Taragraphies — Header Component

รู้เท่าทันกลไกชดเชยคาร์บอน

คู่มือเบื้องต้นนี้ที่เรียบเรียงจาก https://zerocarbon-analytics.org/archives/netzero/carbon-offsets-primer ชี้ให้เห็นว่าการชดเชยคาร์บอนโดยหลักการแล้วไม่ได้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และในทางปฏิบัติก็ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ยังมีแนวทางอื่นๆ ในการจัดสรรเงินทุนเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศที่สามารถนำมาใช้แทนได้ ประเด็นสำคัญ: การชดเชยคาร์บอนคืออะไร? การชดเชย (offsetting) หมายถึง การใช้ เครดิต ซึ่งเทียบเท่ากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่น ๆ หนึ่งตันที่ถูกหลีกเลี่ยง ลด หรือกำจัด โดยประเทศ บริษัท หรือบุคคล เพื่อนำไป “ลบล้าง” การปล่อยก๊าซของตนที่เกิดขึ้นที่อื่น เมื่อเครดิตถูกนำมาใช้เพื่อลดการปล่อยแล้ว เครดิตนั้นจะถูกยกเลิก (retired) และไม่สามารถนำกลับมาใช้อีกได้ เครดิตคาร์บอนสามารถซื้อขายได้ในตลาดคาร์บอนสองประเภท คือ ตลาดบังคับ (compliance) และ ตลาดสมัครใจ (voluntary) ตลาดบังคับ (compliance markets) อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยรัฐบาล และเกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซที่ถูกกำหนดโดยกฎหมาย ตัวอย่างเช่น ระบบเพดานและการซื้อขาย (cap-and-trade) หรือระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซ (ETS) เช่น ระบบ ETS ของสหภาพยุโรป (EU ETS) โดยบางระบบบังคับเหล่านี้อนุญาตให้ใช้การชดเชยคาร์บอนในสัดส่วนที่จำกัดเพื่อปฏิบัติตามข้อกำหนดการลดการปล่อย ตลาดสมัครใจ (voluntary carbon market – VCM) ส่วนใหญ่ไม่มีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด เปิดโอกาสให้บริษัทหรือบุคคลใช้การชดเชยคาร์บอนเพื่อลดการปล่อย โดยไม่ได้มีข้อผูกพันทางกฎหมาย […]

ข้อตกลงคาร์บอนเครดิตที่ใหญ่ที่สุดในโลกถูกวิจารณ์หนัก ขณะที่อัยการรัฐแอมะซอนเดินหน้าขอเพิกถอน

เรียบเรียงจาก : https://news.mongabay.com/2025/06/worlds-largest-carbon-credit-deal-under-fire-as-amazon-prosecutors-seek-repeal/ ในเดือนกันยายน 2024 รัฐบาลรัฐปารา (Pará) ซึ่งตั้งอยู่ในแถบแอมะซอนของประเทศบราซิล ได้ลงนามในสัญญามูลค่า 180 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขายคาร์บอนเครดิตจำนวน 12 ล้านหน่วยให้กับผู้ซื้อระดับนานาชาติ รวมถึงบริษัทต่างๆ เช่น Amazon, Bayer, H&M Group และมูลนิธิ Walmart ข้อตกลงนี้ ซึ่งใช้คาร์บอนเครดิตที่ได้จากโครงการ REDD+ ระดับเขตอำนาจศาลของรัฐปารา ได้รับความสนใจในฐานะการขายคาร์บอนเครดิตที่ใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีมา เก้าเดือนต่อมา สัญญาดังกล่าวซึ่งจัดการโดยองค์กรไม่แสวงหากำไรชื่อ Emergent ในนามของบริษัทผู้ซื้อกำลังถูกท้าทายทางกฎหมายในศาลรัฐบาลกลางของบราซิล และอาจถูกเพิกถอนโดยสิ้นเชิง เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน สำนักงานอัยการรัฐบาลกลางของบราซิลได้ยื่นฟ้องเพื่อขอให้เพิกถอนข้อตกลงนี้ และเรียกร้องค่าเสียหายเชิงจริยธรรมจำนวน 200 ล้านเรียลบราซิล (ประมาณ 36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อชดเชยให้แก่ชุมชนท้องถิ่น คดีนี้เกิดขึ้นหลังจากอัยการได้หยิบยกข้อกังวลหลายประการเกี่ยวกับโครงการ และความพยายามในการไกล่เกลี่ยระหว่างคู่กรณีไม่ประสบผลสำเร็จ แม้ว่าผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางจะปฏิเสธคำร้องขอคำสั่งชั่วคราว แต่กระบวนการทางคดียังคงดำเนินต่อไป คำฟ้องระบุว่ารัฐบาลรัฐปาราได้ขายคาร์บอนเครดิตล่วงหน้า ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายตลาดคาร์บอนฉบับใหม่ของบราซิล กฎหมายฉบับนี้ซึ่งเริ่มบังคับใช้ในปี 2024 ได้กำหนดกฎเกณฑ์เพื่อป้องกันการนับคาร์บอนเครดิตซ้ำซ้อนจากโครงการหลายแห่งที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน เฟลิเป เด มูรา […]

องค์กรพัฒนาเอกชนระบุ Voluntary Carbon Markets Integrity Initiative (VCMI) เสี่ยงที่จะเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับการชดเชยคาร์บอน และทำให้การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศของภาคธุรกิจล่าช้าออกไปจากความเป็นจริง

ในแนวทางใหม่ที่ออกมา โครงการริเริ่มความน่าเชื่อถือของตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ (VCMI) [1] กำลังส่งเสริมให้มีการใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อกลบเกลื่อนความจริงที่ว่าบริษัทต่างๆ ที่ประสบปัญหาในการจัดการกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภทที่ 3 (Scope 3) กำลังหลุดจากเส้นทางของพันธสัญญาที่ตั้งไว้ องค์กรพัฒนาเอกชน เช่น ECOS, NewClimate Institute, Carbon Market Watch และ Milieudefensie ได้วิพากษ์วิจารณ์แนวทางดังกล่าว โดยระบุว่าคาร์บอนเครดิตไม่ควรถูกนำมาใช้แทนการลดการปล่อยโดยตรง โครงการริเริ่มความน่าเชื่อถือของตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ (VCMI) ได้เผยแพร่แนวทางใหม่สำหรับบริษัทต่างๆ เกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเภทที่ 3 (Scope 3) ซึ่งเป็นการปล่อยทางอ้อมจากห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท [2] แนวทางนี้เปิดช่องให้บริษัทสามารถพึ่งพาคาร์บอนเครดิตในการอ้างความก้าวหน้าต่อเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของตนไปจนถึงปี 2040 — ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และอาจสร้างความเสียเปรียบต่อบริษัทที่ดำเนินการจริงจัง รวมถึงเปิดโอกาสให้บริษัทอื่นใช้เป็นเครื่องมือในการปกปิดการไม่ลงมือแก้ปัญหาอย่างแท้จริง องค์กรพัฒนาเอกชนระบุว่า วิธีเดียวที่บริษัทจะสามารถลดคาร์บอนได้จริงคือการลดการปล่อยจากต้นทาง หากเปิดทางให้ชดเชยช่องว่างการปล่อยผ่านคาร์บอนเครดิตไปอีก 15 ปีตามแนวทางของ VCMI ก็เสี่ยงที่จะกลายเป็นการเลี่ยงการลด Scope 3 อย่างจริงจัง การลดการปล่อยควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่ในอีกสิบปีข้างหน้า การลดการปล่อยเป็นเรื่องยาก — แต่เป็นสิ่งจำเป็น องค์กรพัฒนาเอกชนและนักวิทยาศาสตร์ [3] [4] […]

84% ของคาร์บอนเครดิตเป็นของปลอม

เรียบเรียงจาก https://reddmonitor.substack.com/p/84-of-carbon-credits-are-junk งานวิจัยที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญพบว่า ‘มีเพียงไม่ถึง 16% ของคาร์บอนเครดิตที่ออกให้กับโครงการที่ถูกตรวจสอบนั้นเป็นการลดการปล่อยก๊าซจริง‘ “หนึ่งในปัญหาของคาร์บอนเครดิตคือ มันมักไม่ได้สะท้อนถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างแท้จริง คาร์บอนเครดิตเหล่านี้จึงเป็นเครดิตปลอม และแม้ว่าโครงการคาร์บอนบางโครงการจะสามารถลดการปล่อยก๊าซได้จริง การสร้างคาร์บอนเครดิตขึ้นมาก็หมายความว่าประโยชน์ต่อสภาพอากาศภูมิอากาศจะถูกลบล้างไป เพราะผู้ซื้อจะใช้คาร์บอนเครดิตเหล่านี้เพื่อดำเนินการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไป” “งานวิจัยล่าสุดที่เผยแพร่ใน Nature Communications ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเครดิตปลอมในตลาดคาร์บอนสมัครใจ โดยงานวิจัยนี้มีชื่อว่า “Systematic assessment of the achieved emission reductions of carbon crediting projects” ซึ่งได้ทำการศึกษาคาร์บอนเครดิตที่ออกให้กับโครงการคาร์บอนจำนวน 2,346 โครงการ นักวิจัย ระบุว่า การวิเคราะห์นี้ครอบคลุมปริมาณคาร์บอนเครดิตประมาณหนึ่งในห้าของทั้งหมดที่ออกมาในปัจจุบัน หรือเกือบ 1 พันล้านตันของ CO₂e เราประเมินว่ามีเพียงไม่ถึง 16% ของคาร์บอนเครดิตที่ออกให้กับโครงการที่ถูกตรวจสอบนั้นเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจริง โดยแบ่งเป็น 11% สำหรับเตาปรุงอาหารที่ปรับปรุงแล้ว, 16% สำหรับการทำลาย SF6, 25% สำหรับการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า, 68% สำหรับการลด HFC-23 และไม่มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีนัยสำคัญทางสถิติจากโครงการพลังงานลมและการจัดการป่าไม้ที่ปรับปรุงแล้ว นี่เป็นผลการค้นพบที่ร้ายแรง จากคาร์บอนเครดิตจำนวน 972 […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings