ก๊าซคลอรีนทำให้เกิดสารประกอบอินทรีย์คลอรีนที่มีพิษ
ในเทคโนโลยีการฟอกขาวที่ใช้กันทั่วไปสำหรับเยื่อเคมีนั้น ลิกนินถูกสลายและกำจัดออกไปด้วยก๊าซคลอรีน เยื่อกระดาษจะถูกฟอกขาวในอีกหลายขั้นตอนโดยการใช้คลอรีนไดออกไซด์หรือไฮโพคลอไรท์ โดยเฉลี่ยแล้ว การฟอกขาวเยื่อคราฟท์หนึ่งตัน จะใช้คลอรีนประมาณ 50 ถึง 80 กิโลกรัม หลังจากขั้นตอนสุดท้ายแล้ว คลอรีนร้อยละ 10 จะผสมกับโมเลกุลของอินทรียสารจากเนื้อไม้และถูกปลดปล่อยพร้อมกับของเสียจากโรงงาน ดังนั้นการฟอกขาวเยื่อกระดาษจึงก่อให้เกิดกลุ่มสารประกอบคลอรีนที่เป็นพิษ เรียกว่า สารประกอบอินทรีย์คลอรีน (Organochlorine) กระบวนการฟอกขาวก่อให้เกิดสารประกอบอินทรีย์คลอรีนนับ 1,000 ชนิด แต่เรารู้จักเพียง 300 ชนิดเท่านั้น ดังนั้น จึงเป็นการยากที่จะอธิบายองค์ประกอบทางเคมีของของเสียทั้งหมดที่โรงงานผลิตเยื่อกระดาษปล่อยออกมาได้อย่างถูกต้องแม่นยำ อย่างไรก็ตาม ปริมาณของสารประกอบอินทรีย์คลอรีนที่ถูกปล่อยออกมานั้นสามารถตรวจวัดได้ โดยการใช้ค่าตัวแปรใดตัวแปรหนึ่งระหว่าง Absorbable Organic Halogen – AOX หรือ Total Organically-bound Chlorine-TOCI โรงงานผลิตเยื่อเคมีซึ่งใช้เทคโนโลยีการฟอกขาวที่ใช้กันทั่วไปโดยปกติจะปล่อย AOX หรือ TOCI ประมาณ 5 ถึง 8 กิโลกรัมต่อเยื่อกระดาษที่ฟอกขาวแล้ว 1 ตัน และระบายของเสียลงสู่ทะเลสาบ แม่น้ำ และมหาสมุทร ถ้าโรงงานผลิตเยื่อคราฟท์มีกำลังผลิตเยื่อ 600 – […]
เรื่องของกระดาษ : การทำเยื่อคราฟท์
ในกระบวนการซัลเฟตหรือคราฟท์ (Kraft: จากภาษาเยอรมันมีความหมายว่าแข็งแรง) ประกอบด้วยการต้มชิ้นไม้ด้วยโซดาไฟ เยื่อกระดาษที่ได้จะมีสีน้ำตาลเข้มอย่างถุงกระดาษสีน้ำตาลและมีความแข็งแรงมาก นับจากสงครามโลกครั้งที่สอง การทำเยื่อโดยกรรมวิธีคราฟท์แพร่หลายมากที่สุดในโลก เป็นกระบวนการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการขจัดยางไม้และลิกนินออกจากไม้เนื้ออ่อน ในขณะที่เยื่อกระดาษยังคงมีความแข็งแรงและมีคุณภาพสูง สิ่งนี้นำไปสู่การตัดทำลายป่าไม้เนื้ออ่อนอันกว้างใหญ่ไพศาลของอเมริกาเหนือ และสแกนดิเนเวีย การทำเยื่อคราฟท์แบบที่ไม่ฟอกขาวเป็นระบบปิด เศษเนื้อไม้ที่เหลือประกอบด้วยสารเคมีที่เป็นพิษมาก เช่น กรดยางไม้ จะนำมาเผาใช้เป็นเชื้อเพลิง และสารเคมีที่ใช้ในการทำเยื่อมากกว่าร้อยละ 95 ก็จะนำมาใช้อีกในรอบการผลิตครั้งต่อไป เพราะฉะนั้น สารเคมีที่ใช้ในระหว่างกระบวนการผลิตจึงมีปริมาณน้อยมากอย่างน่าประหลาดใจ เยื่อคราฟท์ 1 ตัน หรือ 1,000 กิโลกรัม ใช้โซเดียมซัลเฟตเพียง 20 กิโลกรัมและแคลเซียมคาร์บอเนต 75 กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม การผลิตเยื่อคราฟท์ก็ยังปล่อยสารพิษสู่สิ่งแวดล้อม การผลิตเยื่อคราฟท์ 1 ตัน ปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ประมาณ 1 ถึง 3 กิโลกรัมสู่บรรยากาศ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์เป็นหนึ่งในสารหลักที่ก่อให้เกิดฝนกรด กระบวนการผลิตยังก่อให้เกิดกลิ่นก๊าซไข่เน่าอย่างรุนแรง ประเทศที่มีประชากรหนาแน่นอย่างเยอรมนีตะวันตกจึงออกกฎหมายห้ามผลิตเยื่อกระดาษด้วยกรรมวิธีคราฟท์โดยเด็ดขาด เส้นใยเซลลูโลสที่สูญหายระหว่างกระบวนการผลิตนั้น จะถูกระบายไปพร้อมกับของเสียจากโรงงาน และสามารถทำให้เกิดแพเส้นใย (Fibre beds) ซึ่งจะต้องใช้ออกซิเจนมากมายในการย่อยสลาย สิ่งมีชีวิตอื่นซึ่งอยู่บริเวณรอบๆ ของท่อน้ำทิ้งของโรงงานจึงขาดอากาศหายใจ วัตถุมีพิษจากกากของเสียจากกระบวนการทางเคมีต้องบำบัดด้วยวิธีการทางชีวภาพ เช่น […]
จากเยื่อ(Pulp)สู่กระดาษ(Paper)
การที่ไม้ถูกนำมาเป็นวัตถุดิบสำหรับทำกระดาษ ก่อให้เกิดปัญหาที่เฉพาะเจาะจงขึ้น ลิกนิน (lignin) ซึ่งมีหน้าที่เสริมเซลลูโลสในลำต้นให้แข็งแรงนั้นเป็นยางไม้เหนียวทนทาน โดยทั่วไปเนื้อไม้ประกอบด้วยเซลลูโลสร้อยละ 50 ลิกนินร้อยละ 30 และอีกร้อยละ 20 เป็นสารประกอบอื่นๆ เช่น น้ำมันหอมระเหย และคาร์โบไฮเดรตกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม เฮมิเซลลูโลส (Hemicellulose) ในการทำกระดาษ เซลลูโลสจะถูกแยกจากส่วนประกอบอื่นๆ ของเนื้อไม้เพื่อนำมาผลิตเป็นเยื่อกระดาษ แล้วนำมาใช้ทำกระดาษต่อไป “การทำเยื่อ” นี้สามารถทำด้วยกรรมวิธีทางเคมีโดยต้มเนื้อไม้กับสารเคมี หรือด้วยกรรมวิธีเชิงกลโดยการสับบดเนื้อไม้ กระบวนการทำเยื่อแต่ละวิธีเหมาะสำหรับต้นไม้แต่ละชนิด เพราะต้นไม้ต่างชนิดกันนั้นจะมีลักษณะเฉพาะของเนื้อไม้ที่แตกต่างกัน ต้นไม้สามารถจำแนกได้เป็นสองกลุ่ม คือ ไม้เนื้อแข็ง และ ไม้เนื้ออ่อน ไม้เนื้อแข็งเป็นไม้ผลัดใบ เช่น เมเปิ้ล (Maple) เบิร์ช (Birch) บีช (Beech) และยูคาลิปตัส (Eucalypt) ต้นไม้เหล่านี้ให้เส้นใยเซลลูโลสที่สั้น (ยาวประมาณ 1 ถึง 2 มิลลิเมตร) ไม้เนื้ออ่อนเป็นต้นไม้จำพวกสน (Conifer) เช่น สน (Pine) สพรูซ ( Spruce) […]