Taragraphies — Header Component

Thailand’s Plastic Pollution Crisis

Plastics and Petrochemicals Thailand’s petrochemical sector first appeared in the 1960s, heralding a countrywide trend toward plastic manufacturing and use. Thailand’s petrochemical sector has a total capacity of 32 million tonnes in 2018, including 11.8 million tonnes of downstream petrochemical products and plastic resins, making it the largest in ASEAN and the world’s 16th largest. […]

การกำจัดพีวีซี ไม่มีวิธีปลอดภัย

ความจริงประการหนึ่งของผลิตภัณฑ์พีวีซีคือปลายทางของมันคือขยะ นี่ไม่ใช่เพราะธรรมชาติของผลิตภัณฑ์ที่ราคาถูกซึ่งผลิตจำนวนมากและไม่สามารถซ่อมได้ แต่เป็นเพราะสูตรที่หลากหลายและมีการเติมสารเติมแต่งหลากชนิดเข้าไป ทำให้การนำพีวีซีกลับมาใช้ใหม่เป็นไปไม่ได้ กระทั่งผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากพีวีซีที่นำกลับมาใช้ใหม่ก็ตาม ไม่ช้าก็เร็วมันก็ต้องถูกทิ้งลงถังขยะ ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์พีวีซีนับล้านตันถูกกำจัดด้วยการเผาและฝังกลบ ผลักภาระทั้งแง่เม็ดเงินและความเสียหายด้านสุขภาพให้แก่สาธารณชน สภาผู้เชี่ยวชาญสิ่งแวดล้อมเยอรมันได้สรุปในรายงานการจัดการขยะปี 2534 ว่า “การใช้พีวีซีซึ่งเป็นวิธีการกำจัดคลอรีน ได้รับการอุดหนุนจากผู้บริโภคและสาธารณชนผ่านค่าใช้จ่ายในการกำจัด” การฝังกลบ ไม่มีสถานที่เหลือพออีกแล้ว ในสหราชอาณาจักรขยะส่วนใหญ่ถูกนำไปกำจัดด้วยการฝังกลบ แม้ว่าอุตสาหกรรมเคมีได้อ้างว่าพีวีซีสามารถที่จะนำไปฝังกลบอย่างปลอดภัย แต่สารเติมแต่ง จำนวนมากโดยเฉพาะ Plasticisers สามารถที่จะรั่วออกมาโดยปฏิกิริยาของจุลชีพหรือการกัดกร่อนโดยตรงของของเหลวที่มีฤทธิ์กัดกร่อนในหลุมฝังกลบ ผลการทดสอบแสดงว่า สารพิษที่ใช้สำหรับการทำให้คงตัว (Stabilisers) อย่างแบเรียมหรือแคดเมียม สามารถออกจากพลาสติกพีวีซีที่อยู่ใต้หลุมฝังกลบ และสารเหล่านี้สามารถดูดซึมเข้าไปในพืช นั่นหมายถึงผลิตภัณฑ์ที่มีสารเหล่านี้อยู่ไม่ควรจะถูกนำไปฝังกลบในหลุมฝังกลบทั่วไป แม้ในหลุมฝังกลบที่มีการจัดการเป็น “อย่างดีเยี่ยม” ส่วนผสมของน้ำปนเปื้อนที่ออกมาจากหลุมนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถที่จะคาดเดาได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับธรรมชาติของขยะในหลุมฝังกลบ ปริมาณฝน อุณหภูมิและเจ้าของโรงงาน น้ำปนเปื้อนเหล่านี้สามารถทำปฎิกิริยากับพีวีซีซึ่งมีสาร Plasticisers มากถึง 60 ร้อยละโดยน้ำหนัก ไม่รวมกับสารเติมแต่ง อื่น ๆ เช่นสารเพิ่มความคงตัว สารหล่อลื่น สารทนไฟ ซึ่งมีอยู่ในปริมาณที่ต่างกันออกไป ขณะที่ปริมาณขยะพีวีซีที่จะถูกนำไปฝังกลบเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ เป็นความจริงที่ไม่มีแผ่นเยื่ออะไรที่สามารถป้องกันการรั่วซึมของน้ำปนเปื้อนไม่ให้ออกไปสู่สิ่งแวดล้อมภายนอกได้ ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสที่จะทำให้เกิดการปนเปื้อนของแหล่งน้ำดื่มในอนาคตได้ โรงงานเผาขยะ แหล่งกระจายสารพิษออกสู่อากาศ ดิน และน้ำ […]

เรื่องของพลาสติกพีวีซี : สินค้าอายุยืน ภูเขาผลิตภัณฑ์ที่นับวันยิ่งโต

การใช้งานพีวีซีไม่ได้มีเพียงเฉพาะในงานที่เห็นได้อย่างชัดเจนอย่างบรรจุภัณฑ์หรือสินค้าบริโภค ยังมีการใช้ที่เห็นได้ยากอย่างในภาคก่อสร้าง อุตสาหกรรมยานยนต์ และการแพทย์ ซึ่งการใช้ในงานเหล่านี้พีวีซีจะคงทนถึง 10 ถึง 20 ปี ก่อนที่จะหมดอายุใช้งานกลายเป็นขยะ ในภาคก่อสร้าง พีวีซีใช้ทำผลิตภัณฑ์อย่างรางน้ำ ท่อน้ำ พื้น กรอบ กรุประตูหน้าต่าง และกรอบหน้าต่าง และเนื่องจากพีวีซีมีคุณสมบัติไม่คงตัวกลางรังสีอุลตราไวโอเล็ตจากแสงแดด ทำให้ต้องมีการเติมสารเพิ่มความคงตัว (Stabilisers) ซึ่งส่วนใหญ่มีแคดเมียมเป็นส่วนผสม ต่างจากสินค้าอายุสั้น ผลกระทบจากการใช้พีวีซีในสินค้าอายุยืนจึงยังไม่ปรากฎอย่างชัดเจน เนื่องจากต้องใช้เวลานานกว่าจะพิสูจน์ได้ชัด ปี 2533 ในเยอรมัน มีการใช้สารเพิ่มความคงตัวที่มีแคดเมียมเป็นส่วนผสมมากถึง 1.5 ล้านตันเพื่อทำพลาสติกองค์ประกอบหน้าต่าง  ปี 2535 คาดว่ามีการใช้พีวีซีทำพลาสติกสำหรับงานประตูและหน้าต่างมากถึง 90 ร้อยละของสินค้าดังกล่าวในตลาดสหราชอาณาจักร  ปี2538 มีรายงานการศึกษาประมาณการอัตราการเพิ่มของการใช้พีวีซีในงานแบบนี้ทั่วยุโรปจะอยู่ที่ 7-8 ร้อยละ เป็นที่ชัดเจนว่าการใช้วัสดุก่อสร้างแบบเก่าอย่างไม้กำลังจะหายไปและทดแทนด้วยความนิยมพีวีซี แม้ว่าปัญหามหึมาในการกำจัดขยะพีวีซีกำลังรออยู่ และดูเหมือนเราจะยังไม่ต้องปวดหัวกับปัญหานี้ภายในช่วง 15-20 ปีของอายุการใช้งานของมัน พีวีซีถูกใช้อย่างกว้างขวางในการผลิตเป็นพื้นไวนิล โดยเฉพาะพื้นในครัว ห้องน้ำ และอาคารสาธารณะ ผนังพลาสติก (Wallpapers) ก็เป็นอีกการใช้งานที่มีการใช้พีวีซีทดแทนวัสดุธรรมชาติที่เคยใช้กัน พื้นและผนังพีวีซีมีการใช้สารเติมแต่ง ปริมาณมหาศาล โดยเฉพาะการเติมสาร Plasticisers […]

อันตรายของผลิตภัณฑ์พีวีซีกับอัคคีภัย

ผลกระทบของพีวีซีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมประการสำคัญคือการที่นำไปเผา ชีวิตสมัยใหม่ปัจจุบัน มีการใช้พลาสติกพีวีซีอย่างกว้างขวางนับแต่พื้นบ้าน ผนังห้อง ม่านห้องน้ำ กรอบหน้าต่าง หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็นฉนวนสายเคเบิลและสายไฟ ไม่รวมกับผลิตภัณฑ์พีวีซีที่เรายากจะแยกได้อีกไม่มากมาย หากมีการเผาวัสดุเหล่านี้ ควันกรดที่ฉุนและสารประกอบอินทรีย์คลอรีนอย่างไดออกซินจะถูกปล่อยออกมา ควันที่ออกมาจะมีไฮโดรเจนคลอไรด์ซึ่งมีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ หากเข้าไปรวมกับความชื้นหรือน้ำ เช่น ในปอดก็จะเกิดเป็นกรดไฮโดรคลอริกซึ่งสามารถทำลายเนื้อเยื่อมนุษย์เช่นเดียวกับสร้างความเสียหายให้กับวัสดุต่างๆ แต่ไม่ใช่ว่าต้องเผาเท่านั้นถึงจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้ ในความเป็นจริงอัคคีภัยที่ร้ายแรงอาจไม่ใช่การเผาผลาญโดยตรงแต่เป็นเพลิงที่คุ ทำให้ผลิตภัณฑ์พีวีซีถูกทำลายและอาจทำให้บาดเจ็บหรือถึงตายได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับคำกล่าวอ้างของอุตสาหกรรมพีวีซีที่ว่า “เมื่อพีวีซีถูกเผา จริงอยู่ว่ามันจะปล่อยสารไฮโดรคลอไรด์ออกมา แต่ในความเข้มข้นที่ต่ำมากห่างไกลจากระดับที่จะเป็นอันตรายอย่างเฉียบพลัน” ก๊าซไฮโดรเจนคลอไรด์ที่ออกมาจากพลาสติกพีวีซีที่ไหม้ไฟจะทำปฏิกิริยากับสารเติมแต่ง ตัวอื่น ๆ เกิดเป็นก๊าซที่มีพิษรุนแรงปริมาณมาก โลหะหนักในพีวีซีจะถูกปล่อยออกมาซึ่งจะเป็นพิษมากหากสาร Stabilisers ตัวนั้นเป็นสารแคดเมียม เหตุการณ์เพลิงไหม้ใน Bevery Hills Supper Club นับเป็นกรณีตัวอย่างที่มีการบันทึกไว้ที่สามารถยืนยันถึงอันตรายจากอัคคีภัยที่เกี่ยวข้องกับพีวีซีได้เป็นอย่างดี เหตุเพลิงไหม้ครั้งนั้น สายไฟที่ทำจากพลาสติกพีวีซีหลอมตัวเป็นกลุ่มควันสีขาวเทาและเปลวไฟที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น พนักงานที่ศูนย์นันทนาการเล่าว่าควันดังกล่าวทำให้เล็บเธอลอก หลังจากนั้นทุกส่วนของร่างกายเธอสัมผัสกับควันก็ปวดร้อนและผิวหนังเธอก็เป็นแผลไหม้ระดับสอง ทางการแพทย์เรียกว่า second-degree burns กว่าที่เปลวไฟจะมากพอที่จะมองเห็น ก็เป็นจังหวะที่สัญญาณดับเพลิงดังลั่น ทุกอย่างก็สายเกินไป ผู้คนกรูกันออกไปจากบริเวณนั้นอย่างไม่คิดชีวิต แต่คนโชคร้ายที่สัมผัสกับควันดังกล่าวก็มีอันหมดสติล้มกองกับพื้นตาม ๆ กัน หลังเหตุเพลิงไหม้มีผู้เคราะห์ร้าย 161 รายเสียชีวิตโดยไม่ได้ถูกเปลวเพลิงแม้สักนิด พวกเขาตายก่อนที่ไม้โครงสร้างตึกจะไหม้ และก่อนที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเพลิงจะมากพอที่จะเป็นอันตรายแก่พวกเขา ในบรรดาผู้บาดเจ็บสาหัสมีอีก 4 […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings