ไฟไหม้หลุมฝังกลบขยะ ด้านมืดของสังคมบริโภคยุคใหม่

ในแวดวงเรื่องสารพิษ โดยเฉพาะสารพิษอุตสาหกรรม มีคำว่า “ignorance is toxic” กล่าวคือสังคมบริโภคสมัยใหม่ประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการปกป้องผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยสารพิษทั้งในทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าเราจะมีโครงสร้าง องค์กรและข้อกำหนดกฏเกณฑ์ที่นำมาใช้มากมายเพียงใด

 

Thick smoke engulfs a landfill site in Samut Prakan’s tambon Phraeksa. The fire started about noon on Sunday and was still smouldering yesterday. The photo was taken from a remote-controlled helicopter-mounted camera. SITHIKORN WONGWUDTHIANUN ขอบคุณภาพจาก Bangkokpost

 

เหตุการณ์ไฟไหม้บ่อขยะเนื้อที่ 150 ไร่ ในซอยแพรกษา 8 อำเภอเมือง  จังหวัดสมุทรปราการที่เกิดขึ้นในวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา เป็นประจักษ์พยานที่ชัดเจน

เหตุไฟไหม้บ่อขยะครั้งนี้ได้กลายเป็นหายนะ กลิ่นเหม็นและควันไฟทำให้ชาวบ้าน 3 ชุมชน 1,480 ครอบครัว อพยพออกจากพื้นที่ในตำบลแพรกษา เพราะหลังจากผ่านไป 30 ชั่วโมง หลังเกิดเหตุ แม้จะมีควาพยายามของเจ้าหน้าที่ป้องกันบรรเทาสาธารณภัยในการทำให้เพลิงสงบลง  กลุ่มควันสีขาวยังลอยปกคลุมไปถึงย่านบางนาและศรีนครินทร์ และขณะนี้ชาวบ้านจำนวนมากขึ้นต้องอพยพหนีควันพิษ

กรมควบคุมมลพิษทำการตรวจวัดห่างจุดเกิดเหตุในรัศมี  200 เมตร พบว่า ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ อยู่ในเกณฑ์ทำให้เกิดพิษเฉียบพลัน การวัดโดยตรงที่กองขยะพบควันพิษสูงเกินมาตรฐานไปถึง 6 เท่าหรือ 175 พีพีเอ็ม หากสูดเข้าไปมากๆ จะวิงเวียน หัวใจเต้นเร็ว แน่นหน้าอก ถึงขั้นหมดสติ และเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ควันพิษที่เกิดขึ้นยังทำให้เกิดสารอินทรีย์ระเหย และสารไดออกซินฟิวแรนซึ่งทั้ง 2 กลุ่ม เป็นสารก่อมะเร็ง

ส่วนในระยะที่ตรวจวัด 500 เมตร ห่างจากที่เกิดเหตุ มีค่าความเข้มข้นของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในบรรยากาศที่ระดับ 5 – 8 ส่วนในล้านส่วน (ppm) และในระยะที่ตรวจวัด 1 กิโลเมตร ห่างจากที่เกิดเหตุ มีค่าความเข้มข้นของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในบรรยากาศที่ระดับ 2 – 4 ส่วนในล้านส่วน (ppm) ซึ่งมีค่าสูงกว่าขีดจำกัดการรับสัมผัสสารเคมีแบบเฉียบพลันแบบร้ายแรง (AEGL-2) ซึ่งกำหนดไว้ไม่เกิน 0.75 ส่วนในล้านส่วน (ppm) และอาจทำให้ประชาชนมีอาการระคายเคืองอย่างรุนแรงต่อระบบทางเดินหายใจ

ต่อมาได้มีการแจ้งเตือนประชาชนในการหลีกเลี่ยงการรับสัมผัสสารเคมีในบรรยากาศ เช่น การอพยพออกนอกพื้นที่ การสวมใส่หน้ากากป้องกันสารเคมี หรือ การใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำแทนหน้ากาก เป็นต้น ในพื้นที่รัศมี 1.5 กิโลเมตร ห่างจากพื้นที่เกิดเหตุ (ม.แกลเลอรี่ ม.เนเจอร่า สุขุมวิท-แพรกษา ชุมชนบ้านสวัสดี ม.ศุภลัยวิลล์ และ ม.ปัญฐิญา แพรกษา ม.ทรัพย์ธานี)

ล่าสุดควันไฟพิษได้ครอบคลุมหลายพื้นที่กว้างไปถึงประเวศ บางนา สะพานสูง ลาดกระบัง คลองสามวา มีนบุรี และบึงกุ่ม

บ่อขยะเอกชนแห่งนี้มีชื่อนายกรมพล สมุทราสาคร เป็นผู้เช่าพื้นที่ 3 ปี แต่ใบอนุญาตจากอุตสาหกรรมจังหวัดระบุว่าใช้ทำโรงงานปุ๋ยเคมี  ซึ่งสัญญาเช่ายังอยู่ระหว่างปีที่ 2  ขัดแย้งกับข้อมูลที่ได้จาก นายก อบต.แพรกษา ที่บอกว่าชาวบ้านเอาขยะมาทิ้งเอง และไม่ได้อนุญาตเปิดบ่อขยะอย่างถูกต้อง หลังเพลิงสงบจะหาทางกำจัด และประกาศปิดบ่อทันที

ทว่า การเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ DSI พบข้อมูลที่น่าตกใจว่าไฟไหม้บ่อขยะที่แพรกษาเป็นกากอุตสาหกรรมที่ลักลอบมาจากนิคมอุตสาหกรรมบางปูนำขยะมาทิ้งไว้ แต่เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามจาก ดร.สุรพล ซามาตย์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม คำตอบในขั้นต้นคือ ยังไม่ทราบว่ามีกากอุตสาหกรรม เท่าที่ตนทราบคือเป็นขยะเทศบาล

ไฟจากหลุมฝังกลบ (Landfill fire) นั้นอยู่คู่กับสังคมมนุษย์สมัยมานับทศวรรษแล้ว มันเป็นปัญหาที่สลับซับซ้อน ไฟจากหลุมฝังกลบเป็นภัยคุกคามด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อเกิดขึ้นจะมีการปล่อยสารพิษออกสู่อากาศ น้ำและดิน ที่สำคัญมีความเสี่ยงต่อนักผจญเพลิงและประชาชนโดยรอบที่สูดหายใจเอาสารพิษเข้าไป

ในสหรัฐอเมริกา การแบ่งแยกที่ชัดเจนระหว่างหลุมฝังกลบขยะเทศบาล (Municipal Waste Landfill) หลุมฝังกลบขยะอุตสาหกรรม (Industrial Waste) ทำให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลอย่างองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (USEPA) สามารถระบปัญหาและติดตามตรวจสอบการเกิดไฟจากหลุมฝังกลบ อย่างน้อยก็ทันท่วงที

ข้อมูลในด้านองค์ประกอบของขยะ แหล่งที่มา จำนวนของหลุมฝังกลบแต่ละประเภท ตลอดจนนโยบาย ข้อบังคับ บทลงโทษ และมาตรการที่ชัดเจนในการจัดการขยะและกากของเสีย ประกอบเข้ากับการมีบัญชีรายชื่อการปล่อยสารพิษออกสู่สิ่งแวดล้อมที่เรียกว่า Toxic Release Inventory (หรือในระดับระหว่างประเทศที่ใช้ระบบ Pollutant Release and Transfer Register – PRTR) ที่สาธารณะชนมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลได้นั้น ได้เอื้อให้ USEPA บริการจัดการกับไฟจากหลุมฝังกลบอย่างค่อนข้างมีประสิทธิภาพ

ถ้าระดับผู้ช่วยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม หรือแม้แต่กรมควบคุมมลพิษยังไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ในหลุมฝังกลบขยะที่แพรกษา และต่อไปถ้ายังไม่สามารถใช้มาตรการทางกฎหมายที่มีอยู่เพื่อลงโทษผู้ละเมิด เราก็เชื่อแน่ว่าภัยพิบัติครั้งนี้ (ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรก) จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้น และนี่คือความละเลยของนโยบายสิ่งแวดล้อมโดยแท้

การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมDesign for the Environment(DfE)

เป็นความพยายามขององค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐซึ่งเริ่มในปี พ.ศ.2535 ที่จะเผยแพร่แนวคิดเรื่องการป้องกันมลพิษ การออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมคือการประยุกต์ใช้หลักเกณฑ์ทางสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบในการออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต การออกแบบสิ่งแวดล้อมต้องการป้องกันไม่ให้เกิดของเสีย การปล่อยสารพิษ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์

จุดมุ่งหมายคือช่วยให้ธุรกิจต่างๆ คำนึงถึงปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมในการออกแบบผลิตภัณฑ์ในกระบวนการผลิต และจัดการให้การใช้เทคโนโลยีและการบริหารจัดการของตนก่อให้เกิดผลดีต่อสิ่งแวดล้อม  ปัจจุบันนี้งานส่วนใหญ่ภายใต้แนวคิดนี้มุ่งไปที่การใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า เช่น ออกแบบจอคอมพิวเตอร์แบบประหยัดพลังงาน ขณะเดียวกันองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐก็เริ่มโครงการ “เคมีสีเขียว” เพื่อส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมพัฒนาสารเคมีและโพลีเมอร์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและทำจากพืชเป็นหลัก

การป้องกันมลพิษของ USEPA

Fire Down Below หนังแอ๊กชั่นปี 1997 กำกับโดย Félix Enríquez Alcalá  โดยมีสตีเวน ซีกัลแสดงบทเป็นเจ้าหน้าที่ขององค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐที่เข้าไปสอบสวนกรณีผลกระทบของเหมืองแร่ที่รัฐเคนตักกี้ และช่วยชุมชนให้ลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องสิทธิของตน

องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐ ให้คำจำกัดความของคำว่า การป้องกันมลพิษ (รัฐบัญญัติป้องกันมลพิษ พ.ศ.2533 (1990 Pollution Prevention Act)) ว่า คือวิธีการที่ลดหรือขจัดปริมาณ และ/หรือ ความเป็นพิษของมลสารโดยการลดที่ต้นตอ (source reduction)

การลดที่ต้นตอถูกนิยามว่าคือ การกระทำใดๆ ก็ตามที่ลดปริมาณสารอันตราย มลสารหรือสารปนเปื้อน ที่ระบายสู่ของเสียหรือสิ่งแวดล้อมก่อนที่จะรีไซเคิล บำบัดหรือกำจัด  และลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการปลดปล่อยวัตถุอันตราย มลสารหรือสิ่งปนเปื้อนนั้น

นักวิจารณ์ชี้ว่าองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐมุ่งความสนใจไปที่ปัญหาของเสียและสารพิษเท่านั้น ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในช่วง 20 ปีที่แล้ว ไม่มีการกล่าวถึงตัวผลิตภัณฑ์และวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการผลิตที่ไม่ยั่งยืน