ภาพถ่ายดาวเทียมติดตามเรือประมงเถื่อน(นอกน่านน้ำ)จากประเทศไทยในมหาสมุทรอินเดีย

โดย Kimbra Cutlip
16 มกราคม 2560

http://skytruth.org/2017/01/satellites-leave-no-place-to-hide-for-rogue-thai-fishing-fleet/

แม้ว่าการติดตามตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายจะยากเย็นแสนเข็ญในพื้นที่อันห่างไกลอย่าง ซายา เดอ มาฮา แบงก์ ซึ่งเป็นเขตน้ำตื้นไหล่ทวีปนอกชายฝั่งมหาสมุทร แต่ไม่มีอะไรเป็นความลับว่าเกิดอะไรขึ้นในเขตอันห่างไกลของมหาสมุทรอินเดียทางด้านตะวันออกของมาดากัสการ์

เดือนธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา กรีนพีซเปิดเผย รายงาน ที่ระบุว่ากองเรือประมงนอกน่านน้ำของไทยเคลื่อนย้ายพื้นที่ทำการประมงเพื่อหลบหลีกการติดตามตรวจสอบและการจับกุมโดยเฉพาะในส่วนที่เชื่อมโยงกับการทำประมงผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์ และกองเรือประมงนอกน่านน้ำดังกล่าวเข้าไปจับปลาในเขต ซายา เดอ มาฮา แบงก์ห่างไกลจากท่าเรือขึ้นปลาในประเทศไทยเป็นระยะทางกว่า 7,000 กิโลเมตร

อย่างที่รู้กัน เห็นแล้วจึงจะเชื่อ และโดยความร่วมมือกับ DigitalGlobe เราได้รับภาพถ่ายดาวเทียมที่มีรายละเอียดสูงซึ่งสนับสนุนการยืนยันของกรีนพีซและเปิดเผยให้เห็นว่าเรือประมงมีการเคลื่อนไหวอย่างไร นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา เราได้บันทึกกองเรือประมงของไทยที่มารวมกันในทำเลที่ตั้งแห่งหนึ่งในเขตซายา เดอ มาฮา แบงก์ เพื่อขนถ่ายปลา

รายงาน “พลิกวิกฤต:การละเมิดสิทธิมนุษยชนและการทำประมงผิดกฎหมายในอุตสาหกรรมการประมงนอกน่านน้ำของประเทศไทย” ระบุถึงการเคลื่อนย้ายของกองเรือประมงนอกน่านน้ำของไทย จากน่านน้ำของอินโดนีเซียที่ใช้ทำมาหากินมาอย่างยาวนาน ไปสู่น่านน้ำอันห่างไกลนอกชายฝั่งปาปัวนิวกีนี และไปสู่ ซายา เดอ มาฮา แบงก์ ในเวลาต่อมา อันเป็นผลมาจากการปราบปรามการประมงผิดกฏหมายของรัฐบาลอินโดนีเซียในปี 2557 ซึ่งรวมถึง ปฏิบัติการระเบิดเรือประมงผิดกฏหมาย และการเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฏหมายของ ปาปัวนิวกินี ในเดือนสิงหาคม 2558

ภาพถ่ายดาวเทียมที่ได้จาก Saya de Malha Bank เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานเพื่อรวบรวมภาพถ่ายดาวเทียมรายละเอียดสูง 10×10 กิโลเมตร ของพื้นที่ทะเลรอบๆ เรือห้องเย็นบรรทุกปลาในส่วนต่างๆ ของโลก ด้วยศักยภาพในการบรรทุกในปริมาณมาก เรือห้องเย็นหรือที่เรียกว่า เรือแม่(reefers) รวมรวมสัตว์น้ำทะเลที่จับได้จากเรือประมงแต่ละลำและขนถ่ายไปที่ชายฝั่ง

การขนถ่ายสัตว์น้ำกลางทะเลนี้ไม่เพียงแต่เอื้อให้เรือประมงทำหาปลาอย่างต่อเนื่องนานเป็นเดือนหรือเป็นปี หากยังเปิดให้มีการนำเอาสินค้าสัตว์น้ำที่จับอย่างถูกต้องและจับแบบผิดกฏหมายมารวมกัน นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่มีการห้ามการขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำในหลายๆ สถานการณ์ มากไปกว่านั้น มีความเป็นไปได้สูงที่เรือประมงซึ่งดำเนินการในทะเลเป็นเวลายาวนานจะเกี่ยวข้องกับการกดขี่ทารุณลูกเรือ รวมถึงการใช้แรงงานเยี่ยงทาส การเคลื่อนย้ายของกองเรือประมงนอกน่านน้ำของไทยไปยังเขต ซายา เดอ มาฮา แบงก์ นั้น การมีเรือแม่เพื่อขนถ่ายสินค้าประมงจากทะเลอันห่างไกลมายังท่าเรือในประเทศไทยเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุด

การใช้สัญญาน AIS จากเรือแม่ เราระบุตำแหน่งที่ถูกต้องแม่นยำให้กับเครื่องมือถ่ายภาพดาวเทียมของ DigitalGlobe ด้วยการที่รู้ว่ากองเรือประมงมักไม่ส่งสัญญาน AIS เมื่อทำกิจกรรมผิดกฏหมายเช่นการขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำกลางทะเล เราสนใจหาคำตอบว่าเราสามารถจับภาพเรือประมงที่ต้องสงสัยโดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียมในบริเวณที่มีเรือแม่

เรือแม่ลำหนึ่งที่เราเลือกในการถ่ายภาพดาวเทียม เรือประมงไทยชื่อ ลีลาวดี บียอร์น เบิร์กแมน นักวิเคราะห์ของเรากล่าวว่า “ผมเห็นเรือลำนี้หยุดอยู่ที่ตอนเหนือสุดของเขต ซายา เดอ มาฮา แบงก์ มันเป็นตำแหน่งที่มีน้ำตื้นพอที่จะทิ้งสมอ” นอกจากนี้ บียอห์นยังได้บันทึกความน่าจะเป็นของการขนถ่ายสินค้าประมงกลางทะเลระหว่างเรือลีลาวดีและเรือไม่ทราบชื่อในปี 2558 เหตุการณ์นั้นมีการบันทึกโดยใช้ข้อมูล AIS โดยเป็นส่วนหนึ่งของ SkyTruth’s assistance การสืบสวนสอบสวนโดย สำนักข่าวเอพี เรื่องการค้ามนุษย์ในกองเรือประมงนอกน่านน้ำของไทย ไม่น่าแปลกใจที่มันยังเกิดขึ้นในน่านน้ำของปาปัวนิวกีนี

ภาพแรกของเรือลีลาวดี ณ เขต ซายา เดอ มาฮา แบงก์ ถ่ายในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2559 ในภาพ เรือลีลาวดีเข้าเทียบกับเรือเติมน้ำมัน ชื่อ มหาชัย มารีนวัน การเติมน้ำมันกลางทะเลหรือ bunkering เป็นสิ่งจำเป็นประการหนึ่งของเรือประมงที่ทำการประมง ณ ที่ห่างไกลออกไปจากชายฝั่งประเทศของตนเป็นระยะเวลายาวนาน

leelawadee_mahachai_marine_1_30cm_wv3_23nov2016_wm

เรือแม่ชื่อ ลีลาวดี (ลำใหญ่กว่า) เชื่อมกับเรือเติมน้ำมันชื่อ มหาชัย มารีนวัน (DigitalGlobe)

อีกเจ็ดวันต่อมา ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 ดาวเทียมจับภาพเรือประมง 5 ลำ : เรือลีลาวดีกับเรือประมงอีกสองลำด้านข้าง และเรือประมงอีกลำที่โยงเข้ากับท้ายเรือมหาชัย มารีนวัน ในบรรดาเรือประมงทั้งสามลำ ไม่มีลำใดเลยที่แพร่สัญญาน AIS

leelawadee_2_vessels_30cm_wv3_30nov2016_wm

เรือแม่ชื่อ ลีลาวดี กับเรือประมงไม่ระบุชื่ออีกสองลำขนาบข้าง ภาพถ่ายดาวเทียมโดย DigitalGlobe วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 (DigitalGlobe)

mahachai_1_with_tow_30cm_wv3_30nov2016_wm

เรือมหาชัย มารีนวัน กับเรือประมงที่ไม่สามารถระบุได้ (DigitalGlobe)

นับตั้งแต่ที่เราเริ่มงานพุ่งเป้าการถ่ายภาพดาวเทียมไปที่เรือแม่ เราได้พบเจอกองเรือประมงเถื่อนในส่วนอื่นๆ ของมหาสมุทรอินเดียและแอตแลนติก ด้วยการใช้สัญญาน AIS เราสามารถเห็นภาพที่สมบูรณ์มากขึ้นว่ากองเรือประมงเหล่านี้ทำอะไรอยู่ ในกรณีของเรือลีลาวดี ข้อมูลจากการติดตามสัญญาน AIS ในช่วงระยะเวลา 4 ปี ชี้ให้เห็นว่า เรือลำนี้เดินทางซ้ำไปมาระหว่างไทยและเขตเศรษฐกิจจำเพาะของปาปัวนิวกีนีที่เรียกว่า The DogLeg อันเป็นเขตทะเลอันห่างไกลแห่งหนึ่งที่มีการติดตามตรวจสอบการประมงผิดกฎหมายที่แย่มาก

ข้อมูลของเราเปิดเผยว่า ในหลายๆ กรณี เรือประมงเดินทางข้ามน่านน้ำอินโดนีเซียไปยังเขต The DogLeg ซึ่งน่าจะเพื่อทำการขนถ่ายสินค้าประมงกลางทะเล ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2558 เรือลีลาวดีพบกับเรือประมงที่ไม่ทราบชื่อเป็นเวลาหลายชั่วโมงโดยเรือลำดังกล่าวส่งสัญญาน AIS ที่ผิดปกติโดยไม่เกี่ยวข้องกับลักษณะของเรือ

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2559 เรือทั้งสองลำพบกันอีกครั้ง ณ เขตซายา เดอ มาฮา แบงก์ โดยใช้เวลาหลายชั่วโมง ซึ่งระบุถึงความเป็นไปได้ที่มีการขนถ่ายสินค้าประมงกลางทะเล การพบกันของเรือสองลำนี้เกิดขึ้นหลายชั่วโมงหลังจากเราจับภาพเรือลีลาวดีกับเรือประมงเถื่อนอีกสองลำ และก่อนที่เรือลีลาวดีจะออกจากพื้นที่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของซายา เดอ มาฮา แบงก์ กลับมายังท่าเรือในประเทศไทย

leelawadee-onwa-4846-dashed-line-label

เส้นทางของเรือลีลาวดี (สีแดง)และเรือประมงไม่มีชื่อ (สีขาว) ที่พบกัยในน่านน้ำปาปัวนิวกินีในเดือนกรกฏาคม 2558 และในเขตซายา เดอ มาฮา แบงก์ ในเดือนพฤศจิกายน 2559

บียอ์นกล่าวว่า “การที่เรือทั้งสองเจอกันที่ the Dogleg  และได้ย้ายมาเจอกันอีกที่ซายา เดอ มาฮา แบงก์ นั้นเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สนับสนุนรายงานของกรีนพีซ และที่น่าสนใจคือแบบแผนนี้คล้ายคลึงกับสถานการณ์ที่เราพบในการสืบสวนสอบสวนของสำนักข่าวเอพี โดยที่เรือแม่เหล่านี้เดินทางกลับไปกลับมาในจุดใดจุดหนึ่ง” ที่น่าตั้งเป็นข้อสังเกตคือ การพบกันของเรือลีลาวดีและเรือประมงไม่ระบุชื่อที่เกิดขึ้นในเขต the Dogleg ยังเป็นไปตามกรณีการขนย้ายสินค้าประมงกลางทะเลที่ถูกถ่ายภาพในพื้นที่เดียวกันโดย DigitalGlobe ภาพถ่ายดางเทียมนั้นนำไปสู่ การจับกุม เรือแม่ Silver Sea 2 ซึ่งรับขนถ่ายสินค้าประมงจากเรือประมงที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานทาสบนเรือ

Is Thailand Walking on Sunshine?

Commentary by Tara Buakamsri

————————————

There is some wonderful news in Thailand. We are going to go solar.

Earlier this month on January 5th, the National Reform Council (NRC), with an overwhelming 206 votes in favour, passed the resolution on a solar rooftop expansion scheme. Over the next 5 years, solar rooftop module will be installed for 500,000 households with a total installed capacity of 5,000 megawatts (MW). In the next 20 years, the plan seeks to double the total amount of installed capacity from 5,000 to 10,000 MW. This could very well represent a massive step forward for renewable energy in our country.

If the Thai government stays on track and continues to actively promote investment in the renewable energy industry, including solar PV module production, Thailand can look forward to a future as a green leader, and ASEAN’s champion in the area of renewable energy.

There are still logistical hurdles to the newly approved solar roof system though. The residential Feed-in Tariff (FiT) still needs to receive Cabinet approval this month. Even after this obstacle is overcome, the implementing agencies – the Metropolitan Electricity Authority (MEA), the Electricity Generating Authority of Thailand (EGAT), the Provincial Electricity Authority (PEA), the Energy Ministry, and the Energy Regulatory Commission (ERC) – will need to work hard to make this plan a reality, and not a lifeless paper tiger. Some of them, like EGAT, have a history of supporting fossil fuels, and it is unclear if they will truly embrace renewables.

Moreover, the devil is in the details: information about applicable rates and system sizes in this new scheme has not yet been made public. Regulations and criteria for the scheme must be made public. There is also still no official confirmation that applicants will be able to register through a one-stop service.

It will also be crucial to see, in practice, who benefits from this new scheme, and to make sure that those people least able to pay are prioritized. Household users should likewise remain first priority, rather than big businesses like importers of the solar materials and operators. So far, all this remain to be seen. The scheme should further give rates that are attractive and fair to homeowners so that they can sell the leftover electricity to the authorities at a good price.

What the government has proposed is in essence a net metering scheme – but such schemes vary enormously from country to country. Some are far more generous with homeowners (which encourage solar ownership and development) whereas others are stingier with homeowners and actually benefit utilities. The former is what Thailand needs right now.

Lastly, for this scheme to create a solar movement in Thailand and serve as a tipping point, the geographic distribution of the solar panels will be important. Will they be spread nationwide and their impact diluted? Will they be concentrated in groups of highly visible communities to serve as a kind of living, concrete showcase for solar energy?

Energy Reform Committee Chairman Dr. Thongchat Hongladaromp and Chairman of the National Reform Council (NRC) subcommittee on renewable energy Alongkorn Ponlaboot, both spoke optimistically about this project, talking about its expansion in schools, factories and government offices after 10 years. But the real question must be, how can this scheme boost a true renewable energy revolution in Thailand?

This is a litmus test to see exactly how green our future will be. The next step for Thailand’s NRC is to ensure that a Renewable Energy Law is passed by the parliament this year. This is vital to ensure a proper, just, fair and sustainable supporting mechanism for clean, renewable energy development.

Analysts are also eagerly awaiting news to see if Thailand will be the first ASEAN nation to launch a green bank (as Germany did with the KfW Development Bank or Connecticut with the Clean Energy Finance and Investment Authority). A green bank would use limited public funds to attract private funds that together would promote low-cost, long-term financing support to renewable energy projects. In the end, every public baht supports many more bahts of private investment, for example, by guaranteeing certain rates of return to private investors.

So, while we welcome this progress towards renewable energy, we hope we will maintain these steps forward so Thailand can really lead the green development in Southeast Asia.

————————————

Tara Buakamsri is Thailand Country Director for Greenpeace Southeast Asia and can be contacted at tara.buakamsri@greenpeace.org

คราบนำ้มันขึ้นเกาะเสม็ด หนึ่งใน Iconic Climate Photo ปี 2013

energy-thailand-oil-spill-after_69857_600x450CREDIT: EUROPEAN PRESSPHOTO AGENCY

น้ำมันดิบปริมาณ 13,000 แกลลอนรั่วจากท่อขนส่งน้ำมันนอกชายฝั่งมาบตาพุด ระยอง และในที่สุดคราบน้ำมันก็ขึ้นฝั่งที่อ่าวพร้าว เกาะเสม็ด แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลชั้นนำของจังหวัดระยองในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเลเขาแหลมหญ้า-เกาะเสม็ด

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อชุมชนและธุรกิจท่องเที่ยวบนเกาะ บริษัท ปตท ต้องใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้คนมาเที่ยวเกาะหลังจากปฏิบัติการทำความสะอาดชายหาดสิ้นสุดลง

http://thinkprogress.org/climate/2013/12/24/3051771/iconic-climate-photos-2013/

A slight catch: Thailand’s overfishing crisis

As overfishing empties Thailand’s seas, Kit Gillet meets some of those desperate to take what is left and a local who is fighting back. Pictures by Luke Duggleby
overfishing

DAWN SEES TRAWLER FISHERMEN IN PHUKET SORT THE PREVIOUS NIGHT’S CATCH.

POST MAGAZINE
19 OCT 2013

It’s almost midnight, 10 kilometres off the west coast of Thailand, and Thamarat Sachanyarat has been circling for hours, carefully watching the swirling patterns on his boat’s sonar. Peering closely at the monitor with failing eyes, the 54-year-old sighs and pushes the throttle, moving his wooden fishing boat on to a different patch of sea.

All around, the lights of dozens of other boats can be seen in the pitch-black night, each crew in pursuit of a resource that is fast shrinking in the face of massive overfishing.

“We are all worried about overfishing. My grandfather would use a torch and shine it into the sea, and the fish would come to the surface. It was like the sea was full,” says Thamarat, wistfully.

He uses high-powered lights to draw the fish to the surface, to be scooped up in giant nets that take a dozen or more crew members to haul aboard. It is a decidedly commercial operation; if he and his crew don’t return with at least 1,500kg from each trip, they lose money.

Thailand is the world’s third-largest exporter of fish and fishery products, with exports valued at about US$7 billion in 2010. Between 2002 and 2011 exports almost doubled. Only China and Norway export more.

Taking into account the sheer volume of fishing that has taken place off Thailand over the past few decades, improved technology that until recently increased the size of catches, and what most consider to be an impotent regulatory system, it appears the nation’s waters are reaching a critical time, with some species nearing the point of no return.

“The Gulf of Thailand is one of the most exploited seas in the world when it comes to fishing. Compared to a few decades ago, in the Gulf of Thailand there are pretty much no fish,” says Sirasa Kantaratanakul, oceans campaigner for Greenpeace in Thailand.

Thamarat and his crew fish the Andaman Sea rather than the Gulf of Thailand, but here, too, fish populations are feeling the effects of heavy overfishing.

To improve his catch rate, 10 years ago Thamarat bought his first sonar, one with a range of 150 metres. Late last year he was forced to upgrade to one with a range of 750 metres: “Now it is a race to get to the fish, so the boat with the biggest sonar normally wins,” he says.

According to official statistics, from a peak of almost 300kg/hour in the 1960s, Thai fishing boats are catching just 18kg/hour today on average, despite the advances in technology.

“There has been enormous decline in the area since the 1960s, with entire species wiped out,” says Boris Worm, a marine research ecologist and associate professor at Dalhousie University, in Nova Scotia, Canada.

IN THE NIVAT FISHING PORT, outside the southern city of Phuket, several dozen commercial fishing trawlers are moored up tightly along the docks. Members of the mostly Myanmese crews are washing fish guts from their bodies and rearranging the nets and equipment on deck after having returned hours earlier from a night or two at sea. One captain is blessing his boat, knelt over and placing flowers around the bow as an offering in the hope of clear weather and a good catch.

Even in the heat of the afternoon the dock is alive with activity, as hundreds of tons of fish are sorted and weighed by mostly young women, their children sitting or playing nearby, before being sold to waiting merchants. Crates of iced fish are piled high as men and women gather around wooden benches to bid on lots.

Around one bench a well-dressed Myanmese merchant wearing a thick gold chain around his neck has just outbid several others for 10,000kg of fish, which he plans to send to markets in Malaysia, paying 40 baht (HK$9.89) a kilogram.

“Five years ago it was 20 baht a kilo; it’s doubled in price,” he tells me. Trucks are waiting outside to take the fish onwards.

Nearby, Prawat Ungrangsee, a middle-aged fish merchant whose family own one of the largest fleets of refrigerated trucks in the south of Thailand, is counting his shipments.

“Most of the big fish are gone,” he says. “We used to have over 30 trucks a day just for tuna from the seas around Thailand, Vietnam and Cambodia – now we have maybe five to 10 trucks, and that all comes from Indonesia.

“There are so many big boats now yet it takes them much longer to fill their holds. Until recently fishermen used to be able to fill their boats in a night or two, now they need to spend several days out at a time to catch enough fish.”

Aware of the situation, Thai authorities have tried to limit fishing and establish non-take areas – it is now forbidden for boats to fish within three kilometres of the shore (five kilometres for the larger boats), where nurseries have been set up – but the regulation system is seen as weak and open to abuse.

“There are laws but they aren’t enforced,” Sirasa says. “You get fined 5,000 baht for fishing within three kilometres of the coast, but this is like a grain of sand for the larger fishers; they might as well just pay up before they head out for the night.”

Weak governance has also made it easy for boat owners to bypass regulations against illegal, unreported or unregistered fishing vessels.

“In 1979, Thailand said it would allow no new trawlers, but boat owners simply put many boats under one registration or switch the registration to newer, bigger boats and the government does nothing,” Sirasa says. “And then, every 10 years or so, the government has a general amnesty – it’s the fourth already; 2,107 vessels have been given amnesty this time. Last time it was about 4,000 vessels. Would you obey a law if, one day, you knew you would be pardoned anyway?”

IN RECENT DECADES, overfishing and the growth of the export industry have been particularly devastating for the small coastal communities that have relied on fishing for generations because they cannot simply pick up and move on when the waters are exhausted.

In 2004, the World Bank published a report that found small-scale Thai fishermen in general earn less than half the national average and often live in communities that lack basic infrastructure, such as roads and electricity.

A few hundred kilometres up the coast from Phuket, in the small wooden fishing village of Pahklongkleaw, Bunlong Jannoi has little to do. Dressed in a torn polo shirt and rolled-up jeans, the 38-year-old sits on the small dock surrounded by empty fishing boats. He used to fish for squid and anchovies, using a small, one-man boat that is moored nearby, but he hasn’t gone out for many months because “there are no fish”.

“In the past, we always had fish but the trawlers came through, took the fish, destroyed the sediment and soil, and now everything is gone. Even before that there were less and less for us to catch.”

The people in Pahklongkleaw live basic lives and have few material possessions beyond their small family boats.

“My family has always fished,” says 56-year-old Sumrauy Wansanit, sitting nearby. “But right now there are no crabs or anything else to catch so I’ve not been out for weeks.”

Bunlong has been fishing since he was a child – “I’ve only ever been a fisherman,” he says – but with savings running low, he doesn’t know how much longer he can go without work or what else he could do. He plans to try another part of the coast, where, he’s heard, the trawlers haven’t done as much damage.

“I have no wife or sons, so at least I don’t need to worry about their futures,” he says with a sad smile.

Around the dock other members of the community are busy constructing FADs (fish aggregating devices), tying coconut tree fronds to blocks of concrete that will be sunk two or three kilometres off the coast to serve as new feeding grounds for small and juvenile fish. The FADs create artificial environments that the villagers hope will rejuvenate their waters.

They have tried to do this before, however, but commercial fishing boats entered the “protected” waters to fish, taking advantage of the community’s efforts to restock the sea and often destroying the FADs in the process.

“Everyone just takes and takes,” says Piya Tasyam, a fisherman turned activist from the nearby village of Toong Noi. “And what really hurts is that the government never helps.”

Piya left school to become a full-time fisherman when he was 12. Now 42, he is slim and handsome, and exudes a natural leadership and intense earnestness when he talks.

Less than 100 metres from the sea, Piya’s house abuts a small channel where the village fishing fleet is moored. It is a comfortable and modern home, which he shares with his wife and three youngest children.

Standing on the platform of his fishing vessel, he shows me the difference between the nets village fishermen deploy and those used by some of the more immoral commercial crews.

“Look at the mesh of our nets and theirs and you can see how we are different to these fishers. Nothing can get through their net; they take everything out of the water,” he says, holding a piece of net that, when pulled tight, is almost a solid sheet of material.

Nets like these are illegal – they remove small species and young and undeveloped fish from the seas, thereby stopping ecosystems from regenerating – but, again, enforcement of the regulations is lax.

Piya has, in recent years, been leading efforts to forcibly protect local waters from outside fishermen, especially those on commercial trawlers. Twelve villages in the province, including his own, are now part of a network that aims to fend off illicit fishing boats.

Off the coast of Toong Noi, a picturesque village of 1,000 residents fringed by coconut trees and water, a half-submerged vessel lies testament to their militancy. Last December, Piya and some of the other village fishermen caught the boat fishing too close to shore and, by hooking its nets, forced it towards land. When the police came they found a gun, according to Piya, and the boat was impounded. As it was being maneouvred away to where it would be held, the local fishermen refused to show the captain how to navigate through the shallows and it was caught on a rocky breaker. The locals now laugh at it as they pass by.

“First we tell them to stop,” Piya says of trespassing boats. “If they don’t, I drop my anchor on their nets. I tell them that if they refuse to come ashore, we will drag them in.” The alternative for the interloping captains is to cut and abandon their nets: a costly exercise.

In a ThaiPBS documentary aired last year, Piya is seen radioing in to the police, telling them: “I’ve caught an illegal fishing boat, are you coming or not?”

Such an approach is not without risk. Some of the boat owners sue, claiming that Piya and others are robbing them and stealing their nets, while others threaten violence (in August, Piya was beaten after trying to raise awareness of illegal fishing operations in the area).

“Those in business still see money, so they take [fish] out whatever the long-term cost. When there is nothing left they will switch to something else, but people in small communities know the ocean is not just money, it is their lives,” he says. “What will happen in the future if nothing changes? The whole industry will collapse.”

In recent decades the Thai government has been promoting fish farms and other types of aquaculture (in 2010, aquaculture production in Thailand totalled about 1.4 million metric tonnes, versus 3.3 million tonnes of captured fish). The problem, however, is that aquaculture doesn’t seem to be a long-term alternative for Thailand, partly because trash fish (consisting of by-catch and undersized juveniles) caught from the sea are sold cheaply and used as feed in the fish farms.

“People think aquaculture is a good thing but it is not sustainable because it still takes from the sea,” says Sirasa.

In the small clam-fishing village of Kan Kradai, in the central province of Prachuap Khiri Khan, villagers are gathered in an informal circle to talk about the growing realities of the emptying seas. On the walls of the open, wooden hut are pictures of many of the species that have traditionally been found in the waters off Thailand. Villagers say many of those fish are no longer around.

“We also used to fish too much, but we see now that it won’t last,” says 38-year-old Sompong Parnnoi.

Huad Chidetrakulsangtong, an elderly fisherman missing his teeth and dressed in a dirty vest, says: “Our resources are being used up too fast. Technology and innovation are the real problems.”

No one in the circle has the answers, but what they do know is that everyone, especially the government, needs to do more to protect the seas before it is too late.

BACK ON THE BOAT OFF the coast of Phuket, Thamarat and his 20-man crew continue to search for their big catch. As the hours pass, however, it becomes clear that it is not going to happen tonight, as cast after cast comes in small and hours are spent circling, with Thamarat and his 22-year-old son watching the sonar for elusive signs of large shoals.

When we get back to the dock the following morning, their catch is just 500kg, most of it anchovies, which bring in just 15 baht a kilogram.

“I’ve been fishing since I was 10, first on my father’s boat and then my own – but I might be the last generation if the catches keep going like this,” says Thamarat.

Winning the fight for the climate, one community at a time | Greenpeace International

Winning the fight for the climate, one community at a time | Greenpeace International.

Mekong River : Crisis and Opportunity