Taragraphies — Header Component

ในแนวทางใหม่ที่ออกมา โครงการริเริ่มความน่าเชื่อถือของตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ (VCMI) [1] กำลังส่งเสริมให้มีการใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อกลบเกลื่อนความจริงที่ว่าบริษัทต่างๆ ที่ประสบปัญหาในการจัดการกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภทที่ 3 (Scope 3) กำลังหลุดจากเส้นทางของพันธสัญญาที่ตั้งไว้ องค์กรพัฒนาเอกชน เช่น ECOS, NewClimate Institute, Carbon Market Watch และ Milieudefensie ได้วิพากษ์วิจารณ์แนวทางดังกล่าว โดยระบุว่าคาร์บอนเครดิตไม่ควรถูกนำมาใช้แทนการลดการปล่อยโดยตรง

โครงการริเริ่มความน่าเชื่อถือของตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ (VCMI) ได้เผยแพร่แนวทางใหม่สำหรับบริษัทต่างๆ เกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภทที่ 3 (Scope 3) ซึ่งเป็นการปล่อยทางอ้อมจากห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท [2] แนวทางนี้เปิดช่องให้บริษัทสามารถพึ่งพาคาร์บอนเครดิตในการอ้างความก้าวหน้าต่อเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของตนไปจนถึงปี 2040 — ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และอาจสร้างความเสียเปรียบต่อบริษัทที่ดำเนินการจริงจัง รวมถึงเปิดโอกาสให้บริษัทอื่นใช้เป็นเครื่องมือในการปกปิดการไม่ลงมือแก้ปัญหาอย่างแท้จริง

องค์กรพัฒนาเอกชนระบุว่า วิธีเดียวที่บริษัทจะสามารถลดคาร์บอนได้จริงคือการลดการปล่อยจากต้นทาง หากเปิดทางให้ชดเชยช่องว่างการปล่อยผ่านคาร์บอนเครดิตไปอีก 15 ปีตามแนวทางของ VCMI ก็เสี่ยงที่จะกลายเป็นการเลี่ยงการลด Scope 3 อย่างจริงจัง การลดการปล่อยควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่ในอีกสิบปีข้างหน้า

การลดการปล่อยเป็นเรื่องยาก — แต่เป็นสิ่งจำเป็น

องค์กรพัฒนาเอกชนและนักวิทยาศาสตร์ [3] [4] [5] ระบุว่า การลดการปล่อยจากต้นทางคือเส้นทางเดียวที่มีความน่าเชื่อถือในการบรรลุเป้าหมาย net zero คาร์บอนเครดิตอาจเบี่ยงเบนความสนใจและทรัพยากรไปจากการลดการปล่อยโดยตรง ทำให้แรงจูงใจในการลดการปล่อยประเภทที่ 3 (Scope 3) ของบริษัทอ่อนแอลง การชะลอการดำเนินการที่แท้จริงออกไปกว่าทศวรรษจะยิ่งทำให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น ขณะที่เปิดช่องให้บริษัทสามารถอ้างบทบาทผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศอย่างผิด ๆ ได้

การเปิดให้ใช้คาร์บอนเครดิตใน Scope 3 [6] เท่ากับเป็นการลดคุณค่าของบริษัทที่ดำเนินการลดการปล่อยจริงจัง ภายใต้แนวทางใหม่ของ VCMI อาจไม่สามารถแยกแยะได้อย่างชัดเจนระหว่างบริษัทที่เป็นผู้นำในการลดการปล่อย กับบริษัทที่เพียงแค่ซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อหลีกเลี่ยงการลดจริง

เทีย ลิงเซธ (Thea Lyngseth) เจ้าหน้าที่โครงการจาก ECOS — Environmental Coalition on Standards กล่าวว่า:

“การลดการปล่อยประเภทที่ 3 (Scope 3) เป็นภาระใหญ่สำหรับบริษัทต่างๆ และนั่นคือเหตุผลที่พวกเขาต้องการความช่วยเหลือ แต่คาร์บอนเครดิตไม่ใช่คำตอบ เพราะการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ได้หายไปเฉยๆ — และก็ไม่ควรหายไปจากข้อมูลเช่นกัน การลงทุนในคาร์บอนเครดิตแทนที่จะลดการปล่อยจากต้นทาง ไม่เพียงแต่ทำให้การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศล่าช้าออกไป แต่ยังเป็นการเสียเวลาและทรัพยากรของบริษัทโดยเปล่าประโยชน์”

โธมัส เดย์ จาก NewClimate Institute กล่าวว่า:

“การใช้ข้ออ้างตามแนวทาง ‘Scope 3 Claim’ ของ VCMI เสี่ยงที่จะฉุดรั้งความทะเยอทะยานด้านสภาพภูมิอากาศของภาคธุรกิจ ซึ่งแม้ปัจจุบันก็ยังไม่เพียงพออยู่แล้ว เราเชื่อว่าเป็นไปได้สูงที่ ‘Scope 3 Claim’ นี้จะทำให้ผู้ลงทุน ผู้บริโภค และหน่วยงานกำกับดูแลเข้าใจผิด เพราะเปิดทางให้บริษัทที่ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยอย่างดูดีในเชิงวาทกรรม ยังคงเพิ่มการปล่อยจริงในระยะสั้นต่อไปได้ และอาจสร้างความเสียเปรียบให้กับบริษัทที่มีแผนยุทธศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศอย่างแท้จริง โดยเปิดโอกาสให้คู่แข่งที่ล้าหลังสามารถกล่าวอ้างความก้าวหน้าเกินจริงได้”

นีลส์ เดอบอนเนอ เจ้าหน้าที่นโยบายอาวุโสจาก Milieudefensie กล่าวว่า:

“การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศของภาคธุรกิจที่สอดคล้องกับความตกลงปารีส หมายถึงการลดการปล่อยอย่างมากในทุกประเภท คาร์บอนเครดิตไม่ใช่ทางออกที่แท้จริง — เพราะมักล้มเหลวในการให้ผลประโยชน์ต่อสภาพภูมิอากาศตามที่อ้างไว้ และยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้คนและความหลากหลายทางชีวภาพอีกด้วย การอ้างอิงเป้าหมายโดยพึ่งพาคาร์บอนเครดิตจึงเป็นรากฐานที่ไม่มั่นคง และจะไม่สามารถผ่านการตรวจสอบจากภาคประชาสังคม หน่วยงานกำกับ หรือแม้แต่ศาลได้”

ลินด์เซย์ โอทิส นีลส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดคาร์บอนโลกจาก Carbon Market Watch กล่าวว่า:

“VCMI กำลังเสี่ยงต่อการบั่นทอนความน่าเชื่อถือของตนเอง ด้วยการเปิดทางให้บริษัทต่างๆ แสดงตนเป็นผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วกลับล้มเหลวต่อพันธสัญญาที่ตั้งไว้ และอาจเพิ่มการปล่อยทางอ้อม (Scope 3) ด้วยซ้ำ การเสนอแนวทางที่ให้รางวัลกับ ‘ภาพลักษณ์’ มากกว่าการลงมือจริง ไม่เพียงแต่ทำลายความไว้วางใจ แต่ยังทำให้การเปลี่ยนแปลงที่เร่งด่วนซึ่งวิกฤตสภาพภูมิอากาศเรียกร้อง ต้องล่าช้าออกไป”

หมายเหตุถึงบรรณาธิการ

[1] VCMI หรือโครงการริเริ่มความน่าเชื่อถือของตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ เป็นแพลตฟอร์มที่ให้บริการแก่บริษัทและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ ในการจัดซื้อคาร์บอนเครดิต โดยพัฒนาแนวทางและเกณฑ์ต่างๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อกำหนดว่าคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูงควรเป็นอย่างไร

[2] แนวทางใหม่ของ VCMI: https://vcmintegrity.org/scope-3-action/

[3] งานวิจัยในวารสาร Nature Communications: https://www.nature.com/articles/s41467-024-53645-z

[4] จดหมายร่วมขององค์กรพัฒนาเอกชน (กรกฎาคม 2024) ‘80+ องค์กรภาคประชาสังคมคัดค้านการใช้คาร์บอนออฟเซ็ต’: https://ecostandard.org/publications/joint-statement-80-civil-society-organisations-reject-the-use-of-offsets-to-meet-corporate-climate-targets/

[5] จดหมายเปิดผนึกจากภาคประชาสังคม (เมษายน 2024) ‘จดหมายเปิดผนึกเรื่องการใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อลดการปล่อย Scope 3’: https://carbonmarketwatch.org/publications/open-letter-on-the-use-of-carbon-credits-to-meet-scope-3-ghg-targets/

[6] นอกเหนือจากประเด็นนี้ งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาคุณภาพอย่างมีนัยสำคัญของคาร์บอนเครดิต ดูเพิ่มเติมได้ที่: Systematic assessment of the achieved emission reductions of carbon crediting projects | Nature Communications
อีกทั้งยังมีกรณีโครงการคาร์บอนเครดิตบางส่วนที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อสิทธิมนุษยชน ดูเพิ่มเติมได้ที่: Voluntary carbon market has failed the human rights test | Environment | Al Jazeera
อ่านเพิ่มเติม
• บทความจาก Carbon Market Watch (กันยายน 2024): ‘แนวทางใหม่ของ VCMI บ่อนทำลายความน่าเชื่อถือโดยไม่จำเป็น’
https://carbonmarketwatch.org/2024/09/02/vcmis-new-framework-needlessly-endangers-its-credibility/
• บทความจาก NewClimate Institute (กันยายน 2024): ‘ข้อเสนอใหม่ของ VCMI เรื่อง Scope 3 อาจเบี่ยงเบนและชะลอการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศในทันที พร้อมทั้งบั่นทอนความพยายามของผู้นำตัวจริง’
https://newclimate.org/news/vcmis-revised-scope-3-proposal-could-distract-from-and-delay-immediate-climate-action
ข้อมูลติดต่อ
• แอลลิสัน เกรซ (Alison Grace) ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์ ECOS – Environmental Coalition on Standards
อีเมล: alison.grace@ecostandard.org | โทร: +32 493 19 22 59
• คาทาจีนา ครอก (Katarzyna Krok) ผู้จัดการฝ่ายสื่อสาร ECOS – Environmental Coalition on Standards
อีเมล: katarzyna.krok@ecostandard.org
• โธมัส เดย์ (Thomas Day) จาก NewClimate Institute
อีเมล: t.day@newclimate.org | โทร: +49 30 208 492 742
• นีลส์ เดอบอนเนอ (Niels Debonne) เจ้าหน้าที่นโยบายอาวุโส Milieudefensie
อีเมล: niels.debonne@milieudefensie.nl | โทร: +31 6 8570 7507
เกี่ยวกับองค์กร
• ECOS – Environmental Coalition on Standards เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนระดับนานาชาติที่มีเครือข่ายสมาชิกและผู้เชี่ยวชาญ ทำงานผลักดันมาตรฐานทางเทคนิค นโยบาย และกฎหมายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระดับโลก
• NewClimate Institute เป็นองค์กรคลังสมองไม่แสวงหากำไรในเยอรมนี ซึ่งสนับสนุนการวิจัยและการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลก โครงการหลักขององค์กร เช่น Climate Action Tracker และ Corporate Climate Responsibility Monitor ได้รับการยอมรับและติดตามในระดับนานาชาติ
• Milieudefensie (Friends of the Earth Netherlands) เป็นองค์กรสิ่งแวดล้อมของเนเธอร์แลนด์ มีสมาชิกและผู้สนับสนุนมากกว่า 100,000 คน ทำงานรณรงค์เพื่อความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ และเรียกร้องให้ภาคธุรกิจดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศที่สอดคล้องกับความตกลงปารีส มีความโปร่งใส และยึดมั่นในหลักความรับผิดชอบ
• Carbon Market Watch เป็นองค์กรอิสระไม่แสวงหากำไร ทำหน้าที่ตรวจสอบและวิจัย โดยมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการกำหนดราคาคาร์บอน และมีผลงานในการกำหนดทิศทางและผลักดันนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของยุโรปและระดับสากล

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading