Taragraphies — Header Component

ประวัติศาสตร์ไม่ได้สอนสิ่งใด แต่จะลงโทษหากไม่เรียนรู้บทเรียนจากมัน

“ประวัติศาสตร์ไม่ได้สอนสิ่งใด แต่จะลงโทษหากไม่เรียนรู้บทเรียนจากมัน” วลาดีเมียร์ คลูอิเชฟสกี้ (Vladimir Kluichevsky) : นักประวัติศาสตร์ยุคกลางชาวรัสเซีย ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจที่มีสัมมาทิฐิซึ่งยืดหยุ่นและสามารถฟื้นตัวได้เร็วคือเครื่องมือเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติที่ยอดเยี่ยมที่สุด และโครงสร้างเศรษฐกิจที่เป็นมิจฉาทิฐินั้นจะทิ้งให้ผู้คนทั้งหลายตกอยู่ในความยากจนและผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ในหนังสือ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ปลายยุควิคตอเรีย : เอลนิโน ทุพภิกขภัยและการเกิดขึ้นของประเทศโลกที่สาม (Late Victorain Holocusts : El Nino Famines and the Making of the Third World) ไมค์ เดวิส(Mike Davis) ซึ่งเป็นผู้เขียนได้หยิบยกประสบการณ์ของอินเดีย จีนและบราซิลในช่วงศตวรรษที่ 19 เพื่อเปรียบเทียบความอิหลักอิเหลื่อของการพัฒนาร่วมสมัย เดวิสระบุว่า การบังคับรวบรวมเอาผลผลิตจากเกษตรรายย่อยให้เข้าไปสู่วงจรทางการเงินและสินค้าที่ควบคุมมาจากโพ้นทะเล ได้ทำลายความมั่นคงทางอาหารในขั้นรากฐาน ทิ้งให้คนนับล้านต้องตกอยู่ในความหิวโหยในช่วงปรากฎการณ์เอลนิโน โดยทั่วไปชาวนาอินเดียมีสิ่งปกป้องจากทุพภิกขภัยที่เกิดจากความไร้เสถียรภาพของภูมิอากาศอยู่ 3 อย่างคือ การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน เครื่องประดับเงินของครอบครัวและสินเชื่อต่อผู้ให้กู้เงินและผู้จัดจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ของหมู่บ้าน จนถึงปลายศตวรรษที่ 19 ทั้งหมดนี้สูญหายไปจากการเปลี่ยนแปลงของดุลอำนาจทางเศรษฐกิจในชนบทและกฎเกณฑ์ทางการค้าของผู้ปกครองชาวอังกฤษ ภายใต้การปกครองของอังกฤษ “ระหว่างปี 1875 และ 1900 ช่วงปีที่มีทุพภิกขภัยร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอินเดีย การส่งออกธัญพืชต่อปีเพิ่มจาก 3 ล้านตันเป็น […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings