทำไมภาคอุตสาหกรรมจึงสามารถเข้าไปอยู่ในทีมเจรจาของไทยได้ แล้วภาคประชาสังคมอยู่ที่ไหน คำตอบที่เราได้ก็คือ ภาคอุตสาหกรรมเข้าไปอยู่ในทีมเจรจาเพราะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญที่สุดกลุ่มหนึ่งในการเจรจาเรื่องโลกร้อน

ผมว่ามันน่าขันสิ้นดี!!!

การเจรจาเพื่อให้ได้ข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมระดับพหุภาคีทุกอย่าง ควรจะต้องเป็นไปโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศและประชาชนในประเทศทั้งหมด ไม่ใช่เพียงเพื่อกำไรของภาคธุรกิจอุตสาหกรรม

ที่เวที COP 15 นี้ ผมได้เรียนรู้ถึงกระบวนการเจรจาว่าเป็นอย่างไร และเห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมที่จะจับตาดูภาครัฐและเหล่านักการเมืองให้ดำเนินการเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนในประเทศ ข้อกังวลที่สำคัญของคนไทยส่วนใหญ่ต่อเรื่องการเจรจาเรื่องโลกร้อน ก็เห็นจะเป็นการทำหน้าที่เจรจาของทีมเจรจาไทยที่เป็นไปในลักษณะโปร่งใสและเป็นประชาธิปไตย

สัปดาห์ที่สองของการเจรจาเริ่มขึ้น ก็กลับปรากฏว่า ทั้ง NGOs และ INGOs จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปใน Bella Centre  ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ สำหรับผมแล้ว นี่เป็นลักษณะที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของกระบวนการทำงานของสหประชาชาติภายใต้ UNFCCC อันดับที่หนึ่งเลยทีเดียว

มีข่าวแพร่สะพัดใน Bella Centre หลังจากที่ประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งนำโดยกลุ่มอัฟริกัน ถอนตัวและไม่ให้ความร่วมมือ “เป็นที่ชัดเจนว่าประเทศเจ้าภาพซึ่งเป็นประธานชาวเดนมาร์กกำลังพยายามช่วยสนับสนุนความต้องการของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วโดยไม่คำนึงถึงพันธกรณีที่แตกต่างกันของประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้ดำเนินไปจนถึงระดับที่ไม่สามารถยอมรับได้ และเป็นการดำเนินการจากผู้ที่ดำรงตำแหน่งเป็นประธานที่สมควรจะต้องเร่งและส่งเสริมให้เกิดกระบวนการการเจรจาในนามของภาคีทุกประเทศ” ข่าว BBC รายงาน

และประกอบกับการประท้วงโดยประเทศตูวาลู ซึ่งอยู่ในกลุ่มประเทศแถบแปซิฟิก ที่ยืนยันให้มีการพูดคุยเจรจาเพื่อแก้ไขทั้งอนุสัญญาฯและพิธีสารอย่างเต็มรูปแบบ นำไปสู่การเลื่อนกำหนดการประชุมเวทีใหญ่ออกไปอย่างไม่มีกำหนด และนี่เป็นลักษณะที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของ UNFCCC อันดับที่สอง

ผมเดินผ่านตรงที่รัฐมนตรีสุวิทย์ กำลังยืนอยู่กับทีมงาน และก็ได้ทักทายที่ปรึกษารัฐมนตรีท่านหนึ่ง ผมได้ยินจากเพื่อน NGO ไทยว่าท่านรมว.ก็เดินออกนอกห้องประชุมเหมือนกัน เป็นการสนับสนุนจุดยืนของกลุ่มอัฟริกัน

และคงเป็นโอกาสสุดท้ายของผมในการติดตามดูการเจรจาของทีมเจรจาไทยจากภายใน Bella Centre ผมน่าจะไม่ได้รับป้ายชื่อที่สอง (second badge) แน่ๆ แต่ก็ได้คุยกับ Yuyun เพื่อนจากอินโดนีเซียในทีมการเมืองของ Greenpeace เขายิ้มและพูดว่า “ผมดีใจมากที่จะไม่ได้รับป้ายชื่อที่สอง (ตีความได้ว่า ผมอยากจะออกไปจากที่นี่เหมือนกัน!!!)”

อ่านฉบับภาษาอังกฤษที่นี่
เขียนโดย ธารา บัวคำศรี
แปลและเรียบเรียง สุรัจนา กาญจนไพโรจน์

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading