Taragraphies — Header Component

ในกระบวนการซัลเฟตหรือคราฟท์ (Kraft: จากภาษาเยอรมันมีความหมายว่าแข็งแรง) ประกอบด้วยการต้มชิ้นไม้ด้วยโซดาไฟ เยื่อกระดาษที่ได้จะมีสีน้ำตาลเข้มอย่างถุงกระดาษสีน้ำตาลและมีความแข็งแรงมาก  นับจากสงครามโลกครั้งที่สอง การทำเยื่อโดยกรรมวิธีคราฟท์แพร่หลายมากที่สุดในโลก  เป็นกระบวนการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการขจัดยางไม้และลิกนินออกจากไม้เนื้ออ่อน  ในขณะที่เยื่อกระดาษยังคงมีความแข็งแรงและมีคุณภาพสูง  สิ่งนี้นำไปสู่การตัดทำลายป่าไม้เนื้ออ่อนอันกว้างใหญ่ไพศาลของอเมริกาเหนือ และสแกนดิเนเวีย

การทำเยื่อคราฟท์แบบที่ไม่ฟอกขาวเป็นระบบปิด  เศษเนื้อไม้ที่เหลือประกอบด้วยสารเคมีที่เป็นพิษมาก เช่น กรดยางไม้ จะนำมาเผาใช้เป็นเชื้อเพลิง  และสารเคมีที่ใช้ในการทำเยื่อมากกว่าร้อยละ 95 ก็จะนำมาใช้อีกในรอบการผลิตครั้งต่อไป  เพราะฉะนั้น สารเคมีที่ใช้ในระหว่างกระบวนการผลิตจึงมีปริมาณน้อยมากอย่างน่าประหลาดใจ  เยื่อคราฟท์ 1 ตัน หรือ 1,000 กิโลกรัม ใช้โซเดียมซัลเฟตเพียง 20 กิโลกรัมและแคลเซียมคาร์บอเนต 75 กิโลกรัม

อย่างไรก็ตาม การผลิตเยื่อคราฟท์ก็ยังปล่อยสารพิษสู่สิ่งแวดล้อม  การผลิตเยื่อคราฟท์ 1 ตัน ปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ประมาณ 1 ถึง 3 กิโลกรัมสู่บรรยากาศ  ซัลเฟอร์ไดออกไซด์เป็นหนึ่งในสารหลักที่ก่อให้เกิดฝนกรด  กระบวนการผลิตยังก่อให้เกิดกลิ่นก๊าซไข่เน่าอย่างรุนแรง ประเทศที่มีประชากรหนาแน่นอย่างเยอรมนีตะวันตกจึงออกกฎหมายห้ามผลิตเยื่อกระดาษด้วยกรรมวิธีคราฟท์โดยเด็ดขาด

เส้นใยเซลลูโลสที่สูญหายระหว่างกระบวนการผลิตนั้น  จะถูกระบายไปพร้อมกับของเสียจากโรงงาน  และสามารถทำให้เกิดแพเส้นใย (Fibre beds)  ซึ่งจะต้องใช้ออกซิเจนมากมายในการย่อยสลาย  สิ่งมีชีวิตอื่นซึ่งอยู่บริเวณรอบๆ ของท่อน้ำทิ้งของโรงงานจึงขาดอากาศหายใจ

วัตถุมีพิษจากกากของเสียจากกระบวนการทางเคมีต้องบำบัดด้วยวิธีการทางชีวภาพ เช่น การใช้แบคทีเรียย่อยสลาย

เกลืออลูมินั่มซึ่งใช้ทำให้น้ำในกระบวนการผลิตมีความบริสุทธิ์นั้น เป็นพิษอย่างยิ่งต่อปลาบางชนิด อาทิ ปลาแซลมอน  และการปนเปื้อนโดยอุบัติเหตุ (การปล่อยน้ำเสียลงแหล่งน้ำสาธารณะ) ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งอาจก่อให้เกิดหายนะภัยร้ายแรงต่อพืชและสัตว์น้ำที่อยู่ด้านท้ายน้ำได้

ข้อเสียอีกประการหนึ่งของกรรมวิธีคราฟท์ คือถ้านำเยื่อกระดาษสีน้ำตาลเข้มที่ได้จากกระบวนการไปผลิตกระดาษขาว  จะต้องมีการฟอกขาวอย่างเข้มข้น  เทคโนโลยีการฟอกขาว มีผลกระทบและทำลายสิ่งแวดล้อม  มิหนำซ้ำเยื่อกระดาษยังจะเจือปนด้วยไดออกซินซึ่งเป็นสารพิษรุนแรง

ถึงแม้ว่าการใช้ของเหลือจากกระบวนการทำกระดาษเป็นเชื้อเพลิงจะมีส่วนประหยัดพลังงาน  แต่ขณะเดียวกันก็เท่ากับเป็นการมองข้ามคุณค่าที่แท้จริงของของเหลือเหล่านั้นซึ่งได้แก่ ลิกนิน ยาง และน้ำมัน (สน)  สารเหล่านี้ถูกเผาทำลายแทนที่จะสกัดออกมาและนำไปใช้ประโยชน์ตามศักยภาพการในอุตสาหกรรมอื่นๆ ซึ่งสามารถใช้สารเหล่านี้เป็นวัตถุดิบอยู่แล้ว

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading