Taragraphies — Header Component

A New High Seas Rulebook

จีนเสนอเป็นเจ้าภาพ “สำนักเลขาธิการ” ของสนธิสัญญาฉบับใหม่ที่กำกับดูแลทะเลหลวง (high seas) ซึ่งผู้สังเกตการณ์มองว่าเป็นความพยายามล่าสุดของปักกิ่งในการก้าวเข้ามามีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการกำหนดกติกาและระเบียบระหว่างประเทศ ไม่กี่วันหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารให้สหรัฐฯ ถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศ 66 แห่ง รวมถึงคณะกรรมาธิการของสหประชาชาติและหน่วยงานหลักที่ตั้งขึ้นเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จีนได้ยื่นข้อเสนอให้ “เซี่ยเหมิน” ในมณฑลฝูเจี้ยน—เมืองศูนย์กลางชายฝั่งที่ตั้งอยู่ริมช่องแคบไต้หวัน—เป็นที่ตั้งในอนาคตของสำนักเลขาธิการสนธิสัญญาทะเลหลวง สนธิสัญญาดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันเสาร์ หลังจากมีประเทศให้สัตยาบันมากกว่า 60 ประเทศ การปฏิบัติการของสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นตลอดเดือนที่ผ่านมาในการยึดเรือบรรทุกน้ำมันที่เชื่อมโยงกับเวเนซุเอลา ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นบนทะเลหลวงในทะเลแคริบเบียน ได้ตอกย้ำความซับซ้อนของการบังคับใช้กฎหมายในน่านน้ำสากล ข้อตกลงสำคัญฉบับนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตอำนาจแห่งชาติ” (Biodiversity Beyond National Jurisdiction: BBNJ) และให้กรอบสำหรับการกำกับดูแลมหาสมุทรที่อยู่นอกเขตอำนาจของประเทศใดประเทศหนึ่ง ข้อตกลงนี้ครอบคลุมราวสองในสามของน่านน้ำโลก—ทะเลหลวงที่หล่อเลี้ยงชีวิตทางทะเลทุกระดับ ตั้งแต่แพลงก์ตอนขนาดจิ๋วไปจนถึงวาฬสีน้ำเงินอันมหึมา พื้นที่กว้างใหญ่นี้ยังอุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงแร่ธาตุสำคัญที่จำเป็นต่อแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ตลอดจนทรัพยากรพันธุกรรมทางทะเลที่มีคุณค่าสำหรับยา เทคโนโลยีชีวภาพ และนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์โดยรวม เมืองต่าง ๆ ในเบลเยียมและชิลีก็แข่งขันกันเพื่อเป็นเจ้าภาพองค์กรใหม่นี้เช่นกัน โดยจะตัดสินเมืองเจ้าภาพในการประชุมภาคีครั้งแรก (BBNJ-COP) ซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นภายในหนึ่งปี หลังจากนั้นประเทศเจ้าภาพจะเป็นผู้จัดสรร “ที่ตั้งถาวร” ให้แก่สำนักเลขาธิการ หลี่ ซั่ว (Li Shuo) ผู้อำนวยการ China Climate Hub […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings