Taragraphies — Header Component

มันเปรียบเสมือนเสียงไซเรนเตือนภัย ผลการประมูลโควตาคาร์บอนครั้งล่าสุดของรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม แสดงให้เห็นว่าราคาตกลงไปแตะระดับต่ำสุด ในแต่ละไตรมาส บริษัทต่างๆ จะต้องซื้อเครดิตเพื่อครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ความต้องการที่อ่อนแอและรายได้จากการประมูลที่ลดลง ถือเป็นข่าวร้ายสำหรับฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งกำลังพยายามอุดช่องว่างงบประมาณมูลค่า 12,000 ล้านดอลลาร์ การประมูลที่ซบเซายังสะท้อนถึงความไม่มั่นใจของภาคธุรกิจว่าระบบ “cap-and-trade” ของแคลิฟอร์เนีย—ซึ่งเป็นตลาดคาร์บอนขนาดใหญ่อันดับสี่ของโลก—จะยังคงมีอยู่ต่อไปหรือไม่

อเมริกาถือว่าล้าหลังในการกำหนดราคาคาร์บอน ครั้งสุดท้ายที่สภาคองเกรสพิจารณา (แต่ไม่ได้รับรอง) แผน cap-and-trade ในระดับชาติจริงจังนั้น บารัค โอบามา เพิ่งเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี และเลดี้ กาก้า กำลังทัวร์คอนเสิร์ตครั้งแรกของเธอ บางรัฐ ส่วนใหญ่เป็นรัฐที่พรรคเดโมแครตครองอำนาจ ได้เดินหน้าเชิงรุกมากกว่า กลุ่มรัฐฝั่งตะวันออกได้ก่อตั้งโครงการซื้อขายสิทธิการปล่อยมลพิษสำหรับภาคพลังงานตั้งแต่ปี 2005 แคลิฟอร์เนียเปิดตลาดคาร์บอนครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจในปี 2013 วอชิงตันตามมาในปี 2023 แต่ราคาที่ร่วงลงของแคลิฟอร์เนียกำลังบ่งชี้ถึงปัญหา นโยบายใหม่ๆ ที่กำลังถกเถียงกัน (หรือไม่) ในสภานิติบัญญัติฝั่งตะวันตกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า อาจเป็นตัวชี้ชะตาว่ารัฐอื่นๆ จะก้าวเข้าสู่ตลาดคาร์บอนที่บูรณาการ หรือระบบตลาดที่มีอยู่จะล่มสลาย ผลลัพธ์จะส่งผลต่อระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอเมริกาโดยตรง

ปัญหาของระบบ cap-and-trade ในแคลิฟอร์เนียเริ่มต้นมาตั้งแต่วันแรกที่โครงการถือกำเนิด แทนที่จะอนุมัติระบบนี้ให้ดำเนินต่อไปตราบเท่าที่จำเป็นจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์—ซึ่งรัฐคาดว่าจะทำได้ภายในปี 2045 (แม้เรื่องนี้จะยังเป็นที่ถกเถียง)—ฝ่ายนิติบัญญัติกลับให้ไฟเขียวเพียงจนถึงปี 2020 ในที่สุดโครงการก็ถูกขยายออกไปจนถึงปี 2030 บริษัทที่กักตุนโควตาคาร์บอนไว้ตั้งแต่ราคายังถูกจึงพากันเลี่ยงไม่เข้าร่วมการประมูลในตอนนี้ เพราะรอดูว่า cap-and-trade จะคงอยู่หรือไม่ “รัฐผลักปัญหาออกไปข้างหน้าแทบจะตลอดทศวรรษ” แดนนี คัลเลนวอร์ด (Danny Cullenward) สมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาตลาดการปล่อยคาร์บอนอิสระแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียกล่าว

กาวิน นิวซัม (Gavin Newsom) ผู้ว่าการรัฐ ต้องการให้มีการต่ออายุ cap-and-trade ผ่านร่างกฎหมายงบประมาณประจำปี ซึ่งต้องผ่านสภานิติบัญญัติภายในกลางเดือนมิถุนายน ความเร่งด่วนของเขาเป็นสิ่งจำเป็น แต่ก็มีคำถามว่าระบบนี้ทำงานได้ดีเพียงใด ซึ่งการต่ออายุแบบเหมาเข่งจะไม่ช่วยแก้ไข เพราะปล่อยให้รายละเอียดส่วนใหญ่เป็นอำนาจของคณะกรรมการทรัพยากรอากาศแห่งแคลิฟอร์เนีย (CARB) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับมลพิษทางอากาศ ราคาสูงสุดที่เหมาะสมควรอยู่ตรงไหน จึงจะเติมเงินเข้าคลังรัฐได้โดยไม่สร้างภาระเกินไปต่อผู้บริโภค? รัฐควรใช้รายได้จากการประมูลไปกับอะไร? จะจัดการกับเครดิตคาร์บอนชดเชย (offsets) อย่างไร? ฝ่ายนิติบัญญัติกำลังร่างข้อเสนอของตนเอง หากไม่มีใครดำเนินการ CARB ก็อาจพยายามรักษาโครงการเอาไว้ แต่รัฐธรรมนูญแคลิฟอร์เนียมีข้อกำหนดพิเศษ คือต้องได้รับเสียงเห็นชอบ 2 ใน 3 จากสภานิติบัญญัติเพื่อออกกฎหมายภาษีใหม่ หากไม่ผ่าน เงื่อนไขนี้อาจทำให้โครงการเสี่ยงถูกฟ้องร้อง

สิ่งที่เกิดขึ้นในแคลิฟอร์เนียส่งผลต่อส่วนอื่นๆ ของสหรัฐด้วย วอชิงตันกำลังพิจารณาว่าจะเชื่อมโยงตลาดคาร์บอนของตนเข้ากับแคลิฟอร์เนีย ซึ่งปัจจุบันเชื่อมกับควิเบกแล้ว เพราะแคลิฟอร์เนียมีโควตาเหลือเฟือ การเชื่อมระบบจะทำให้ราคาคาร์บอนในวอชิงตันลดลง ส่งผลให้รัฐเอเวอร์กรีน (วอชิงตัน) ขาดรายได้ แต่รายงานของ Resources for the Future ซึ่งเป็นคลังสมองชี้ว่า โดยรวมแล้วปริมาณการปล่อยคาร์บอนในภูมิภาคจะลดลง วอชิงตันเองก็แสวงหาความมั่นคงเช่นกัน ปีที่แล้วมีการลงประชามติให้ยกเลิก cap-and-trade ซึ่งแม้ไม่ผ่าน แต่ก็สร้างความหวาดวิตกให้ฝ่ายที่สนับสนุนมาตรการลดคาร์บอน การเชื่อมโยงกับแคลิฟอร์เนีย “จะทำให้แน่ใจว่า หากมีการโจมตีโครงการเพิ่มเติม ราคาจะไม่ตกฮวบ” อัลตินาย คาราซาปาน (Altinay Karasapan) จาก Climate Solutions องค์กรไม่แสวงผลกำไรในซีแอตเทิลกล่าว

โอเรกอนเป็นรัฐที่เคลื่อนไหวช้าที่สุดในบรรดารัฐฝั่งตะวันตก (Left Coast) ในปี 2019 และ 2020 สมาชิกพรรครีพับลิกันถึงขั้นหนีออกจากอาคารรัฐสภาที่เมืองซาเล็ม เพื่อหลีกเลี่ยงการลงมติในร่างกฎหมาย cap-and-trade หน่วยงานรัฐเริ่มบังคับใช้ข้อจำกัดการปล่อยคาร์บอนในปี 2024 แต่โครงการนี้มีความมั่นคงน้อยกว่า หากเทียบกับการที่มันถูกตราเป็นกฎหมายถาวร เมื่อเดือนที่แล้ว สมาชิกสภานิติบัญญัติหลายคนได้รื้อฟื้นแนวคิดนี้ขึ้นมาอีก

ถ้ามองในแง่ดีสุดๆ ก็พอจะจินตนาการถึงตลาดคาร์บอนแบบบูรณาการทั่วทั้งชายฝั่งตะวันตกได้ ชาวนิวยอร์กก็กำลังถกเถียงกันว่าจะจัดทำระบบของตัวเองหรือไม่ และวันหนึ่งอาจเข้าร่วมกับรัฐอื่นๆ ได้ ยิ่งมีรัฐเข้าร่วมมากเท่าใด พื้นที่เหล่านั้นก็ยิ่งไม่ต้องกังวลเรื่อง “leakage”—การที่บริษัทและตำแหน่งงานย้ายหนีไปอยู่ในรัฐที่ไม่มีราคาคาร์บอน ก่อนที่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ แคลิฟอร์เนียต้องตัดสินใจก่อนว่าตลาดคาร์บอนของตนจะเป็นผู้นำของประเทศ หรือจะปล่อยให้ถดถอยต่อไป

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading