Taragraphies — Header Component

Article 6 ไม่ใช่ทางออกด้านสภาพภูมิอากาศ

คาร์บอนเครดิตกลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง ภายใต้ Article 6 ของความตกลงปารีส ประเทศต่าง ๆ สามารถซื้อขายผลลัพธ์การลดก๊าซเรือนกระจกและนำไปอ้างเป็นความก้าวหน้าในการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของตนได้ ในทางทฤษฎี กลไกนี้อาจช่วยลดต้นทุน เร่งการถ่ายทอดเทคโนโลยี และระดมเงินทุนได้ แต่การประเมินกติกา Article 6 ล่าสุด นี่คือสัญญาณเตือนมากกว่าข่าวดี เพราะกติกาโดยเฉพาะ Article 6.2 ที่เป็นการซื้อขายแบบทวิภาคียังไม่เข้มแข็งพอจะรับประกันความถูกต้องเชิงสิ่งแวดล้อม ความโปร่งใส ความรับผิดรับชอบและความเป็นธรรมได้จริง สำหรับประเทศไทย นี่ไม่ใช่ประเด็นเชิงวิชาการ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับทิศทางการออกกฎหมายและนโยบายในมือของเรา ไม่ว่าจะเป็นร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การออกแบบระบบซื้อขายสิทธิการปล่อย (ETS) การวางบทบาทของ T-VER และ “Premium” และการเจรจาดีล Article 6 แบบทวิภาคี คำถามคือไทยจะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ประชาชน และความน่าเชื่อถือของตัวเองได้แค่ไหน หากจะเข้าร่วม Article 6.2 เปิดช่องให้การโอนผลลัพธ์คุณภาพต่ำถูกทำให้ถูกต้องตามกติกา Article 6 มีสองแนวทางหลัก: Article 6.2 (การซื้อขายผลลัพธ์แบบทวิภาคีหรือพหุภาคีที่กระจายอำนาจ กำกับดูแลหลวม) และ Article 6.4 […]

รู้เท่าทันกลไกชดเชยคาร์บอน

คู่มือเบื้องต้นนี้ที่เรียบเรียงจาก https://zerocarbon-analytics.org/archives/netzero/carbon-offsets-primer ชี้ให้เห็นว่าการชดเชยคาร์บอนโดยหลักการแล้วไม่ได้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และในทางปฏิบัติก็ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ยังมีแนวทางอื่นๆ ในการจัดสรรเงินทุนเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศที่สามารถนำมาใช้แทนได้ ประเด็นสำคัญ: การชดเชยคาร์บอนคืออะไร? การชดเชย (offsetting) หมายถึง การใช้ เครดิต ซึ่งเทียบเท่ากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่น ๆ หนึ่งตันที่ถูกหลีกเลี่ยง ลด หรือกำจัด โดยประเทศ บริษัท หรือบุคคล เพื่อนำไป “ลบล้าง” การปล่อยก๊าซของตนที่เกิดขึ้นที่อื่น เมื่อเครดิตถูกนำมาใช้เพื่อลดการปล่อยแล้ว เครดิตนั้นจะถูกยกเลิก (retired) และไม่สามารถนำกลับมาใช้อีกได้ เครดิตคาร์บอนสามารถซื้อขายได้ในตลาดคาร์บอนสองประเภท คือ ตลาดบังคับ (compliance) และ ตลาดสมัครใจ (voluntary) ตลาดบังคับ (compliance markets) อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยรัฐบาล และเกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซที่ถูกกำหนดโดยกฎหมาย ตัวอย่างเช่น ระบบเพดานและการซื้อขาย (cap-and-trade) หรือระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซ (ETS) เช่น ระบบ ETS ของสหภาพยุโรป (EU ETS) โดยบางระบบบังคับเหล่านี้อนุญาตให้ใช้การชดเชยคาร์บอนในสัดส่วนที่จำกัดเพื่อปฏิบัติตามข้อกำหนดการลดการปล่อย ตลาดสมัครใจ (voluntary carbon market – VCM) ส่วนใหญ่ไม่มีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด เปิดโอกาสให้บริษัทหรือบุคคลใช้การชดเชยคาร์บอนเพื่อลดการปล่อย โดยไม่ได้มีข้อผูกพันทางกฎหมาย […]

ตลาดคาร์บอนแห่งแคลิฟอร์เนียมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ

มันเปรียบเสมือนเสียงไซเรนเตือนภัย ผลการประมูลโควตาคาร์บอนครั้งล่าสุดของรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม แสดงให้เห็นว่าราคาตกลงไปแตะระดับต่ำสุด ในแต่ละไตรมาส บริษัทต่างๆ จะต้องซื้อเครดิตเพื่อครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ความต้องการที่อ่อนแอและรายได้จากการประมูลที่ลดลง ถือเป็นข่าวร้ายสำหรับฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งกำลังพยายามอุดช่องว่างงบประมาณมูลค่า 12,000 ล้านดอลลาร์ การประมูลที่ซบเซายังสะท้อนถึงความไม่มั่นใจของภาคธุรกิจว่าระบบ “cap-and-trade” ของแคลิฟอร์เนีย—ซึ่งเป็นตลาดคาร์บอนขนาดใหญ่อันดับสี่ของโลก—จะยังคงมีอยู่ต่อไปหรือไม่ อเมริกาถือว่าล้าหลังในการกำหนดราคาคาร์บอน ครั้งสุดท้ายที่สภาคองเกรสพิจารณา (แต่ไม่ได้รับรอง) แผน cap-and-trade ในระดับชาติจริงจังนั้น บารัค โอบามา เพิ่งเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี และเลดี้ กาก้า กำลังทัวร์คอนเสิร์ตครั้งแรกของเธอ บางรัฐ ส่วนใหญ่เป็นรัฐที่พรรคเดโมแครตครองอำนาจ ได้เดินหน้าเชิงรุกมากกว่า กลุ่มรัฐฝั่งตะวันออกได้ก่อตั้งโครงการซื้อขายสิทธิการปล่อยมลพิษสำหรับภาคพลังงานตั้งแต่ปี 2005 แคลิฟอร์เนียเปิดตลาดคาร์บอนครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจในปี 2013 วอชิงตันตามมาในปี 2023 แต่ราคาที่ร่วงลงของแคลิฟอร์เนียกำลังบ่งชี้ถึงปัญหา นโยบายใหม่ๆ ที่กำลังถกเถียงกัน (หรือไม่) ในสภานิติบัญญัติฝั่งตะวันตกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า อาจเป็นตัวชี้ชะตาว่ารัฐอื่นๆ จะก้าวเข้าสู่ตลาดคาร์บอนที่บูรณาการ หรือระบบตลาดที่มีอยู่จะล่มสลาย ผลลัพธ์จะส่งผลต่อระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอเมริกาโดยตรง ปัญหาของระบบ cap-and-trade ในแคลิฟอร์เนียเริ่มต้นมาตั้งแต่วันแรกที่โครงการถือกำเนิด แทนที่จะอนุมัติระบบนี้ให้ดำเนินต่อไปตราบเท่าที่จำเป็นจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์—ซึ่งรัฐคาดว่าจะทำได้ภายในปี 2045 (แม้เรื่องนี้จะยังเป็นที่ถกเถียง)—ฝ่ายนิติบัญญัติกลับให้ไฟเขียวเพียงจนถึงปี 2020 ในที่สุดโครงการก็ถูกขยายออกไปจนถึงปี 2030 […]

องค์กรพัฒนาเอกชนระบุ Voluntary Carbon Markets Integrity Initiative (VCMI) เสี่ยงที่จะเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับการชดเชยคาร์บอน และทำให้การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศของภาคธุรกิจล่าช้าออกไปจากความเป็นจริง

ในแนวทางใหม่ที่ออกมา โครงการริเริ่มความน่าเชื่อถือของตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ (VCMI) [1] กำลังส่งเสริมให้มีการใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อกลบเกลื่อนความจริงที่ว่าบริษัทต่างๆ ที่ประสบปัญหาในการจัดการกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภทที่ 3 (Scope 3) กำลังหลุดจากเส้นทางของพันธสัญญาที่ตั้งไว้ องค์กรพัฒนาเอกชน เช่น ECOS, NewClimate Institute, Carbon Market Watch และ Milieudefensie ได้วิพากษ์วิจารณ์แนวทางดังกล่าว โดยระบุว่าคาร์บอนเครดิตไม่ควรถูกนำมาใช้แทนการลดการปล่อยโดยตรง โครงการริเริ่มความน่าเชื่อถือของตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ (VCMI) ได้เผยแพร่แนวทางใหม่สำหรับบริษัทต่างๆ เกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภทที่ 3 (Scope 3) ซึ่งเป็นการปล่อยทางอ้อมจากห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท [2] แนวทางนี้เปิดช่องให้บริษัทสามารถพึ่งพาคาร์บอนเครดิตในการอ้างความก้าวหน้าต่อเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของตนไปจนถึงปี 2040 — ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และอาจสร้างความเสียเปรียบต่อบริษัทที่ดำเนินการจริงจัง รวมถึงเปิดโอกาสให้บริษัทอื่นใช้เป็นเครื่องมือในการปกปิดการไม่ลงมือแก้ปัญหาอย่างแท้จริง องค์กรพัฒนาเอกชนระบุว่า วิธีเดียวที่บริษัทจะสามารถลดคาร์บอนได้จริงคือการลดการปล่อยจากต้นทาง หากเปิดทางให้ชดเชยช่องว่างการปล่อยผ่านคาร์บอนเครดิตไปอีก 15 ปีตามแนวทางของ VCMI ก็เสี่ยงที่จะกลายเป็นการเลี่ยงการลด Scope 3 อย่างจริงจัง การลดการปล่อยควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่ในอีกสิบปีข้างหน้า การลดการปล่อยเป็นเรื่องยาก — แต่เป็นสิ่งจำเป็น องค์กรพัฒนาเอกชนและนักวิทยาศาสตร์ [3] [4] […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings