การฟอกเขียวและกลลวงคาร์บอนใต้โฉมหน้า Net Zero ของไทย

Net zero (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์) กลายเป็นคำฮิตที่ฟังดูเท่ (buzz word) โดยเฉพาะหลังจากการประชุมเจรจาสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศ(COP26) ที่กลาสโกว์ สหราชอาณาจักรปลายปี 2564 ซึ่งนายอะล็อก ชาร์มา ประธาน COP26 ประกาศผลสำเร็จว่า พันธะกรณี net zero นั้นครอบคลุมมากกว่า 90% ของจีดีพี(GDP)โลก และมี 153 ประเทศทั่วโลกรวมถึงจีน สหรัฐอเมริกา อินเดีย [1] เสนอเป้าหมายใหม่ในการลดก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2573 [2] กล่าวได้ว่า net zero กำลังเขย่าการเมืองว่าด้วยสภาพภูมิอากาศโลก เพราะก่อนหน้านี้ แนวคิดดังกล่าวยังเป็นไอเดียในแวดวงวิทยาศาสตร์ ส่วนนักการเมืองและผู้กำหนดนโยบายมองว่าเป็นเรื่องสุดขั้วด้วยซ้ำไป จนกระทั่งปี 2558 มีการกล่าวถึง net zero แบบอ้อมๆ ในตอนท้ายของความตกลงปารีส(COP21) ต่อมาปี 2560 สวีเดนประกาศตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2588 จะบรรลุถึง net zero หลังจากนั้น หลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสก็ทะยอยประกาศ […]

พินิจปี 2563 สู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นธรรมหลังโควิด-19

ปี 2563 เป็นปีหลากวิกฤต(crisis year) ทั้งโรคระบาดความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และผลกระทบต่อเนื่องทบทวีคูณของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ที่มาบรรจบกัน Covid-19 เผยให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของโลกที่เราอาศัยอยู่ ขณะที่ “แนวทางตามปกติ(business as usual)” ถูกตั้งคำถาม บทความของคณะกรรมการเฉพาะกิจระหว่างรัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่ายว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและบริการจากระบบนิเวศ (Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services หรือ IPBES) เน้นย้ำว่า “โรคระบาดครั้งล่าสุดนี้เป็นผลพวงโดยตรงจากกิจกรรมของมนุษย์ภายใต้ระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกที่ยึดถือการแสวงหากำไรและผลประโยชน์เฉพาะหน้าโดยไม่แคร์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” ในบริบทของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เราได้เห็นสภาวะอุณหภูมิสุดขั้วทั้งบนแผ่นดิน ในทะเล/มหาสมุทร และโดยเฉพาะในอาร์กติก เหตุการณ์ไฟป่าล้างผลาญภูมิทัศน์ทางธรรมชาติทั้งในออสเตรเลีย ไซบีเรีย ชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกาและอเมริกาใต้ ได้ส่งละอองลอย(aerosol) ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศและเคลื่อนตัวไปรอบโลก พายุเฮอริเคนแห่งมหาสมุทรแอตแลนติกที่ทุบสถิติ รวมถึงพายุหมุนเขตร้อนระดับ 4 อย่างเป็นประวัติการณ์ในอเมริกากลาง อุทกภัยในบางส่วนแอฟริกา เอเชีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ทำให้ผู้คนต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ และบั่นทอนความมั่นคงทางอาหารของคนนับล้าน นอกจากปี 2563 จะมีแนวโน้มเป็นปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่ที่มีการบันทึกมา องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกยังระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกในปี 2563 นี้จะเพิ่มเป็น 1.2 องศาเซลเซียสเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม (พ.ศ. 2393-2443) […]

ภาพถ่ายดาวเทียมติดตามเรือประมงเถื่อน(นอกน่านน้ำ)จากประเทศไทยในมหาสมุทรอินเดีย

โดย Kimbra Cutlip 16 มกราคม 2560 http://skytruth.org/2017/01/satellites-leave-no-place-to-hide-for-rogue-thai-fishing-fleet/ แม้ว่าการติดตามตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายจะยากเย็นแสนเข็ญในพื้นที่อันห่างไกลอย่าง ซายา เดอ มาฮา แบงก์ ซึ่งเป็นเขตน้ำตื้นไหล่ทวีปนอกชายฝั่งมหาสมุทร แต่ไม่มีอะไรเป็นความลับว่าเกิดอะไรขึ้นในเขตอันห่างไกลของมหาสมุทรอินเดียทางด้านตะวันออกของมาดากัสการ์ เดือนธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา กรีนพีซเปิดเผย รายงาน ที่ระบุว่ากองเรือประมงนอกน่านน้ำของไทยเคลื่อนย้ายพื้นที่ทำการประมงเพื่อหลบหลีกการติดตามตรวจสอบและการจับกุมโดยเฉพาะในส่วนที่เชื่อมโยงกับการทำประมงผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์ และกองเรือประมงนอกน่านน้ำดังกล่าวเข้าไปจับปลาในเขต ซายา เดอ มาฮา แบงก์ห่างไกลจากท่าเรือขึ้นปลาในประเทศไทยเป็นระยะทางกว่า 7,000 กิโลเมตร อย่างที่รู้กัน เห็นแล้วจึงจะเชื่อ และโดยความร่วมมือกับ DigitalGlobe เราได้รับภาพถ่ายดาวเทียมที่มีรายละเอียดสูงซึ่งสนับสนุนการยืนยันของกรีนพีซและเปิดเผยให้เห็นว่าเรือประมงมีการเคลื่อนไหวอย่างไร นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา เราได้บันทึกกองเรือประมงของไทยที่มารวมกันในทำเลที่ตั้งแห่งหนึ่งในเขตซายา เดอ มาฮา แบงก์ เพื่อขนถ่ายปลา รายงาน “พลิกวิกฤต:การละเมิดสิทธิมนุษยชนและการทำประมงผิดกฎหมายในอุตสาหกรรมการประมงนอกน่านน้ำของประเทศไทย” ระบุถึงการเคลื่อนย้ายของกองเรือประมงนอกน่านน้ำของไทย จากน่านน้ำของอินโดนีเซียที่ใช้ทำมาหากินมาอย่างยาวนาน ไปสู่น่านน้ำอันห่างไกลนอกชายฝั่งปาปัวนิวกีนี และไปสู่ ซายา เดอ มาฮา แบงก์ ในเวลาต่อมา อันเป็นผลมาจากการปราบปรามการประมงผิดกฏหมายของรัฐบาลอินโดนีเซียในปี 2557 ซึ่งรวมถึง ปฏิบัติการระเบิดเรือประมงผิดกฏหมาย […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings