Taragraphies — Header Component

ความจริงประการหนึ่งของผลิตภัณฑ์พีวีซีคือปลายทางของมันคือขยะ นี่ไม่ใช่เพราะธรรมชาติของผลิตภัณฑ์ที่ราคาถูกซึ่งผลิตจำนวนมากและไม่สามารถซ่อมได้ แต่เป็นเพราะสูตรที่หลากหลายและมีการเติมสารเติมแต่งหลากชนิดเข้าไป ทำให้การนำพีวีซีกลับมาใช้ใหม่เป็นไปไม่ได้

กระทั่งผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากพีวีซีที่นำกลับมาใช้ใหม่ก็ตาม ไม่ช้าก็เร็วมันก็ต้องถูกทิ้งลงถังขยะ

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์พีวีซีนับล้านตันถูกกำจัดด้วยการเผาและฝังกลบ ผลักภาระทั้งแง่เม็ดเงินและความเสียหายด้านสุขภาพให้แก่สาธารณชน

สภาผู้เชี่ยวชาญสิ่งแวดล้อมเยอรมันได้สรุปในรายงานการจัดการขยะปี 2534 ว่า

“การใช้พีวีซีซึ่งเป็นวิธีการกำจัดคลอรีน ได้รับการอุดหนุนจากผู้บริโภคและสาธารณชนผ่านค่าใช้จ่ายในการกำจัด”

การฝังกลบ ไม่มีสถานที่เหลือพออีกแล้ว

ในสหราชอาณาจักรขยะส่วนใหญ่ถูกนำไปกำจัดด้วยการฝังกลบ แม้ว่าอุตสาหกรรมเคมีได้อ้างว่าพีวีซีสามารถที่จะนำไปฝังกลบอย่างปลอดภัย แต่สารเติมแต่ง จำนวนมากโดยเฉพาะ Plasticisers สามารถที่จะรั่วออกมาโดยปฏิกิริยาของจุลชีพหรือการกัดกร่อนโดยตรงของของเหลวที่มีฤทธิ์กัดกร่อนในหลุมฝังกลบ

ผลการทดสอบแสดงว่า สารพิษที่ใช้สำหรับการทำให้คงตัว (Stabilisers) อย่างแบเรียมหรือแคดเมียม สามารถออกจากพลาสติกพีวีซีที่อยู่ใต้หลุมฝังกลบ และสารเหล่านี้สามารถดูดซึมเข้าไปในพืช นั่นหมายถึงผลิตภัณฑ์ที่มีสารเหล่านี้อยู่ไม่ควรจะถูกนำไปฝังกลบในหลุมฝังกลบทั่วไป

แม้ในหลุมฝังกลบที่มีการจัดการเป็น “อย่างดีเยี่ยม” ส่วนผสมของน้ำปนเปื้อนที่ออกมาจากหลุมนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถที่จะคาดเดาได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับธรรมชาติของขยะในหลุมฝังกลบ ปริมาณฝน อุณหภูมิและเจ้าของโรงงาน น้ำปนเปื้อนเหล่านี้สามารถทำปฎิกิริยากับพีวีซีซึ่งมีสาร Plasticisers มากถึง 60 ร้อยละโดยน้ำหนัก ไม่รวมกับสารเติมแต่ง อื่น ๆ เช่นสารเพิ่มความคงตัว สารหล่อลื่น สารทนไฟ ซึ่งมีอยู่ในปริมาณที่ต่างกันออกไป

ขณะที่ปริมาณขยะพีวีซีที่จะถูกนำไปฝังกลบเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ เป็นความจริงที่ไม่มีแผ่นเยื่ออะไรที่สามารถป้องกันการรั่วซึมของน้ำปนเปื้อนไม่ให้ออกไปสู่สิ่งแวดล้อมภายนอกได้ ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสที่จะทำให้เกิดการปนเปื้อนของแหล่งน้ำดื่มในอนาคตได้

โรงงานเผาขยะ แหล่งกระจายสารพิษออกสู่อากาศ ดิน และน้ำ

หลายประเทศเผาขยะชุมชนที่เป็นของแข็งจำนวนมาก บางครั้งก็เผาด้วยพลังงานที่ได้จากกระบวนการนำกลับมาใช้ใหม่ อุตสาหกรรมเคมีได้สนับสนุนหลักการกำจัดขยะเช่นนี้ด้วยการใช้พลาสติกเป็นเชื้อเพลิง ด้วยค่าความร้อนที่ได้จากพลาสติกนั้นเหมาะสมเพียงพอที่จะใช้สำหรับเตาเผาขยะ ความจริงพลังงานจากพีวีซีเพียง 10 ร้อยละเท่านั้นที่สามารถนำมาใช้งานได้

นี่ยังไม่มีการคำนึงถึงความจริงที่ว่าเตาเผาขยะเป็นแหล่งปล่อยสารพิษออกสู่อากาศ ดินและน้ำเนื่องจากขยะพีวีซีมีการเติมสารเติมแต่ง จำนวนมาก

ส่วนผสมของคลอรีนในพีวีซีเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ขยะพีวีซีไม่เหมาะแก่การนำไปกำจัดด้วยเตาเผา เมื่อไรที่คลอรีนถูกเผาก็จะเกิดก๊าซไฮโดรเจนคลอไรด์ขึ้นมา ก๊าซพิษซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อนนี้ต้องถูกแยกออกไปก่อนที่ก๊าซจากเตาเผาจะถูกปล่อยออกไปสู่บรรยากาศเพื่อหลีกเลี่ยงมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้ต้องมีการลงทุนราคาแพงในการแยกนี้ ไม่รวมกับค่าลงทุนในการเฝ้าติดตามสภาพมลพิษอย่างมีประสิทธิภาพและการใช้พลังงานจำนวนมาก และนี่ก็เป็นเหตุผลที่อุตสาหกรรมพีวีซีและคลอรีนไปตั้งเตาเผากลางมหาสมุทราเพื่อจะได้ไม่ต้องติดตั้งเครื่องดักจัดสารพิษแต่ปล่อยให้มันออกมาจับที่ผิวน้ำทะเลแทน

พีวีซียังเป็นแหล่งกำเนิดสารพิษไดออกซินแหล่งใหญ่ที่สุดแหล่งหนึ่ง การเผาพีวีซี 1 กิโลกรัมจะปล่อยสารไดออกซินออกมาราว 50 ไมโครกรัม ซึ่งสามารถทำให้สัตว์ทดลอง 50,000 ตัวเกิดมะเร็งได้

เร็ว ๆ นี้มีหลักฐานระบุว่าพิษของไดออกซินสามารถทำให้ครอบครัวที่ได้รับไดออกซินระดับต่ำเกิดปัญหาต่อระบบสืบพันธุ์ได้ การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความผิดปกติต่อโครโมโซมเพศของสัตว์ป่า

นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากทำนายว่าความผิดปกติดังกล่าวจะเกิดกับมนุษย์ด้วย

ขี้เถ้าจากเตาเผาขยะควรถูกนำไปฝังกลบอย่างถูกวิธี ในกรณีของพีวีซีจะมีขี้เถ้าเกลือมากถึง 0.9 ตันออกมาจากการเผาพีวีซี 1 ตัน เนื่องจากส่วนผสมของโลหะหนักและสารเติมแต่ง ที่เป็นส่วนประกอบในพีวีซี ต้นทุนสำหรับการบำบัดขี้เถ้าเหล่านี้อย่างปลอดภัยจะสูงกว่าต้นทุนในการผลิตพีวีซีใหม่ด้วยซ้ำ

ในเยอรมัน สภาผู้เชี่ยวชาญสิ่งแวดล้อมได้จัดทำรายงานพิเศษเรื่องการจัดกากของเสียในปี 2533 สรุปว่า

“แม้จะสมมุติว่าเตาเผาพีวีซีสามารถที่จะกำจัดมลพิษออกได้หมดด้วยกรรมวิธีต่างๆ แต่ยังคงเหลือกรดไฮโดรคลอริกที่จะออกมากับก๊าซที่ปล่อยออกมาจากเตาเผาซึ่งต้องได้รับการจัดการด้วยการทำให้เป็นเกลือหรือเก็บไว้ในที่ปลอดภัย ดังนั้นปริมาณกากของเสียที่ต้องมีการเก็บก็จะไม่สามารถลดลงได้ด้วยการใช้เตาเผา”

ท้ายที่สุด อุตสาหกรรมพีวีซีได้ตระหนักถึงภาพลักษณ์ที่แย่ของผลิตภัณฑ์พีวีซีจึงได้จัดโครงการ”ประชาสัมพันธ์” ชื่อ Close Chlorine Cyle ขึ้นมา

ภายใต้โครงการนี้ ก๊าซกรดที่ออกมาจะถูกทำให้เป็นเกลือโดยการปล่อยสารที่มีฤทธิ์เป็นด่าง (Caustic Soda) เข้าไป ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มการผลิตคลอรีนและพีวีซีมากขึ้น เพราะในความเป็นจริงในเชิงเทคโนโลยีการผลิต Caustic Soda นั้นจะผลิตคลอรีนออกมาในปริมาณที่เท่ากัน

ยิ่งไปกว่านั้นเกลือที่ได้จากการจัดการกรดดังกล่าวส่วนใหญ่ยังปนเปื้อนด้วยโลหะหนักและสาร Addttives อื่นๆ ด้วย ทำให้เกลือที่ได้ไม่บริสุทธิ์พอที่จะนำไปใช้ในงานอื่นได้

เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า มีเพียงทางออกทางเดียวสำหรับปัญหาซับซ้อนจากการกำจัดขยะพีวีซี คือการหยุดการผลิตพีวีซีตั้งแต่แรกนั่นเอง

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading