Taragraphies — Header Component

รายงานอุณหภูมิโลกประจำปี 2025 (Global Temperature Report for 2025)

เผยแพร่เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2026 โดย Robert Rohde Berkeley Earth ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยไม่แสวงหากำไรในรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้จัดทำการวิเคราะห์อิสระเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกมาตั้งแต่ปี 2013 รายงานฉบับนี้คือผลการประเมินอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในปี 2025 เราสรุปว่า ปี 2025 เป็นปีที่ร้อนที่สุด “อันดับ 3” ของโลกนับตั้งแต่ปี 1850 โดยมีเพียงปี 2024 และ 2023 ที่ร้อนกว่า ช่วงเวลาตั้งแต่ปี 1850 เป็นต้นมาถือเป็นช่วงที่มีการวัดอุณหภูมิโดยตรงจากเทอร์โมมิเตอร์เพียงพอที่จะสร้างค่าประมาณอุณหภูมิเฉลี่ยโลกจากข้อมูลเชิงเครื่องมือวัด (instrumental) ได้อย่างแท้จริง การวิเคราะห์ของ Berkeley Earth ผสานข้อมูลการวัดอุณหภูมิเฉลี่ยรายเดือนจำนวน 23 ล้านรายการจากสถานีอากาศ 57,685 แห่ง เข้ากับข้อมูลการวัดอุณหภูมิมหาสมุทรแบบฉับพลัน (instantaneous) ราว 500 ล้านรายการที่เก็บโดยเรือและทุ่นลอยน้ำ ตลอด 11 ปีล่าสุด คือ 11 ปีที่ร้อนที่สุดทั้งหมดที่เคยบันทึกได้ในสถิติจากเครื่องมือวัด และใน 3 ปีล่าสุดนั้น รวมครบทั้ง […]

ปี 2569 ไม่ใช่แค่ “ปีหน้า” แต่มันคือจุดเริ่มต้นของสภาพอากาศสุดขั้วแบบใหม่ของประเทศไทย

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร (UK Met Office) อาจไม่มีอะไรเกี่ยวกับการเมืองไทย แต่ “พยากรณ์โลก” ฉบับล่าสุดของเขาควรถูกยกขึ้นมาอยู่กลางเวทีถกเถียงของไทยในปีเลือกตั้งอย่างจริงจัง เพราะ Met Office คาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยโลกปี 2569 มีแนวโน้มอยู่สูงกว่า 1.4°C เมื่อเทียบกับค่าฐานปี ค.ศ. 1850–1900 โดยให้ค่ากลางที่ 1.46°C และกรอบความเป็นไปได้ 1.34–1.58°C พร้อมระบุว่ามีโอกาสที่จะเฉียดเกิน 1.5°C แบบชั่วคราวได้อีกครั้ง นี่ไม่ใช่ “ฉากทัศน์อนาคตยาวไกล” แต่มันคือสภาพแวดล้อมที่ประเทศไทยกำลังจะต้องใช้บริหารประเทศ ในการปกป้องชีวิตผู้คน คุมราคาข้าวของเครื่องใช้ ทำให้โรงงานเดินเครื่อง ทำให้เมืองทำงานได้ และทำให้ระบบสาธารณสุขไม่พัง ในความหมายทางนโยบาย ปี 2569 อาจเป็นอีกปีที่สภาพภูมิอากาศ “ร้อนกว่าเดิม” จนทำให้สมมติฐานที่ซ่อนอยู่ในมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐาน แผนสาธารณสุข การจัดการน้ำ และสำคัญที่สุด นโยบายพลังงานของไทย “ล้าสมัย” อย่างเป็นระบบ ปัญหาโลกร้อนของไทย “หนักกว่า” ค่าเฉลี่ยโลก ตัวเลขโลกเป็นเพียงพาดหัว แต่ความจริงที่คนไทยสัมผัสคือระดับประเทศและระดับพื้นที่และพื้นดินร้อนเร็วกว่ามหาสมุทร Berkeley Earth ระบุชัดว่าเพราะผืนดินโดยทั่วไปอุ่นขึ้นเร็วกว่าทะเล ประเทศส่วนใหญ่จึงจะร้อนเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลกและการร้อนเร็วนำไปสู่ผลกระทบที่มาเร็วขึ้น รวมถึงความเสี่ยงต่อสภาพอากาศรุนแรง […]

รู้เท่าทันกลไกชดเชยคาร์บอน

คู่มือเบื้องต้นนี้ที่เรียบเรียงจาก https://zerocarbon-analytics.org/archives/netzero/carbon-offsets-primer ชี้ให้เห็นว่าการชดเชยคาร์บอนโดยหลักการแล้วไม่ได้ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และในทางปฏิบัติก็ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ยังมีแนวทางอื่นๆ ในการจัดสรรเงินทุนเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศที่สามารถนำมาใช้แทนได้ ประเด็นสำคัญ: การชดเชยคาร์บอนคืออะไร? การชดเชย (offsetting) หมายถึง การใช้ เครดิต ซึ่งเทียบเท่ากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่น ๆ หนึ่งตันที่ถูกหลีกเลี่ยง ลด หรือกำจัด โดยประเทศ บริษัท หรือบุคคล เพื่อนำไป “ลบล้าง” การปล่อยก๊าซของตนที่เกิดขึ้นที่อื่น เมื่อเครดิตถูกนำมาใช้เพื่อลดการปล่อยแล้ว เครดิตนั้นจะถูกยกเลิก (retired) และไม่สามารถนำกลับมาใช้อีกได้ เครดิตคาร์บอนสามารถซื้อขายได้ในตลาดคาร์บอนสองประเภท คือ ตลาดบังคับ (compliance) และ ตลาดสมัครใจ (voluntary) ตลาดบังคับ (compliance markets) อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยรัฐบาล และเกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซที่ถูกกำหนดโดยกฎหมาย ตัวอย่างเช่น ระบบเพดานและการซื้อขาย (cap-and-trade) หรือระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซ (ETS) เช่น ระบบ ETS ของสหภาพยุโรป (EU ETS) โดยบางระบบบังคับเหล่านี้อนุญาตให้ใช้การชดเชยคาร์บอนในสัดส่วนที่จำกัดเพื่อปฏิบัติตามข้อกำหนดการลดการปล่อย ตลาดสมัครใจ (voluntary carbon market – VCM) ส่วนใหญ่ไม่มีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด เปิดโอกาสให้บริษัทหรือบุคคลใช้การชดเชยคาร์บอนเพื่อลดการปล่อย โดยไม่ได้มีข้อผูกพันทางกฎหมาย […]

แถลงการณ์แนวร่วม Fossil Free Thailand : การนำเข้าก๊าซฟอสซิลเหลวจากโครงการอแลสกา แอลเอ็นจี ทำให้ไทยยิ่งติดหล่มพลังงานสกปรก ค่าไฟไม่แฟร์ และซ้ำเติมวิกฤตโลกเดือด

การเปลี่ยนผ่านพลังงานและนโยบายสภาพภูมิอากาศของไทยมาถึงจุดพลิกผันอีกครั้งจากกรณีที่กลุ่มบริษัท ปตท. และ Glenfarne Group ผู้พัฒนาหลักโครงการ Alaska LNG ได้ลงนามในข้อตกลงร่วมศึกษาการจัดหาก๊าซฟอสซิลเหลว(LNG) ระยะยาวจำนวน 2 ล้านตันต่อปีเป็นเวลา 20 ปี [i] ข้อมูลที่รวบรวมโดย Global Energy Monitor[ii] และ Friends of the Earth (FoE)[iii] ระบุว่า โครงการดังกล่าวจะส่งก๊าซฟอสซิลเหลว 3.5 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันจากแหล่งก๊าซ North Slope ของรัฐอะแลสกาผ่านท่อส่งก๊าซ Alaska LNG Pipeline(AKLNG) ยาว 800 ไมล์ไปยังสถานีแปรรูปก๊าซเป็นของเหลว(Liquefaction Facility) โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อการส่งออกไปยังทวีปเอเชีย โครงการดังกล่าวและโครงข่ายระบบท่อส่งก๊าซ นอกจากจะเป็นโครงการด้านพลังงานขนาดใหญ่ที่ล่าช้ามาเป็นเวลากว่าหนึ่งทศวรรษเนื่องจากความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจและมีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของทวีปอเมริกาเหนือยังเกี่ยวข้องกับเรื่องอื้อฉาวจากผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมในอะแลสกาอีกด้วย [iv] การขนส่งก๊าซฟอสซิลโดยเรือเดินสมุทรยังเป็นสาเหตุของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากก๊าซจะถูกอัดให้เป็นของเหลวด้วยอุณหภูมิติดลบ 160 องศาเซลเซียสซึ่งใช้พลังงานมหาศาลราวร้อยละ 10 ของก๊าซฟอสซิลที่จ่ายเข้าไปและต้องใช้สารทำความเย็นที่ทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศ กระบวนการทำให้ก๊าซฟอสซิลเป็นของเหลว(liquefaction) การขนส่งทางเรือและการแปรสภาพก๊าซฟอสซิลเหลว(regasification) จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 ถึง 21 ในช่วงกรอบเวลา 20 ปี [v] กัญจน์ ทัตติยกุล ผู้ประสานงานแนวร่วม Fossil Free […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings