อาร์กติกจะเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ

ความเร็วที่ภูมิภาคนี้จะเปิดตัวสู่โลกภายนอกขึ้นอยู่กับภาวะโลกร้อนและสงครามเย็นครั้งใหม่ ชายฝั่งมหาสมุทรอาร์กติกกำลังคึกคักขึ้นเรื่อย ๆ จากกิจกรรมสารพัด ทั้งเรือบรรทุกน้ำมัน เรือขนส่งสินค้า เรือวิจัย เรือบรรทุกแบบท้องแบน เรือสำราญ และแม้แต่เรือยอชต์ส่วนตัว ต่างแล่นอยู่ในน่านน้ำนี้ คาดว่าความหนาแน่นจะยิ่งเพิ่มขึ้นในฤดูใบไม้ผลิปี 2026 เมื่อแผ่นน้ำแข็งแตกตัวเปิดทางเดินเรือ เมื่อแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกถอยร่น อาร์กติกก็ยิ่งไม่ใช่พื้นที่ไกลโพ้นและไม่น่าเข้าถึงเหมือนเดิม บนแผนที่แบบดั้งเดิม อาร์กติกมักถูกตัดขอบให้ดูเล็กและอยู่ชายขอบของโลก แต่ถ้าหันมามองโลกจากเหนือขั้วโลก (ดูแผนที่) จะเห็นชัดทันทีว่าทำไมภูมิภาคนี้จึงกำลังกลายเป็นจุดตัดเชิงยุทธศาสตร์: มันโอบล้อมผืนแผ่นดินยูเรเชียและอเมริกา และเป็นสะพานเชื่อมระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกกับแปซิฟิก ที่นี่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ทั้งน้ำมัน ก๊าซ แร่ธาตุ และประมง อีกทั้งยังมีแนวโน้มจะย่นระยะเส้นทางขนส่งทางเรือของโลก ซึ่งปัจจุบันยังต้องเบียดผ่านคลองสุเอซและคลองปานามา—สองเส้นเลือดใหญ่ที่การใช้งานถูกจำกัดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากปัจจัยความขัดแย้งและภัยแล้งตามลำดับ ความเร็วที่อาร์กติกจะเปิดมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัจจัยทางเศรษฐกิจ และเหนือสิ่งอื่นใดคือภูมิรัฐศาสตร์ ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อัตราการละลายชะลอลงบ้าง แต่หากภาวะโลกร้อนไม่ได้ถูกหยุดยั้งอย่างฉับพลัน (ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้) ฤดูร้อนที่แทบไร้น้ำแข็งมากขึ้นเรื่อย ๆ ย่อมเป็นสิ่งเลี่ยงไม่พ้น พื้นที่น้ำแข็งทะเลของอาร์กติกที่ต่ำสุดในแต่ละปี (ช่วงเดือนกันยายน) ในปี 2025 มีขนาดเล็กกว่าปี 1980 อยู่ 39% น้ำแข็งที่น้อยลงทำให้การเดินเรือขนส่งสะดวกขึ้น แต่ก็พาภาวะแทรกซ้อนมาด้วย น้ำแข็งที่หลวมและแตกกระจายคาดเดาได้ยากกว่า ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและพายุที่รุนแรงขึ้นกัดเซาะชายฝั่งมากขึ้นเมื่อไม่มีน้ำแข็งยึดติดชายฝั่ง (shorefast […]

บทไว้อาลัยให้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors – SMRs)

เครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์กำลังถูกโปรโมตอย่างหนัก แต่ในทางเศรษฐศาสตร์แล้ว “ไม่คุ้ม” และ “ไม่ลงตัว” อุตสาหกรรมนิวเคลียร์กำลังผลักดันแนวคิดการสร้าง SMRs อย่างหนัก โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศแทบไม่มีโอกาสสร้างเครื่องปฏิกรณ์กำลังผลิตขนาดใหญ่รุ่นใหม่อีกแล้ว เครื่องปฏิกรณ์กลุ่มนี้จะมีขนาดกำลังผลิตต่ำกว่า 300 เมกะวัตต์ (MW) ในขณะที่เครื่องปฏิกรณ์ขนาดใหญ่มักอยู่ราว 1,000 MW แนวคิดคือจะลดงานก่อสร้างหน้างานจริง แล้วแทนด้วยการผลิตชิ้นส่วนเครื่องปฏิกรณ์ในโรงงานแบบมาตรฐาน (standardised factory production) ก่อนนำไปติดตั้งที่ไซต์ เพื่อ “กดต้นทุนลง” และ “เพิ่มการควบคุมคุณภาพ” บทความนี้จะเน้นไปที่ “เศรษฐศาสตร์ที่น่าเคลือบแคลง” ของ SMRs แต่ก็มีลักษณะเด่นอีกสองอย่างของจักรวาล SMR ที่ควรกล่าวถึง (รายละเอียดดูได้ในฉบับล่าสุดของ Nuclear Monitor) เชื้อเพลิงฟอสซิลและลัทธิทหารนิยม ประการแรก กระแสคลั่งไคล้ SMRs แทบไม่เกี่ยวกับ “สิ่งแวดล้อมแบบเป็นมิตรต่อภูมิอากาศ” เลย ราว ครึ่งหนึ่ง ของ SMRs ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง (โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลอยน้ำของรัสเซีย, เรือทำลายน้ำแข็งรุ่น RITM-200 ของรัสเซีย และเครื่องปฏิกรณ์สาธิต ACPR50S ของจีน) ถูกออกแบบมาเพื่อ เอื้อการเข้าถึงทรัพยากรเชื้อเพลิงฟอสซิล ในอาร์กติก ทะเลจีนใต้ และพื้นที่อื่น ๆ ตัวอย่างอีกกรณีอยู่ที่แคนาดา ซึ่งหนึ่งในแนวทางใช้ SMR ที่กำลังพิจารณาคือการผลิตไฟฟ้าและความร้อนเพื่อ สกัดไฮโดรคาร์บอนจากทรายน้ำมัน […]

รายงานอุณหภูมิโลกประจำปี 2025 (Global Temperature Report for 2025)

เผยแพร่เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2026 โดย Robert Rohde Berkeley Earth ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยไม่แสวงหากำไรในรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้จัดทำการวิเคราะห์อิสระเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกมาตั้งแต่ปี 2013 รายงานฉบับนี้คือผลการประเมินอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในปี 2025 เราสรุปว่า ปี 2025 เป็นปีที่ร้อนที่สุด “อันดับ 3” ของโลกนับตั้งแต่ปี 1850 โดยมีเพียงปี 2024 และ 2023 ที่ร้อนกว่า ช่วงเวลาตั้งแต่ปี 1850 เป็นต้นมาถือเป็นช่วงที่มีการวัดอุณหภูมิโดยตรงจากเทอร์โมมิเตอร์เพียงพอที่จะสร้างค่าประมาณอุณหภูมิเฉลี่ยโลกจากข้อมูลเชิงเครื่องมือวัด (instrumental) ได้อย่างแท้จริง การวิเคราะห์ของ Berkeley Earth ผสานข้อมูลการวัดอุณหภูมิเฉลี่ยรายเดือนจำนวน 23 ล้านรายการจากสถานีอากาศ 57,685 แห่ง เข้ากับข้อมูลการวัดอุณหภูมิมหาสมุทรแบบฉับพลัน (instantaneous) ราว 500 ล้านรายการที่เก็บโดยเรือและทุ่นลอยน้ำ ตลอด 11 ปีล่าสุด คือ 11 ปีที่ร้อนที่สุดทั้งหมดที่เคยบันทึกได้ในสถิติจากเครื่องมือวัด และใน 3 ปีล่าสุดนั้น รวมครบทั้ง […]

รู้เท่าทันกลไกชดเชยคาร์บอน

คู่มือเบื้องต้นนี้ที่เรียบเรียงจาก https://zerocarbon-analytics.org/archives/netzero/carbon-offsets-primer ชี้ให้เห็นว่าการชดเชยคาร์บอนโดยหลักการแล้วไม่ได้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และในทางปฏิบัติก็ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ยังมีแนวทางอื่นๆ ในการจัดสรรเงินทุนเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศที่สามารถนำมาใช้แทนได้ ประเด็นสำคัญ: การชดเชยคาร์บอนคืออะไร? การชดเชย (offsetting) หมายถึง การใช้ เครดิต ซึ่งเทียบเท่ากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่น ๆ หนึ่งตันที่ถูกหลีกเลี่ยง ลด หรือกำจัด โดยประเทศ บริษัท หรือบุคคล เพื่อนำไป “ลบล้าง” การปล่อยก๊าซของตนที่เกิดขึ้นที่อื่น เมื่อเครดิตถูกนำมาใช้เพื่อลดการปล่อยแล้ว เครดิตนั้นจะถูกยกเลิก (retired) และไม่สามารถนำกลับมาใช้อีกได้ เครดิตคาร์บอนสามารถซื้อขายได้ในตลาดคาร์บอนสองประเภท คือ ตลาดบังคับ (compliance) และ ตลาดสมัครใจ (voluntary) ตลาดบังคับ (compliance markets) อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยรัฐบาล และเกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซที่ถูกกำหนดโดยกฎหมาย ตัวอย่างเช่น ระบบเพดานและการซื้อขาย (cap-and-trade) หรือระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซ (ETS) เช่น ระบบ ETS ของสหภาพยุโรป (EU ETS) โดยบางระบบบังคับเหล่านี้อนุญาตให้ใช้การชดเชยคาร์บอนในสัดส่วนที่จำกัดเพื่อปฏิบัติตามข้อกำหนดการลดการปล่อย ตลาดสมัครใจ (voluntary carbon market – VCM) ส่วนใหญ่ไม่มีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด เปิดโอกาสให้บริษัทหรือบุคคลใช้การชดเชยคาร์บอนเพื่อลดการปล่อย โดยไม่ได้มีข้อผูกพันทางกฎหมาย […]