Taragraphies — Header Component

รู้เท่าทันกลไกชดเชยคาร์บอน

คู่มือเบื้องต้นนี้ที่เรียบเรียงจาก https://zerocarbon-analytics.org/archives/netzero/carbon-offsets-primer ชี้ให้เห็นว่าการชดเชยคาร์บอนโดยหลักการแล้วไม่ได้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และในทางปฏิบัติก็ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ยังมีแนวทางอื่นๆ ในการจัดสรรเงินทุนเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศที่สามารถนำมาใช้แทนได้ ประเด็นสำคัญ: การชดเชยคาร์บอนคืออะไร? การชดเชย (offsetting) หมายถึง การใช้ เครดิต ซึ่งเทียบเท่ากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่น ๆ หนึ่งตันที่ถูกหลีกเลี่ยง ลด หรือกำจัด โดยประเทศ บริษัท หรือบุคคล เพื่อนำไป “ลบล้าง” การปล่อยก๊าซของตนที่เกิดขึ้นที่อื่น เมื่อเครดิตถูกนำมาใช้เพื่อลดการปล่อยแล้ว เครดิตนั้นจะถูกยกเลิก (retired) และไม่สามารถนำกลับมาใช้อีกได้ เครดิตคาร์บอนสามารถซื้อขายได้ในตลาดคาร์บอนสองประเภท คือ ตลาดบังคับ (compliance) และ ตลาดสมัครใจ (voluntary) ตลาดบังคับ (compliance markets) อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยรัฐบาล และเกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซที่ถูกกำหนดโดยกฎหมาย ตัวอย่างเช่น ระบบเพดานและการซื้อขาย (cap-and-trade) หรือระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซ (ETS) เช่น ระบบ ETS ของสหภาพยุโรป (EU ETS) โดยบางระบบบังคับเหล่านี้อนุญาตให้ใช้การชดเชยคาร์บอนในสัดส่วนที่จำกัดเพื่อปฏิบัติตามข้อกำหนดการลดการปล่อย ตลาดสมัครใจ (voluntary carbon market – VCM) ส่วนใหญ่ไม่มีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด เปิดโอกาสให้บริษัทหรือบุคคลใช้การชดเชยคาร์บอนเพื่อลดการปล่อย โดยไม่ได้มีข้อผูกพันทางกฎหมาย […]

องค์กรพัฒนาเอกชนระบุ Voluntary Carbon Markets Integrity Initiative (VCMI) เสี่ยงที่จะเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับการชดเชยคาร์บอน และทำให้การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศของภาคธุรกิจล่าช้าออกไปจากความเป็นจริง

ในแนวทางใหม่ที่ออกมา โครงการริเริ่มความน่าเชื่อถือของตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ (VCMI) [1] กำลังส่งเสริมให้มีการใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อกลบเกลื่อนความจริงที่ว่าบริษัทต่างๆ ที่ประสบปัญหาในการจัดการกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภทที่ 3 (Scope 3) กำลังหลุดจากเส้นทางของพันธสัญญาที่ตั้งไว้ องค์กรพัฒนาเอกชน เช่น ECOS, NewClimate Institute, Carbon Market Watch และ Milieudefensie ได้วิพากษ์วิจารณ์แนวทางดังกล่าว โดยระบุว่าคาร์บอนเครดิตไม่ควรถูกนำมาใช้แทนการลดการปล่อยโดยตรง โครงการริเริ่มความน่าเชื่อถือของตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ (VCMI) ได้เผยแพร่แนวทางใหม่สำหรับบริษัทต่างๆ เกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภทที่ 3 (Scope 3) ซึ่งเป็นการปล่อยทางอ้อมจากห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท [2] แนวทางนี้เปิดช่องให้บริษัทสามารถพึ่งพาคาร์บอนเครดิตในการอ้างความก้าวหน้าต่อเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของตนไปจนถึงปี 2040 — ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และอาจสร้างความเสียเปรียบต่อบริษัทที่ดำเนินการจริงจัง รวมถึงเปิดโอกาสให้บริษัทอื่นใช้เป็นเครื่องมือในการปกปิดการไม่ลงมือแก้ปัญหาอย่างแท้จริง องค์กรพัฒนาเอกชนระบุว่า วิธีเดียวที่บริษัทจะสามารถลดคาร์บอนได้จริงคือการลดการปล่อยจากต้นทาง หากเปิดทางให้ชดเชยช่องว่างการปล่อยผ่านคาร์บอนเครดิตไปอีก 15 ปีตามแนวทางของ VCMI ก็เสี่ยงที่จะกลายเป็นการเลี่ยงการลด Scope 3 อย่างจริงจัง การลดการปล่อยควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่ในอีกสิบปีข้างหน้า การลดการปล่อยเป็นเรื่องยาก — แต่เป็นสิ่งจำเป็น องค์กรพัฒนาเอกชนและนักวิทยาศาสตร์ [3] [4] […]

ไม่มีพื้นที่สำหรับการชดเชยคาร์บอนใดๆ ในงบประมาณคาร์บอนที่เหลือตามรายงานของ IPCC

เรียบเรียงจาก : “No space for ANY offsets in IPCC’s remaining carbon budget” – Climate Land Ambition and Rights Alliance(CARLA) โลกไม่สามารถชดเชยคาร์บอนเพื่อจำกัดอุณหภูมิที่ 1.5 °C ได้ ในขณะที่วิกฤตสภาพภูมิอากาศเลวร้ายลงทั่วโลก คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change หรือ IPCC) กำลังดำเนินการสรุปรายงานสังเคราะห์ (Synthesis Report หรือ SYR) สำหรับรอบการประเมินครั้งที่หก จากการวิจัยพื้นฐานในกลุ่มทำงานที่ 1 เราทราบแล้วว่าโอกาสที่จะจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่ 1.5 °C กำลังหายไปอย่างรวดเร็ว ในร่างรายงาน SYR ที่เผยแพร่ให้รัฐบาลในปลายปี 2022 IPCC ได้ระบุปัญหาสำคัญของวิกฤตสภาพภูมิอากาศในทศวรรษนี้ว่า: “งบประมาณคาร์บอนที่เหลืออยู่จะหมดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบัน และโครงสร้างพื้นฐานด้านเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีอยู่และที่วางแผนไว้” ในเอกสารนี้ เราประเมินเรื่องการชดเชยคาร์บอน […]

แถลงการณ์ร่วม : เหตุใดการชดเชยคาร์บอนคือตัวบ่อนทําลายเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เราได้เห็นการผลักดันที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแถลงการณ์สาธารณะของคณะกรรมการโครงการริเริ่มเป้าหมายที่อิงหลักวิทยาศาสตร์ (Science Based Targets initiative) หรือ SBTi ที่ก่อตั้งเพื่อให้คำปรึกษาแก่บริษัทที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการรับมือวิกฤติภูมิอากาศ [1] เพื่อให้บริษัทและประเทศต่างๆ ใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อย GHG สิ่งนี้สะท้อนถึงแนวโน้มที่มากขึ้น [2] ของกฎการบัญชีคาร์บอนที่บิดเบี้ยวซึ่งเป็นตัวบ่อนทําลายการลดการปล่อย GHG ที่แท้จริง เป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศต้องมุ่งเน้นที่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในขอบเขตของบริษัทและประเทศเป็นหลัก รวมถึงการปลดระวางการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิล การขนส่ง การขาย และการใช้งาน จําเป็นต้องมีการสนับสนุนทางการเงินอย่างเร่งด่วนจากผู้เล่นทั้งภาครัฐและเอกชนสําหรับสิ่งนี้ แต่การอนุญาตให้บริษัทและประเทศต่างๆ ปฏิบัติตามคํามั่นสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศด้วยคาร์บอนเครดิตนั้นมีแนวโน้มที่จะชะลอการลดการปล่อย GHG ทั่วโลก แต่ล้มเหลวในการจัดหาปัจจัยต่างๆ เช่น การเพิ่มเงินทุนที่จําเป็นในกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South) และลดแรงกดดันในการพัฒนากลไกขนาดใหญ่ เช่น ค่าธรรมเนียม “ผู้ก่อมลพิษจ่าย” ในภาคส่วนที่มีการปล่อย GHG มาก เหตุผลที่เรากังวลเกี่ยวกับความพยายามใหม่ในการส่งเสริมการชดเชยคาร์บอน [3] รวมถึงสิ่งต่อไปนี้: ประการแรก จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจว่า การชดเชยคาร์บอนไม่ได้ลดความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ อย่างดีที่สุด เป็นเพียงการย้ายการลดการปล่อย GHG จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ตรรกะของการชดเชยเกิดขึ้นจากแนวคิดที่ว่ากลุ่ม/ หน่วย/องค์กรหนึ่งๆ ยังคงปล่อย GHG ออกมาได้[4] […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings