คู่มือเบื้องต้นนี้ที่เรียบเรียงจาก https://zerocarbon-analytics.org/archives/netzero/carbon-offsets-primer ชี้ให้เห็นว่าการชดเชยคาร์บอนโดยหลักการแล้วไม่ได้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และในทางปฏิบัติก็ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ยังมีแนวทางอื่นๆ ในการจัดสรรเงินทุนเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศที่สามารถนำมาใช้แทนได้

ประเด็นสำคัญ:

การชดเชยคาร์บอนคืออะไร?

การชดเชย (offsetting) หมายถึง การใช้ เครดิต ซึ่งเทียบเท่ากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่น ๆ หนึ่งตันที่ถูกหลีกเลี่ยง ลด หรือกำจัด โดยประเทศ บริษัท หรือบุคคล เพื่อนำไป “ลบล้าง” การปล่อยก๊าซของตนที่เกิดขึ้นที่อื่น เมื่อเครดิตถูกนำมาใช้เพื่อลดการปล่อยแล้ว เครดิตนั้นจะถูกยกเลิก (retired) และไม่สามารถนำกลับมาใช้อีกได้

เครดิตคาร์บอนสามารถซื้อขายได้ในตลาดคาร์บอนสองประเภท คือ ตลาดบังคับ (compliance) และ ตลาดสมัครใจ (voluntary)

ตลาดบังคับ (compliance markets) อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยรัฐบาล และเกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซที่ถูกกำหนดโดยกฎหมาย ตัวอย่างเช่น ระบบเพดานและการซื้อขาย (cap-and-trade) หรือระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซ (ETS) เช่น ระบบ ETS ของสหภาพยุโรป (EU ETS) โดยบางระบบบังคับเหล่านี้อนุญาตให้ใช้การชดเชยคาร์บอนในสัดส่วนที่จำกัดเพื่อปฏิบัติตามข้อกำหนดการลดการปล่อย

ตลาดสมัครใจ (voluntary carbon market – VCM) ส่วนใหญ่ไม่มีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด เปิดโอกาสให้บริษัทหรือบุคคลใช้การชดเชยคาร์บอนเพื่อลดการปล่อย โดยไม่ได้มีข้อผูกพันทางกฎหมาย ในปี 2023 มีรายงานว่าตลาดสมัครใจมีปริมาณธุรกรรมเทียบเท่ากับการซื้อขายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 110.8 ล้านตัน (CO2e) คิดเป็นมูลค่า 723 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ณ สิ้นปี 2024 เครดิตคาร์บอนส่วนใหญ่ที่ออกมาจากโครงการ ได้แก่ โครงการป่าไม้และการใช้ที่ดิน (34.6%) โครงการพลังงานหมุนเวียน (31.8%) ตามมาด้วย โครงการที่เกี่ยวข้องกับครัวเรือนและชุมชน เช่น โครงการเตาทำครัวสะอาด (12.4%)

ประวัติย่อของการชดเชยคาร์บอน

การชดเชยคาร์บอนถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรกในฐานะ “กิจกรรมเพื่อการกุศลล้วนๆ” ตามคำกล่าวของ ดร.มาร์ค เทร็กซ์เลอร์ (Dr Mark Trexler) ผู้ที่สถาบัน World Resources Institute จ้างมาดูแลโครงการชดเชยคาร์บอนบนที่ดินแห่งแรกในปี 1988 โดยเทร็กซ์เลอร์ให้สัมภาษณ์กับ Carbon Brief ในปี 2023 ว่า

“ไม่มีใครเคยคิดเลยว่าการชดเชยคาร์บอนจะช่วยกอบกู้โลกได้”

ต่อมา การชดเชยคาร์บอนถูกนำมาใช้กับประเทศต่างๆ ภายใต้พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) เพื่อมอบความยืดหยุ่นในการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย โดยการปล่อยก๊าซสามารถซื้อขายได้ผ่านกลไก 3 รูปแบบ คือ

การซื้อขายการปล่อยก๊าซระหว่างประเทศ (International Emissions Trading)

กลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism – CDM

การดำเนินการร่วมกัน (Joint Implementation)

ในปี 2012 พิธีสารเกียวโตและระบบซื้อขายคาร์บอนที่เกี่ยวข้องเริ่มล่มสลาย หลังจากนั้น การชดเชยคาร์บอนก็ย้ายไปสู่ ตลาดสมัครใจ (VCM) ที่แทบไม่มีการกำกับดูแล ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลายประเทศและภูมิภาคได้กำหนดกลไกของตนเองสำหรับการซื้อขายและชดเชยคาร์บอน

การใช้การชดเชยคาร์บอนยังคงได้รับอนุญาตตาม มาตรา 6 ของความตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งว่าด้วยการซื้อขายคาร์บอน โดยประเทศต่างๆ สามารถซื้อขายเครดิตคาร์บอนกันแบบทวิภาคี (มาตรา 6.2) หรือผ่านแพลตฟอร์มซื้อขายคาร์บอนระหว่างประเทศรูปแบบใหม่ (มาตรา 6.4) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากข้อกำหนดเรื่องความโปร่งใสน้อยมาก และแทบไม่มีบทลงโทษจริงหากประเทศต่างๆ ไม่ปฏิบัติตามกติกา จึงมีความเสี่ยงสูงที่มาตรา 6 จะนำไปสู่การซื้อขายเครดิตคาร์บอนที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ (low integrity credits) และอาจทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น

เหตุผลเบื้องหลังการชดเชยคาร์บอนไม่สอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์

ตามทฤษฎีแล้ว โครงการชดเชยคาร์บอนถูกมองว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ เพราะช่วยให้การลดการปล่อยก๊าซเกิดขึ้นในที่ที่มีต้นทุนต่ำที่สุด

ตัวอย่างเช่น ประเทศหรือบริษัทที่ประสบปัญหาในการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ สามารถจ่ายเงินเพื่อให้เกิดการลดการปล่อยในที่อื่นซึ่งมีค่าใช้จ่ายถูกกว่า วิธีนี้ยังถูกมองว่าสามารถระดมเงินทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจกไปสู่ประเทศกำลังพัฒนาที่ซึ่งมีเป้าหมายง่ายๆ (low-hanging fruit)ให้ดำเนินการ

สิ่งนี้หมายความว่าการชดเชยคาร์บอน ในทางดีที่สุดก็เป็นเพียงเกมที่ผลรวมเท่ากับศูนย์ (zero-sum game) และโดยโครงสร้างแล้วไม่ได้ทำให้การปล่อยก๊าซลดลงจริง หากดำเนินการอย่างถูกต้อง การชดเชยก็เพียงแค่ชดเชยการเพิ่มการปล่อยในที่หนึ่งด้วยการลดในอีกที่หนึ่ง แต่ผลงานวิจัยพบว่า หลายโครงการชดเชยไม่ได้ดำเนินการอย่างถูกต้อง

เมื่อโครงการที่ใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซในที่อื่นขาดความน่าเชื่อถือด้านสิ่งแวดล้อม (เช่น ไม่ได้สร้างการลดการปล่อยจริง) ผลลัพธ์คือ การปล่อยก๊าซโดยรวมเพิ่มขึ้น ความจริงแล้ว การประเมินโครงการชดเชยคาร์บอนในอดีตตลอดหลายสิบปีแสดงให้เห็นว่า หลายโครงการล้มเหลวในการลดการปล่อยตามที่สัญญาไว้

การชดเชยคาร์บอนไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ใช้ได้จริง เพราะทั้งประเทศและบริษัทต่างๆ จำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซอย่างลึกซึ้งในตอนนี้ การจำกัดภาวะโลกร้อนให้อยู่ที่ 1.5°C ต้องบรรลุการปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ (net zero) ภายในปี 2050 ซึ่งหมายความว่าการปล่อย CO2 ต้องลดลงอย่างมากจากประมาณ 41.6 พันล้านตันในปี 2024

การใช้เครดิตคาร์บอนไม่เพียงแต่ทำให้การลดการปล่อยล่าช้า แต่ยังส่งเสริมให้ลงทุนต่อไปในเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย 1.5°C ซึ่งอาจทำให้การปฏิบัติเหล่านั้นฝังรากไปอีกหลายสิบปี คณะกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหราชอาณาจักร (UK Climate Change Committee) ซึ่งให้คำปรึกษาต่อรัฐบาลสหราชอาณาจักรด้านนโยบายสภาพภูมิอากาศ เขียนไว้ว่า การซื้อการชดเชยคาร์บอนเพื่อให้สามารถใช้เทคโนโลยีที่ปล่อยก๊าซสูงต่อไป “ในระยะยาวจะทำให้การปล่อยก๊าซสูงกว่ากรณีที่นำเงินที่ใช้ไปกับ ‘การชดเชย’ มาลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำแทน”

การพึ่งพาการชดเชยคาร์บอนในปัจจุบันทำให้การปล่อยก๊าซเพิ่มขึ้น

การทบทวนอย่างเป็นระบบ (systematic review) ของโครงการชดเชยคาร์บอนซึ่งครอบคลุมโครงการประมาณหนึ่งในห้าของเครดิตคาร์บอนทั้งหมดที่ออกมาจนถึงปัจจุบัน เผยแพร่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 ประเมินว่า

“มีน้อยกว่า 16% ของเครดิตคาร์บอนที่ออกให้โครงการที่ถูกตรวจสอบซึ่งก่อให้เกิดการลดการปล่อยจริง”

อีก 84% ที่เหลือไม่ได้ก่อให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซจริง ซึ่งกลับทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเพิ่มขึ้นถึง 812 ล้านตัน เทียบเท่า “มากกว่าการปล่อย CO2 ต่อปีของเยอรมนี”

การสืบสวนอีกชิ้นหนึ่งโดย The Guardian และองค์กร Corporate Accountability ในปี 2023 พบว่า ในบรรดาโครงการชดเชย 50 โครงการที่ขายเครดิตได้มากที่สุด มีถึง 39 โครงการที่น่าจะไม่ได้สร้างการลดการปล่อยตามที่กล่าวอ้าง ส่วนโครงการที่เหลือก็มีปัญหา หรือไม่สามารถประเมินได้เนื่องจากข้อมูลไม่เพียงพอ

นอกจากนี้ การประเมินโครงการเครดิตคาร์บอนกว่า 4,000 โครงการในปี 2024 โดยบริษัทลงทุนของสหรัฐฯ MSCI พบว่า 47% ถูกจัดว่าเป็นโครงการ “ความน่าเชื่อถือต่ำ” (low-integrity) หมายถึง ไม่ผ่านเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมส่วนใหญ่

การชดเชยที่ใช้ภายใต้กลไกบังคับก็มีผลลัพธ์ที่คล้ายกัน งานศึกษาในปี 2015 โดย สถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม (Stockholm Environment Institute) ที่ประเมินความน่าเชื่อถือด้านสิ่งแวดล้อมของเครดิตที่ออกภายใต้กลไก Joint Implementation ของพิธีสารเกียวโต พบว่า กลไกนี้ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทั่วโลกสูงกว่าที่ควรจะเป็น หากประเทศต่าง ๆ ลดการปล่อยเองภายในประเทศ ประมาณ 600 ล้านตัน CO2e

ในทำนองเดียวกัน งานศึกษาในปี 2016 พบว่า 73% ของเครดิตที่ออกภายใต้กลไก Clean Development Mechanism (CDM) ในช่วงปี 2013–2020 มีโอกาสน้อยมากที่การลดการปล่อยจะ “เกิดขึ้นเพิ่มเติมจริง” (additional) และไม่ได้ถูกประเมินเกินจริง นอกจากนี้ การประเมินแยกต่างหากเกี่ยวกับโครงการเตาทำครัวสะอาดภายใต้ CDM ซึ่งเปลี่ยนเตาแบบดั้งเดิมเป็นเตาที่มีประสิทธิภาพมากกว่า พบว่าโครงการเหล่านี้ “อาจไม่สามารถลดคาร์บอนได้ตามที่คาดหวัง หรือไม่สามารถสร้างประโยชน์ต่อสุขภาพและภูมิอากาศตามที่ระบุไว้”

โครงการชดเชยของรัฐบาลก็แสดงให้เห็นถึงผลกระทบในการลดการปล่อยที่จำกัดเช่นกัน ตัวอย่างเช่น การทบทวนโครงการฟื้นฟูป่าไม้พื้นถิ่น 182 โครงการ ซึ่งรัฐบาลออสเตรเลียได้ซื้อเครดิตไปแล้วมูลค่า 204 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พบว่าโครงการเหล่านี้มีผลกระทบน้อยมากต่อการลดการปล่อยก๊าซ

มีน้อยมากที่การชดเชยคาร์บอนจะ “เกิดขึ้นเพิ่มเติมจริง”

แทบทั้งหมดของเครดิตคาร์บอนที่ออกมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเครดิตจากการ หลีกเลี่ยง หรือ ลด การปล่อยก๊าซคาร์บอน มีเพียงประมาณ 3% ของเครดิตในตลาดสมัครใจ (VCM) ในปี 2023 ที่มาจากการ กำจัด ก๊าซคาร์บอนโดยตรง

Additionality ของโครงการที่มุ่งหลีกเลี่ยงหรือการลดการปล่อยก๊าซนั้นพิสูจน์ได้ยาก เนื่องจากต้องสร้าง “สถานการณ์สมมุติ” (counterfactual scenario) มาแสดงให้เห็นว่าการลดการปล่อยก๊าซเกิดขึ้น เพราะ ได้แรงจูงใจจากรายได้ของเครดิตคาร์บอนเท่านั้น

งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า มีความเป็นไปได้สูงที่หลายโครงการจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว โดยไม่ต้องพึ่งรายได้จากเครดิตคาร์บอน ตัวอย่างเช่น เนื่องจากเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนในปัจจุบันมีราคาถูกกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลในหลายประเทศ เครดิตคาร์บอนหลายร้อยล้านตันที่มาจากโครงการพลังงานหมุนเวียนที่กำลังซื้อขายกันอยู่นั้น จึงน่าจะไม่ได้ “เกิดขึ้นเพิ่มเติม” จริง

การทบทวนโครงการกังหันลม 1,350 แห่งทั่วอินเดียพบว่า 52% ของโครงการเหล่านี้น่าจะถูกสร้างขึ้นอยู่แล้ว แม้จะไม่มีรายได้จากเครดิต CDM ซึ่งเท่ากับเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดอย่างไม่เหมาะสม และน่าจะทำให้การปล่อยก๊าซทั่วโลกเพิ่มขึ้น

ปัจจุบัน โครงการพลังงานหมุนเวียนมีโอกาสน้อยมากที่จะ “เกิดขึ้นเพิ่มเติม” ถึงขนาดที่หลายองค์กรจดทะเบียนตลาดสมัครใจรายใหญ่ เช่น Verra และ Gold Standard ไม่อนุญาตให้โครงการพลังงานหมุนเวียนใหม่เข้ามาขึ้นทะเบียนแล้ว อย่างไรก็ตาม เครดิตจากพลังงานหมุนเวียนก็ยังสามารถซื้อได้อยู่ดี รายงานของ Bloomberg พบว่าในปี 2021

“หนึ่งในสามของเครดิตชดเชยคาร์บอนที่ซื้อจากโครงการ 100 อันดับที่ขายดีที่สุดนั้นมาจากพลังงานหมุนเวียน”

ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2025 โครงการพลังงานหมุนเวียนที่เชื่อมต่อเข้ากับโครงข่ายไฟฟ้าทุกโครงการ ที่ยื่นประเมินต่อ Integrity Council for the Voluntary Carbon Market (ICVCM) ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลตลาดสมัครใจ ถูกปฏิเสธไม่ให้ใช้ฉลาก Core Carbon Principles เพราะขาดความเป็น “Additionality”

ปริมาณการชดเชยมักถูกประเมินเกินจริง

ในทำนองเดียวกัน โครงการที่ออกเครดิตโดยอ้างว่าได้ลดหรือหลีกเลี่ยงการตัดไม้ทำลายป่า หรือการเสื่อมโทรมของป่า ก็ตรวจสอบได้ยาก เนื่องจากต้องแสดงหลักฐานว่า หากไม่ได้รับเงินทุนสนับสนุน ป่าที่มีอยู่จะถูกตัดหรือเสื่อมโทรมในอัตราที่สูงกว่า โครงการชดเชยคาร์บอนจากป่าไม้ถูกเปิดโปงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่ามีการดำเนินธุรกิจที่ฉ้อโกง เช่น

การวิเคราะห์หนึ่งพบว่า Verra ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานรับรองเครดิตคาร์บอนรายใหญ่ที่สุดของโลกประเมินภัยคุกคามจากการตัดไม้ทำลายป่าเกินจริงโดยเฉลี่ยถึง 400% ส่งผลให้กว่า 90% ของเครดิตชดเชยจากป่าไม้ที่ออกมา “ไม่ได้สะท้อนถึงการลดคาร์บอนจริง”

การสืบสวนในปี 2023 เกี่ยวกับโครงการหลีกเลี่ยงการตัดไม้ในซิมบับเวซึ่งออกเครดิตคาร์บอนถึง 42 ล้านตัน พบว่ามีเพียง 15 ล้านเครดิตเท่านั้นที่ลดการปล่อยก๊าซได้จริงเนื่องจากการปั่นตัวเลข baseline

ประเทศในสหภาพยุโรปก็ถูกเปิดโปงว่า ปั่นตัวเลขเป้าหมายการตัดไม้ เพื่อรับเครดิตคาร์บอนส่วนเกิน คิดเป็นมูลค่าเทียบเท่าการปล่อย CO2 กว่า 120 ล้านตัน

งานวิชาการหลายฉบับชี้ให้เห็นว่า ความพยายามลดการปล่อยก๊าซผ่านโครงการ REDD (การลดการปล่อยก๊าซจากการตัดไม้ทำลายป่าและการเสื่อมโทรมของป่า) และโครงการชดเชยคาร์บอนจากป่าไม้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ไม่ได้ช่วยลดการตัดไม้ทำลายป่า

การทบทวนเครดิตประเภท Improved Forest Management ซึ่งคิดเป็น 11% ของเครดิตตลาดสมัครใจทั้งหมดจนถึงปัจจุบัน พบว่าการออกเครดิตประเภทนี้ ไม่สอดคล้องกับความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ และมีความเสี่ยงสูงที่จะประเมินปริมาณคาร์บอนที่ถูกกำจัดเกินจริง

การชดเชยคาร์บอนที่อิงกับธรรมชาติมีความเสี่ยงเรื่องการปล่อยกลับและการรั่วไหล

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของการชดเชยคาร์บอนแบบ nature-based offsets คือข้อสมมุติพื้นฐาน – ซึ่งไม่ถูกต้อง – ของกลไกการชดเชย นั่นคือ การถือว่าการปล่อยก๊าซทุกชนิดเทียบเท่าและทดแทนกันได้ (fungible) แต่ความจริงแล้ว การปล่อยคาร์บอนหนึ่งตันจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ไม่อาจชดเชยอย่างเท่าเทียมด้วยการดูดซับคาร์บอนหนึ่งตันจากการปลูกป่า

คาร์บอนที่ปล่อยจากเชื้อเพลิงฟอสซิลถูกกักเก็บอยู่ใต้พื้นโลกในรูปที่มั่นคงมานานนับล้านปี ในขณะที่คาร์บอนที่ป่าไม้ดูดซับได้จะถูกเก็บไว้ได้ดีที่สุดเพียงไม่กี่ทศวรรษ จนต้นไม้เริ่มย่อยสลาย ดังนั้น แม้ว่าการกักเก็บคาร์บอนในระบบนิเวศจะช่วยชะลอความร้อนระยะสั้นได้ เครดิตคาร์บอนที่อิงกับธรรมชาติไม่ควรถูกมองว่าเทียบเท่ากับการปล่อยจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

เครดิตคาร์บอนบางประเภทโดยเฉพาะโครงการที่อิงกับธรรมชาติ ยัง ขาดความยั่งยืนถาวร (permanence) มีความเสี่ยงสูงที่คาร์บอนที่กักเก็บไว้จะถูกปล่อยกลับสู่ชั้นบรรยากาศก่อนเวลาอันควร จากเหตุการณ์ตามธรรมชาติหรือจากมนุษย์ เช่น ไฟป่า หรือการตัดไม้ทำลายป่า

รายงานหนึ่งที่ศึกษาการหลีกเลี่ยงการตัดไม้ทำลายในกัมพูชา โดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียม พบว่า หลังจากสี่ปี พื้นที่กว่าครึ่งถูกเคลียร์ป่าออกไป ในปี 2021 Los Angeles Times รายงานว่า โครงการชดเชยคาร์บอนจากป่าไม้ในแคลิฟอร์เนีย ยังคงขายเครดิตอยู่ แม้ว่าต้นไม้จำนวนมากถูกไฟป่าเผาทำลายไปแล้ว

นอกจากนี้ โครงการชดเชยที่พยายามลดหรือหลีกเลี่ยงการปล่อยในพื้นที่หนึ่ง อาจทำให้การปล่อยก๊าซเพิ่มขึ้น หรือ “รั่วไหล” ไปยังอีกพื้นที่หนึ่งแทน การทบทวนโครงการชดเชยคาร์บอนจากธรรมชาติในปี 2023 ชี้ว่า

“การรั่วไหลถูกประเมินต่ำไปอย่างมากในทางปฏิบัติ และความพยายามในการปรับปรุงวิธีการคำนวณในปัจจุบันก็ไม่น่าจะทำให้ได้ความแม่นยำที่จำเป็น”

เครดิตคุณภาพต่ำถูกออกมาเกินความต้องการ

มีการออกเครดิตคาร์บอนจำนวนมากที่มีโอกาสต่ำในการลดการปล่อยก๊าซจริง จนทำให้ตลาดเกิดภาวะ อุปทานล้น ข้อมูลจาก Berkley Carbon Trading Project ระบุว่า ปัจจุบันตลาดสมัครใจ (VCM) มีเครดิตส่วนเกินถึง 829 ล้านหน่วย นับเฉพาะที่ออกโดยหน่วยงานขึ้นทะเบียนหลัก 4 แห่ง

เนื่องจากอุปทานล้นตลาด ราคาของเครดิตจึงต่ำเกินกว่าจะสะท้อน ต้นทุนที่แท้จริงของคาร์บอน ซึ่งหมายความว่า ประเทศและบริษัทต่างๆ สามารถซื้อเครดิต “ด้อยคุณภาพ” ได้ในราคาถูกกว่าการลดการปล่อยก๊าซจริง

ตัวอย่างเช่น งานวิจัยที่วิเคราะห์กิจกรรมในตลาด VCM พบว่า ในช่วงปี 2020–2023 บริษัท 20 อันดับแรกที่ซื้อเครดิตชดเชยคาร์บอนมากที่สุด ส่วนใหญ่เลือกเครดิตคุณภาพต่ำและราคาถูก โดย 87% ของเครดิตเหล่านี้ “มีความเสี่ยงสูงที่จะไม่สามารถสร้างการลดการปล่อยก๊าซที่จริงและเพิ่มเติม”

เครดิตส่วนใหญ่ที่บริษัทเหล่านี้ซื้อ มาจากโครงการอนุรักษ์ป่าไม้และโครงการพลังงานหมุนเวียน

ผู้ซื้อกระจายอยู่หลากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น ยานยนต์ การบิน น้ำมันและก๊าซ สินค้าอุปโภคบริโภค และธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งในความเป็นจริง พวกเขามีทางเลือกในการลดการปล่อยคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทานของตนเองได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีต้นทุนสูงกว่า

โครงการชดเชยคาร์บอนก่อให้เกิดการฉ้อโกงและละเมิดสิทธิมนุษยชน

นอกจากจะไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซได้ตามที่สัญญาไว้ โครงการชดเชยคาร์บอนยังถูกเชื่อมโยงกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและความขัดแย้งเรื่องที่ดิน ซึ่งมักจะผลักดันให้ชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นต้องออกจากพื้นที่ของตน

บ่อยครั้ง โครงการชดเชยถูกโฆษณาว่าออกแบบมาเพื่อสร้างประโยชน์ให้ชุมชนในพื้นที่ แต่ในความจริง เงินทุนกลับตกไปอยู่ในกระเป๋าของคนกลางและผู้พัฒนาโครงการ หลายรายยังมีพฤติกรรมฉ้อโกง เช่น ปั่นตัวเลขความเสี่ยงของการตัดไม้ทำลายป่า (baseline) ให้เกินจริง เพื่อให้ตนเองมีสิทธิ์ได้รับเงินเพิ่มขึ้น

เนื่องจากการคำนวณการปล่อยคาร์บอนมีความซับซ้อน จึงมีช่องทางให้ประเทศและบริษัทต่างๆ ใช้กลยุทธ์ทางบัญชีเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายตนเอง

ข้อกังวลใหญ่ประการหนึ่งคือ ความไม่สอดคล้องกันของระบบบัญชีคาร์บอน ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหา การนับซ้ำ (double counting) เช่น การลดการปล่อยก๊าซจากเครดิตเดียวกันถูกนับรวมทั้งโดยประเทศที่พัฒนาเครดิต และโดยประเทศที่ซื้อเครดิตนั้นไปใช้ ประเด็นนี้กำลังอยู่ระหว่างการเจรจา ในการหารือเรื่องการใช้กลไกซื้อขายคาร์บอนภายใต้ความตกลงปารีส

การกล่าวอ้างเรื่องการชดเชยคาร์บอนก่อให้เกิดความเสี่ยงทางกฎหมาย

การกล่าวอ้างที่ทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับผลลัพธ์จากการใช้การชดเชยคาร์บอน กำลังนำไปสู่ ความเสี่ยงด้านชื่อเสียงและความเสี่ยงทางกฎหมายที่เพิ่มขึ้น สำหรับบริษัทต่างๆ สะท้อนให้เห็นว่าศาลหลายแห่งเห็นพ้องกันว่า การชดเชยคาร์บอนไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศอย่างแท้จริง

ตัวอย่างเช่น ในปี 2023 ศาลภูมิภาคแห่งหนึ่งในเยอรมนีมีคำตัดสินว่า คำโฆษณาที่สายการบิน Eurowings อ้างว่าบริษัทมีความเป็นกลางทางคาร์บอนด้วยการใช้การชดเชย เป็นการทำให้เข้าใจผิดและละเมิดกฎหมายเยอรมัน

คดีความลักษณะเดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก จนทำให้บริษัทจำนวนมาก ยกเลิกการกล่าวอ้างเรื่องความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) และเป้าหมาย Net Zero ที่อิงกับการใช้การชดเชยคาร์บอน

มีทางเลือกอื่นในการระดมทุนเพื่อการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ

แม้โครงการออกเครดิตคาร์บอนมักจะ จัดสรรเงินลงสู่ผู้ดำเนินโครงการในพื้นที่จริงเพียงเล็กน้อย แต่โครงการเหล่านี้ก็ถูกผลักดันให้เป็นกลไกในการระดมทุนด้านสภาพภูมิอากาศที่จำเป็นอย่างมากไปยังประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะการปกป้องธรรมชาติซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนต่ำมาก อย่างไรก็ตาม ยังมีช่องทางอื่นที่เหมาะสมกว่าในการจัดสรรเงินทุนเพื่อแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ

ธุรกิจต่างๆ สามารถสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซและโครงการสภาพภูมิอากาศอื่นๆ โดยไม่จำเป็นต้องอ้างสิทธิ์เครดิตคาร์บอน สถาบัน NewClimate แนะนำว่า บริษัทสามารถดำเนินการได้โดย กำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (internal carbon price) และใช้เงินที่ได้มาสนับสนุนโครงการสภาพภูมิอากาศนอกห่วงโซ่มูลค่าของตน การ “สนับสนุนสภาพภูมิอากาศ” (climate contribution) ที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็น

“พันธสัญญาทางการเงินที่เป็นส่วนเสริม – และไม่ใช่สิ่งมาทดแทน – การลดรอยเท้าคาร์บอนขององค์กรโดยตรง”

อุตสาหกรรมการชดเชยคาร์บอนได้สร้าง ภาพเล่าเรื่องว่าการระดมทุนมีอยู่อย่างจำกัด ในความเป็นจริง ปัญหากลับไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงิน แต่คือ วิธีจัดสรรและใครเป็นคนตัดสินใจ

ในปี 2022 ประเทศในซีกโลกเหนือ (Global North) ใช้เงินไปกับ เงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลมากกว่าการให้เงินช่วยเหลือด้านสภาพภูมิอากาศแก่ประเทศในซีกโลกใต้ (Global South) ถึงเกือบ 80 เท่า โดยในขณะที่พวกเขามอบเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าเพื่อสภาพภูมิอากาศเพียง 31,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลับใช้งบประมาณมหาศาลอุดหนุนพลังงานฟอสซิล

งานวิจัยโดย Oil Change International ชี้ว่า หากประเทศร่ำรวย ยกเลิกการอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลของภาครัฐและจัดเก็บภาษีคาร์บอนหรือภาษีด้านภูมิอากาศที่สูงขึ้น อาจระดมเงินได้กว่า 5.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อใช้แก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศและสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนา

การดึงคาร์บอนจากบรรยากาศ(Carbon Removal) อาจมีบทบาทเพียงเล็กน้อยในการจำกัดภาวะโลกร้อน

นอกเหนือจากการลดและการหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซ โครงการชดเชยคาร์บอนยังรวมถึงการดึงคาร์บอนจากบรรยากาศ (carbon removal) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียงเล็กน้อย – ประมาณ 3% ของเครดิตในตลาดสมัครใจ (VCM) ในปี 2023

เนื่องจากเราได้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปมากเกินไปแล้ว ทุกสถานการณ์จำลองที่สามารถจำกัดอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5°C หรือ 2°C ในรายงานล่าสุดของ คณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) จึงรวมถึง การดึงคาร์บอนและกักเก็บคาร์บอนบางระดับออกจากบรรยากาศ สะท้อนถึง “ความจำเป็นในเชิงทฤษฎี” ที่จะต้องมีการกำจัดคาร์บอนในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง การดำเนินดึงคาร์บอนจากบรรยากาศเผชิญกับปัญหาหลายด้าน และการฝากความหวังไว้กับความเป็นไปได้ของการกำจัดคาร์บอนในระดับมหาศาลในอนาคต ถือว่า เสี่ยงสูงและไม่แน่นอนอย่างยิ่ง นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า อาจเป็นไปไม่ได้ที่จะดึงคาร์บอนจากบรรยากาศในระดับพันล้านตันต่อปี ตามที่สถานการณ์จำลองกำหนดไว้เพื่อดึงอุณหภูมิกลับมาสู่ 1.5°C หรือ 2°C

แนวทางการดึงคาร์บอนจากบรรยากาศด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน ยังไม่เคยพิสูจน์ว่าใช้ได้จริงในระดับอุตสาหกรรม และเผชิญกับอุปสรรคในการดำเนินการอย่างมาก เทคโนโลยีเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายสูงมาก (และน่าจะสูงกว่ามาตรการลดการปล่อยส่วนใหญ่ไปอีกนาน)

เทคโนโลยีในลักษณะเดียวกันที่ใช้จับคาร์บอนจากแหล่งกำเนิดการปล่อย (carbon capture and storage หรือ CCS) โดยเฉพาะที่ใช้อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ ก็มีความคืบหน้าเชื่องช้าและมีประวัติ “ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง” ตามรายงานของ International Energy Agency ปี 2023 และถึงแม้จะสามารถทำงานในวงกว้างได้ เทคโนโลยีนี้ก็ ยิ่งทำให้การเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลดำเนินต่อไป

ประเด็นทั้งหมดนี้ ตอกย้ำความจำเป็นในการดำเนินมาตรการลดการปล่อยที่มีอยู่แล้วทันที และเร่งลดการปล่อยก๊าซอย่างลึกและรวดเร็วในตอนนี้

หนทางข้างหน้า: แยกการชดเชยคาร์บอนออกจากข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์

การใช้การชดเชยคาร์บอน ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางวิทยาศาสตร์ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และหลีกเลี่ยงภาวะโลกร้อนที่เกินระดับปลอดภัย การชดเชยคาร์บอนไม่ได้กำจัดคาร์บอนออกจากชั้นบรรยากาศอย่างถาวร แต่กลับเป็น วิธีราคาถูกที่ทำให้บริษัทและประเทศต่างๆ สามารถปล่อยก๊าซต่อไปตามรูปแบบธุรกิจเดิม แทนที่จะลงทุนในมาตรการลดการปล่อยที่มีความหมายจริง

จากการวิเคราะห์ทะเบียนเครดิตคาร์บอนสมัครใจ 20 แห่ง สำหรับเครดิตที่ถูกยกเลิกการใช้งานระหว่างเดือนมกราคม 2020 ถึงธันวาคม 2022 พบว่า ผู้ใช้เครดิตคาร์บอนรายใหญ่ที่สุดคือผู้ผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิล ผู้ผลิตรถยนต์ และบริษัทเทคโนโลยีบริษัทอย่าง Shell, Volkswagen และ Chevron – ซึ่งเป็น 3 บริษัทที่ซื้อเครดิตคาร์บอนมากที่สุด – ต่างมีทางเลือกในการลดการปล่อยก๊าซในธุรกิจของตนเอง

งานศึกษาที่วิเคราะห์วิธีการใช้การชดเชยคาร์บอนในกลยุทธ์ Net Zero ของบริษัทน้ำมันรายใหญ่ 4 แห่ง พบว่า ไม่มีบริษัทใดมีแผนจะยุติการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจริงๆ

ท้ายที่สุดแล้ว การชดเชยคาร์บอนสร้างผลเสียมากกว่าผลดีต่อการลดการปล่อยโดยรวม ตลาดสมัครใจ (VCM) ล้มเหลวในการสร้างผลกระทบที่แท้จริง และยังคงมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ การใช้การชดเชยคาร์บอนโดยบริษัทและรัฐบาล จึงควรถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดต่อไป การชดเชยจากการหลีกเลี่ยงและการลดการปล่อย ไม่มีที่ยืนในนโยบายภูมิอากาศที่มุ่งมั่นอย่างแท้จริง

การลดการปล่อยโดยตรงควรเป็นทางเลือกแรกเสมอ และต้องมาก่อนการกำจัดคาร์บอน มาตรการที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถจำกัดภาวะโลกร้อน (เช่น การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ และการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน) ยัง คุ้มค่ากว่าด้วย ปัจจุบันมีตัวเลือกการลดการปล่อยอีกหลากหลายที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้เต็มศักยภาพ

การสนับสนุนการฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสื่อมโทรม และการปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ ควรดำเนินควบคู่กับมาตรการลดการปล่อยอื่นๆ และความจำเป็นเชิงทฤษฎีในการจูงใจให้เกิดการกำจัดคาร์บอนที่ถาวรและแท้จริง แต่การสนับสนุนเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งกลไกตลาดที่ซื้อขายเครดิตคาร์บอน

แหล่งทุนสามารถจัดหาได้จากช่องทางอื่น นอกเหนือจากรายได้จากการชดเชยคาร์บอน เช่น เงินทุนสาธารณะ รวมถึงรายได้จากการเก็บภาษีความมั่งคั่ง ภาษีเชื้อเพลิงฟอสซิล และการบริจาคเพื่อสภาพภูมิอากาศจากบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ควรมี การสนับสนุนโดยตรงและเฉพาะเป้าหมาย สำหรับประเทศที่มีพื้นที่ป่ามากและประเทศกำลังพัฒนา

หมายเหตุ:

การชดเชยคาร์บอนในตลาดสมัครใจ (VCM) ขณะนี้มีราคาประมาณ 1–10 ดอลลาร์สหรัฐต่อหน่วย (ข้อมูล ณ กุมภาพันธ์ 2025) รายงานของ High-Level Commission on Carbon Prices ปี 2017 ประเมินว่าราคาคาร์บอนควรอยู่ที่ 40–80 ดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2020 และ 50–100 ดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 จึงจะสอดคล้องกับเป้าหมายอุณหภูมิตามความตกลงปารีส งานวิจัยอื่นๆ ประเมินว่า ต้นทุนคาร์บอนที่แท้จริงสูงกว่านี้มาก อยู่ที่ประมาณ 185 ดอลลาร์สหรัฐต่อการปล่อย CO2 หนึ่งตัน

IPCC กำหนดวัตถุประสงค์สองประการสำหรับการกำจัดคาร์บอน ได้แก่ (1)เพื่อนำไปชดเชยการปล่อยก๊าซที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากกิจกรรมบางประเภทที่ยากต่อการลดการปล่อย (“hard-to-abate”) (2) เพื่อลดก๊าซ CO2 ส่วนเกินที่เราได้ปล่อยสะสมไปในอดีต เพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาระดับการปล่อยให้อยู่ในงบประมาณคาร์บอน (ซึ่งงานวิจัยชี้ว่าเราน่าจะใช้เกินในอีก 6–10 ปี)

เช่นเดียวกับการชดเชยจากการหลีกเลี่ยงและการลดการปล่อย การกำจัดคาร์บอนไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในกลยุทธ์ของบริษัทเพื่อชดเชยการปล่อยที่สามารถหลีกเลี่ยงได้

แม้เทคโนโลยีที่ใช้จะคล้ายกัน แต่การกำจัดคาร์บอน(carbon removal)จะจับก๊าซ CO2 ที่กระจายในบรรยากาศ ในขณะที่การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (carbon capture and storage – CCS) จะจับก๊าซที่ปล่อยออกมาจากแหล่งกำเนิดการปล่อยโดยตรงของกระบวนการอุตสาหกรรม

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading