ภาพถ่ายดาวเทียมติดตามเรือประมงเถื่อน(นอกน่านน้ำ)จากประเทศไทยในมหาสมุทรอินเดีย

โดย Kimbra Cutlip
16 มกราคม 2560

http://skytruth.org/2017/01/satellites-leave-no-place-to-hide-for-rogue-thai-fishing-fleet/

แม้ว่าการติดตามตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายจะยากเย็นแสนเข็ญในพื้นที่อันห่างไกลอย่าง ซายา เดอ มาฮา แบงก์ ซึ่งเป็นเขตน้ำตื้นไหล่ทวีปนอกชายฝั่งมหาสมุทร แต่ไม่มีอะไรเป็นความลับว่าเกิดอะไรขึ้นในเขตอันห่างไกลของมหาสมุทรอินเดียทางด้านตะวันออกของมาดากัสการ์

เดือนธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา กรีนพีซเปิดเผย รายงาน ที่ระบุว่ากองเรือประมงนอกน่านน้ำของไทยเคลื่อนย้ายพื้นที่ทำการประมงเพื่อหลบหลีกการติดตามตรวจสอบและการจับกุมโดยเฉพาะในส่วนที่เชื่อมโยงกับการทำประมงผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์ และกองเรือประมงนอกน่านน้ำดังกล่าวเข้าไปจับปลาในเขต ซายา เดอ มาฮา แบงก์ห่างไกลจากท่าเรือขึ้นปลาในประเทศไทยเป็นระยะทางกว่า 7,000 กิโลเมตร

อย่างที่รู้กัน เห็นแล้วจึงจะเชื่อ และโดยความร่วมมือกับ DigitalGlobe เราได้รับภาพถ่ายดาวเทียมที่มีรายละเอียดสูงซึ่งสนับสนุนการยืนยันของกรีนพีซและเปิดเผยให้เห็นว่าเรือประมงมีการเคลื่อนไหวอย่างไร นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา เราได้บันทึกกองเรือประมงของไทยที่มารวมกันในทำเลที่ตั้งแห่งหนึ่งในเขตซายา เดอ มาฮา แบงก์ เพื่อขนถ่ายปลา

รายงาน “พลิกวิกฤต:การละเมิดสิทธิมนุษยชนและการทำประมงผิดกฎหมายในอุตสาหกรรมการประมงนอกน่านน้ำของประเทศไทย” ระบุถึงการเคลื่อนย้ายของกองเรือประมงนอกน่านน้ำของไทย จากน่านน้ำของอินโดนีเซียที่ใช้ทำมาหากินมาอย่างยาวนาน ไปสู่น่านน้ำอันห่างไกลนอกชายฝั่งปาปัวนิวกีนี และไปสู่ ซายา เดอ มาฮา แบงก์ ในเวลาต่อมา อันเป็นผลมาจากการปราบปรามการประมงผิดกฏหมายของรัฐบาลอินโดนีเซียในปี 2557 ซึ่งรวมถึง ปฏิบัติการระเบิดเรือประมงผิดกฏหมาย และการเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฏหมายของ ปาปัวนิวกินี ในเดือนสิงหาคม 2558

ภาพถ่ายดาวเทียมที่ได้จาก Saya de Malha Bank เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานเพื่อรวบรวมภาพถ่ายดาวเทียมรายละเอียดสูง 10×10 กิโลเมตร ของพื้นที่ทะเลรอบๆ เรือห้องเย็นบรรทุกปลาในส่วนต่างๆ ของโลก ด้วยศักยภาพในการบรรทุกในปริมาณมาก เรือห้องเย็นหรือที่เรียกว่า เรือแม่(reefers) รวมรวมสัตว์น้ำทะเลที่จับได้จากเรือประมงแต่ละลำและขนถ่ายไปที่ชายฝั่ง

การขนถ่ายสัตว์น้ำกลางทะเลนี้ไม่เพียงแต่เอื้อให้เรือประมงทำหาปลาอย่างต่อเนื่องนานเป็นเดือนหรือเป็นปี หากยังเปิดให้มีการนำเอาสินค้าสัตว์น้ำที่จับอย่างถูกต้องและจับแบบผิดกฏหมายมารวมกัน นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่มีการห้ามการขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำในหลายๆ สถานการณ์ มากไปกว่านั้น มีความเป็นไปได้สูงที่เรือประมงซึ่งดำเนินการในทะเลเป็นเวลายาวนานจะเกี่ยวข้องกับการกดขี่ทารุณลูกเรือ รวมถึงการใช้แรงงานเยี่ยงทาส การเคลื่อนย้ายของกองเรือประมงนอกน่านน้ำของไทยไปยังเขต ซายา เดอ มาฮา แบงก์ นั้น การมีเรือแม่เพื่อขนถ่ายสินค้าประมงจากทะเลอันห่างไกลมายังท่าเรือในประเทศไทยเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุด

การใช้สัญญาน AIS จากเรือแม่ เราระบุตำแหน่งที่ถูกต้องแม่นยำให้กับเครื่องมือถ่ายภาพดาวเทียมของ DigitalGlobe ด้วยการที่รู้ว่ากองเรือประมงมักไม่ส่งสัญญาน AIS เมื่อทำกิจกรรมผิดกฏหมายเช่นการขนถ่ายสินค้าสัตว์น้ำกลางทะเล เราสนใจหาคำตอบว่าเราสามารถจับภาพเรือประมงที่ต้องสงสัยโดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียมในบริเวณที่มีเรือแม่

เรือแม่ลำหนึ่งที่เราเลือกในการถ่ายภาพดาวเทียม เรือประมงไทยชื่อ ลีลาวดี บียอร์น เบิร์กแมน นักวิเคราะห์ของเรากล่าวว่า “ผมเห็นเรือลำนี้หยุดอยู่ที่ตอนเหนือสุดของเขต ซายา เดอ มาฮา แบงก์ มันเป็นตำแหน่งที่มีน้ำตื้นพอที่จะทิ้งสมอ” นอกจากนี้ บียอห์นยังได้บันทึกความน่าจะเป็นของการขนถ่ายสินค้าประมงกลางทะเลระหว่างเรือลีลาวดีและเรือไม่ทราบชื่อในปี 2558 เหตุการณ์นั้นมีการบันทึกโดยใช้ข้อมูล AIS โดยเป็นส่วนหนึ่งของ SkyTruth’s assistance การสืบสวนสอบสวนโดย สำนักข่าวเอพี เรื่องการค้ามนุษย์ในกองเรือประมงนอกน่านน้ำของไทย ไม่น่าแปลกใจที่มันยังเกิดขึ้นในน่านน้ำของปาปัวนิวกีนี

ภาพแรกของเรือลีลาวดี ณ เขต ซายา เดอ มาฮา แบงก์ ถ่ายในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2559 ในภาพ เรือลีลาวดีเข้าเทียบกับเรือเติมน้ำมัน ชื่อ มหาชัย มารีนวัน การเติมน้ำมันกลางทะเลหรือ bunkering เป็นสิ่งจำเป็นประการหนึ่งของเรือประมงที่ทำการประมง ณ ที่ห่างไกลออกไปจากชายฝั่งประเทศของตนเป็นระยะเวลายาวนาน

leelawadee_mahachai_marine_1_30cm_wv3_23nov2016_wm

เรือแม่ชื่อ ลีลาวดี (ลำใหญ่กว่า) เชื่อมกับเรือเติมน้ำมันชื่อ มหาชัย มารีนวัน (DigitalGlobe)

อีกเจ็ดวันต่อมา ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 ดาวเทียมจับภาพเรือประมง 5 ลำ : เรือลีลาวดีกับเรือประมงอีกสองลำด้านข้าง และเรือประมงอีกลำที่โยงเข้ากับท้ายเรือมหาชัย มารีนวัน ในบรรดาเรือประมงทั้งสามลำ ไม่มีลำใดเลยที่แพร่สัญญาน AIS

leelawadee_2_vessels_30cm_wv3_30nov2016_wm

เรือแม่ชื่อ ลีลาวดี กับเรือประมงไม่ระบุชื่ออีกสองลำขนาบข้าง ภาพถ่ายดาวเทียมโดย DigitalGlobe วันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 (DigitalGlobe)

mahachai_1_with_tow_30cm_wv3_30nov2016_wm

เรือมหาชัย มารีนวัน กับเรือประมงที่ไม่สามารถระบุได้ (DigitalGlobe)

นับตั้งแต่ที่เราเริ่มงานพุ่งเป้าการถ่ายภาพดาวเทียมไปที่เรือแม่ เราได้พบเจอกองเรือประมงเถื่อนในส่วนอื่นๆ ของมหาสมุทรอินเดียและแอตแลนติก ด้วยการใช้สัญญาน AIS เราสามารถเห็นภาพที่สมบูรณ์มากขึ้นว่ากองเรือประมงเหล่านี้ทำอะไรอยู่ ในกรณีของเรือลีลาวดี ข้อมูลจากการติดตามสัญญาน AIS ในช่วงระยะเวลา 4 ปี ชี้ให้เห็นว่า เรือลำนี้เดินทางซ้ำไปมาระหว่างไทยและเขตเศรษฐกิจจำเพาะของปาปัวนิวกีนีที่เรียกว่า The DogLeg อันเป็นเขตทะเลอันห่างไกลแห่งหนึ่งที่มีการติดตามตรวจสอบการประมงผิดกฎหมายที่แย่มาก

ข้อมูลของเราเปิดเผยว่า ในหลายๆ กรณี เรือประมงเดินทางข้ามน่านน้ำอินโดนีเซียไปยังเขต The DogLeg ซึ่งน่าจะเพื่อทำการขนถ่ายสินค้าประมงกลางทะเล ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2558 เรือลีลาวดีพบกับเรือประมงที่ไม่ทราบชื่อเป็นเวลาหลายชั่วโมงโดยเรือลำดังกล่าวส่งสัญญาน AIS ที่ผิดปกติโดยไม่เกี่ยวข้องกับลักษณะของเรือ

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2559 เรือทั้งสองลำพบกันอีกครั้ง ณ เขตซายา เดอ มาฮา แบงก์ โดยใช้เวลาหลายชั่วโมง ซึ่งระบุถึงความเป็นไปได้ที่มีการขนถ่ายสินค้าประมงกลางทะเล การพบกันของเรือสองลำนี้เกิดขึ้นหลายชั่วโมงหลังจากเราจับภาพเรือลีลาวดีกับเรือประมงเถื่อนอีกสองลำ และก่อนที่เรือลีลาวดีจะออกจากพื้นที่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของซายา เดอ มาฮา แบงก์ กลับมายังท่าเรือในประเทศไทย

leelawadee-onwa-4846-dashed-line-label

เส้นทางของเรือลีลาวดี (สีแดง)และเรือประมงไม่มีชื่อ (สีขาว) ที่พบกัยในน่านน้ำปาปัวนิวกินีในเดือนกรกฏาคม 2558 และในเขตซายา เดอ มาฮา แบงก์ ในเดือนพฤศจิกายน 2559

บียอ์นกล่าวว่า “การที่เรือทั้งสองเจอกันที่ the Dogleg  และได้ย้ายมาเจอกันอีกที่ซายา เดอ มาฮา แบงก์ นั้นเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สนับสนุนรายงานของกรีนพีซ และที่น่าสนใจคือแบบแผนนี้คล้ายคลึงกับสถานการณ์ที่เราพบในการสืบสวนสอบสวนของสำนักข่าวเอพี โดยที่เรือแม่เหล่านี้เดินทางกลับไปกลับมาในจุดใดจุดหนึ่ง” ที่น่าตั้งเป็นข้อสังเกตคือ การพบกันของเรือลีลาวดีและเรือประมงไม่ระบุชื่อที่เกิดขึ้นในเขต the Dogleg ยังเป็นไปตามกรณีการขนย้ายสินค้าประมงกลางทะเลที่ถูกถ่ายภาพในพื้นที่เดียวกันโดย DigitalGlobe ภาพถ่ายดางเทียมนั้นนำไปสู่ การจับกุม เรือแม่ Silver Sea 2 ซึ่งรับขนถ่ายสินค้าประมงจากเรือประมงที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานทาสบนเรือ

Is Thailand Walking on Sunshine?

Commentary by Tara Buakamsri

————————————

There is some wonderful news in Thailand. We are going to go solar.

Earlier this month on January 5th, the National Reform Council (NRC), with an overwhelming 206 votes in favour, passed the resolution on a solar rooftop expansion scheme. Over the next 5 years, solar rooftop module will be installed for 500,000 households with a total installed capacity of 5,000 megawatts (MW). In the next 20 years, the plan seeks to double the total amount of installed capacity from 5,000 to 10,000 MW. This could very well represent a massive step forward for renewable energy in our country.

If the Thai government stays on track and continues to actively promote investment in the renewable energy industry, including solar PV module production, Thailand can look forward to a future as a green leader, and ASEAN’s champion in the area of renewable energy.

There are still logistical hurdles to the newly approved solar roof system though. The residential Feed-in Tariff (FiT) still needs to receive Cabinet approval this month. Even after this obstacle is overcome, the implementing agencies – the Metropolitan Electricity Authority (MEA), the Electricity Generating Authority of Thailand (EGAT), the Provincial Electricity Authority (PEA), the Energy Ministry, and the Energy Regulatory Commission (ERC) – will need to work hard to make this plan a reality, and not a lifeless paper tiger. Some of them, like EGAT, have a history of supporting fossil fuels, and it is unclear if they will truly embrace renewables.

Moreover, the devil is in the details: information about applicable rates and system sizes in this new scheme has not yet been made public. Regulations and criteria for the scheme must be made public. There is also still no official confirmation that applicants will be able to register through a one-stop service.

It will also be crucial to see, in practice, who benefits from this new scheme, and to make sure that those people least able to pay are prioritized. Household users should likewise remain first priority, rather than big businesses like importers of the solar materials and operators. So far, all this remain to be seen. The scheme should further give rates that are attractive and fair to homeowners so that they can sell the leftover electricity to the authorities at a good price.

What the government has proposed is in essence a net metering scheme – but such schemes vary enormously from country to country. Some are far more generous with homeowners (which encourage solar ownership and development) whereas others are stingier with homeowners and actually benefit utilities. The former is what Thailand needs right now.

Lastly, for this scheme to create a solar movement in Thailand and serve as a tipping point, the geographic distribution of the solar panels will be important. Will they be spread nationwide and their impact diluted? Will they be concentrated in groups of highly visible communities to serve as a kind of living, concrete showcase for solar energy?

Energy Reform Committee Chairman Dr. Thongchat Hongladaromp and Chairman of the National Reform Council (NRC) subcommittee on renewable energy Alongkorn Ponlaboot, both spoke optimistically about this project, talking about its expansion in schools, factories and government offices after 10 years. But the real question must be, how can this scheme boost a true renewable energy revolution in Thailand?

This is a litmus test to see exactly how green our future will be. The next step for Thailand’s NRC is to ensure that a Renewable Energy Law is passed by the parliament this year. This is vital to ensure a proper, just, fair and sustainable supporting mechanism for clean, renewable energy development.

Analysts are also eagerly awaiting news to see if Thailand will be the first ASEAN nation to launch a green bank (as Germany did with the KfW Development Bank or Connecticut with the Clean Energy Finance and Investment Authority). A green bank would use limited public funds to attract private funds that together would promote low-cost, long-term financing support to renewable energy projects. In the end, every public baht supports many more bahts of private investment, for example, by guaranteeing certain rates of return to private investors.

So, while we welcome this progress towards renewable energy, we hope we will maintain these steps forward so Thailand can really lead the green development in Southeast Asia.

————————————

Tara Buakamsri is Thailand Country Director for Greenpeace Southeast Asia and can be contacted at tara.buakamsri@greenpeace.org

คราบนำ้มันขึ้นเกาะเสม็ด หนึ่งใน Iconic Climate Photo ปี 2013

energy-thailand-oil-spill-after_69857_600x450CREDIT: EUROPEAN PRESSPHOTO AGENCY

น้ำมันดิบปริมาณ 13,000 แกลลอนรั่วจากท่อขนส่งน้ำมันนอกชายฝั่งมาบตาพุด ระยอง และในที่สุดคราบน้ำมันก็ขึ้นฝั่งที่อ่าวพร้าว เกาะเสม็ด แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลชั้นนำของจังหวัดระยองในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเลเขาแหลมหญ้า-เกาะเสม็ด

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อชุมชนและธุรกิจท่องเที่ยวบนเกาะ บริษัท ปตท ต้องใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้คนมาเที่ยวเกาะหลังจากปฏิบัติการทำความสะอาดชายหาดสิ้นสุดลง

http://thinkprogress.org/climate/2013/12/24/3051771/iconic-climate-photos-2013/