Taragraphies — Header Component

20121228-144631.jpg

Greenpeace volunteer constructed Climate Rescue Station to launch “Solarising Borobudur” Jogjakarta, Indonesia. October 2012 (Photo : Tara Buakamsri)

ธารา บัวคำศรี

หากเราจะนับว่า “โคตรมหาอุทกภัยปี 2554(Thailand’s Great Flood of 2011)” เป็นจุดเปลี่ยนว่าด้วยการปะทะสังสรรค์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติของสังคมไทยในห้วงแห่งยุคสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว(Extreme Weather Events) เราก็อาจจะกล่าวได้ว่าปี พ.ศ. 2555 ที่กำลังจะผ่านไปและปี พ.ศ. 2556 ที่จะมาถึงคือความต่อเนื่องของทางเลือกและความท้าทายหลากมิติด้านสังคม-วัฒนธรรม การเมืองและนิเวศวิทยาที่เราต่างเผชิญอยู่

เราผ่านจุดผลิกผัน(Tipping Point) มาแล้ว และไม่อาจหวนคืนดังเดิม แม้ว่าเศรษฐกิจทั่วโลกจะถดถอย แต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศยังคงเพิ่มมากขึ้น ในปี 2555 อัตราการเพิ่มของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศคิดเป็นร้อยละ 3.2 หากเรายังดำเนินไปตามแนวทางที่เป็นไปตามปกติ เป็นไปได้อย่างยิ่งที่เราจะได้เห็นอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มไปถึง 6 องศาเซลเซียส (เทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม) เมื่อถึงตอนนั้นทุกอย่างก็จะสายเกินไป การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว(Extreme Weather Events) จะตกอยู่กับทุกสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนยากไร้ที่สุด

แม้ว่าภายใต้เหตุการณ์ที่ดีที่สุด การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกจะลดลงภายใต้พันธะกรณีของการเจรจาโลกร้อน แรงเฉี่อยของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศจะยังส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ ๒ องศาเซลเซียส สิ่งที่เราต้องเผชิญมิใช่เพียงอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่เพิ่มขึ้น แต่คืออุทกวิทยาที่เปลี่ยนแปลง แบบจำลองสภาพภูมิอากาศส่วนใหญ่ คาดการณ์ว่า พื้นที่ที่มีน้ำมากอยู่แล้วจะมีน้ำมากขึ้น ส่วนพื้นที่ที่มีน้ำน้อย-ที่ซึ่งน้ำคือความเป็นความตาย-จะแห้งแล้งมากขึ้น ภัยพิบัติเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วจากน้ำมือของเราเอง

น้ำเป็นสิ่งกำหนดชะตากรรมของโลก เราต่างพึ่งพาแหล่งน้ำในการหล่อเลี้ยงชีวิต การมีอยู่และหายไปของน้ำมีผลสะเทือนต่อสังคมอย่างใหญ่หลวง แม้ธรรมชาติจะทำความสะอาดน้ำและหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ทุกๆ ๑๐ วันจากการระเหยและตกลงมาในรูปของฝนและหิมะ แต่เราใช้น้ำจากธรรมชาติมากกว่า ๓ เท่าของอัตราที่คนรุ่นก่อนเคยใช้ ธรรมชาติจึงไม่อาจรักษาสมดุลนี้ไว้ได้อีกต่อไป

ไม่ว่าเราจะไม่รู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ประเทศไทยเผชิญ “วิกฤตขาดแคลนน้ำ (Water Stress)” ระดับปานกลางถึงระดับสูง และเราต้องแยกแยะระหว่าง “การพึ่งพาน้ำบรรจุขวด” ของคนในเมืองออกจากวิถีการดำรงชีวิตของคนส่วนใหญ่ในภาคชนบทและเกษตรกรรม วิกฤตขาดแคลนน้ำเป็นตัวชี้วัดถึงการมีอยู่ของน้ำ แต่ไม่ได้หมายถึงการเข้าถึงน้ำสะอาดหรือมีเงินซื้อน้ำบรรจุขวดกินเสมอไป และแม้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องเลยกับเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว การเพิ่มและการเคลื่อนย้ายประชากรก็ทำให้คนนับล้านต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีน้ำจำกัดและเผชิญกับมลพิษอุตสาหกรรม ในกรณีนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนและเป็นธรรมในสังคมไทยขึ้นอยู่กับทิศทางและนโยบายการจัดการทรัพยากรน้ำที่ชาญฉลาดและสอดคล้องกับรากฐานของสังคมไทย

โคตรมหาอุทกภัยปี 2554 บอกเราว่า ช่วงเวลาแห่งความสมดุลกำลังหมดลงจากการที่เราเข้าแทรกแซงธรรมชาติ จากนี้ไปสภาพภูมิอากาศจะทวีความสุดขั้วมากขึ้น แม้เราจะมีสัญชาตญาณในการปรับตัวซึ่งทำให้เราดำรงอารยธรรมมาได้ แต่บทเรียนที่ผ่านมาบอกเราว่าสังคมทันสมัยและเมืองอันเป็นที่รักยิ่งของเรานั้นเปราะบางต่อความเกรี้ยวกราดของธรรมชาติมากกว่าที่เราคิดไว้

ปี 2556 ยังเป็นความต่อเนื่องของการปะทะสังสรรค์และต่อสู้ช่วงชิงด้านวาทกรรมและพื้นที่ทางการเมืองในเรื่อง “ความมั่นคงด้านพลังงานและทางเลือก” ยุคหลังวิฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมาเป็นช่วงการกลับมาของ “ถ่านหิน” ในฐานะเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าป้อนให้กับเศรษฐกิจอุตสาหกรรม การเคลื่อนไหวภาคประชาชนนั้นนอกจากจะเป็นพลังหลักที่ต่อกรกับความพยายามสุดลิ่มทิ่มประตูของอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลเพื่อผลักดันโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่และรวมศูนย์ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(Power Development Plan) ยังได้สร้างกระแสทางเลือกซึ่งยืนอยู่บนพื้นฐานของการปฏิวัติพลังงาน(Energy Revolution) ที่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อสร้างระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์ที่ชาญฉลาด ยั่งยืนและเป็นธรรม ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมพลังงานของไทยซึ่งมีผลประโยชน์และอำนาจทางการเมืองอยู่เบื้องหลังอาศัยความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบในการสยายปีกการลงทุนด้านพลังงานและอุตสาหกรรมไปยังประเทศเพื่อนบ้านรวมถึงสหภาพพม่าหรือเมียนมาร์ที่กำลังกลายเป็น “สรวงสวรรค์แห่งมลพิษ(Pollution Heaven)” และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวซึ่งผู้กำหนดนโยบายด้านพลังงานขนานนามประเทศตัวเองว่า “หม้อไฟแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(Battery of Southeast Asia) โดยผลักดันโครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่บนลุ่มแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขามากกว่า 30 โครงการเพื่อขายไฟฟ้าให้กับประเทศเพื่อนบ้าน

หากมองข้ามไปจนถึงปี 2558 ซึ่งจะเป็นเงื่อนเวลาของการรวมเศรษฐกิจอาเซียนและแผนปฏิบัติการความร่วมมือด้านพลังงาน ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ(IEA) ประมาณว่าเม็ดเงินลงทุนภายใต้แผนนี้คิดเป็น 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 33 ล้านล้านบาท) ไปจนถึงปี 2573 ดังนั้นการเคลื่อนไหวภาคประชาชนระหว่างอาเซียนในการต่อสู้ช่วงชิงพื้นที่ทางเลือกและกำหนดอนาคตและชะตากรรมของตนเองภายใต้แรงกระแทกกระทั้นของโลกาภิวัตน์ของทุนนิยมนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ไม่ช้าก็เร็วเราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เรียกว่า “Political Thaw” อันเนื่องมาจากนโยบายรัฐที่จำกัดพื้นที่ทางประชาธิปไตยในการแสดงความคิดเห็น รวมถึงการเล่นพวกพ้อง การคอรัปชั่นและตักตวงผลประโยชน์จากนโยบายพลังงานที่บิดเบี้ยวซึ่งเข้าไปรุกล้ำปริมณฑลของวิถีชิวิตชุมชนและธรรมชาติ

กล่าวโดยทั่วไป วิกฤตทางอาหารนั้นแยกไม่ออกจากเรื่องเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้วและพลังงาน ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อการผลิตข้าวมีความสำคัญในนโยบายเกษตรกรรมของประเทศ แม้ว่าประเทศไทยจะได้เปรียบหรือมีผลกระทบไม่มากนักจากวิกฤตราคาอาหารโลกจากการเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรกรรม สถานการณ์เรื่องปากท้องและอาหารของประชาชนนั้นก็มิอาจมองข้ามได้เลยในปี 2556 ที่จะมาถึง

การรวมเศรษฐกิจอาเซียนได้เปิดให้มีการลงทุนด้านเกษตรอุตสาหกรรมมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเป็นการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อเพิ่มผลิตภาพของพืชพลังงาน สวนเกษตรเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่ รวมถึงการวิจัยเพื่อปรับปรุงพันธุกรรม ซึ่งแทนที่จะนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหารของประชากรส่วนใหญ่ การลงทุนดังกล่าวนี้ตกอยู่ในมือของภาคอุตสาหกรรมการเกษตรรายใหญ่ที่ครอบงำนโยบายการผลิตเกษตรกรรมและวิถีการบริโภค

องค์การอาหารแห่งสหประชาชาติ (FAO) มีบทบาทสำคัญต่อนโยบายเกษตรกรรมของประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย สิ่งที่ควรจับตานอกเหนือจากตัวอย่างความสำเร็จและความล้มเหลวของโครงการเกษตรกรรมยั่งยืนที่สนับสนุนโดย FAO ความท้าทายอีกประการหนึ่งคือการตรวจสอบติดตามบทบาทของ FAO ในด้านความร่วมมือภาครัฐ-เอกชนซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณ(ภาษีของประชาชน)ไปกับการสร้างผลกำไรให้กับธุรกิจเกษตรกรรมอุตสาหกรรมผ่านโครงการเกษตรที่ใช่้ปุ๋ยเคมีและยาปราบศัตรูพืชแบบเข้มข้น

อาหารที่เรากินยังมาจากทะเลและมหาสมุทรซึ่งเผชิญกับวิกฤตหลายด้าน ทั้งมลพิษจากกิจกรรมและโครงการพัฒนาตามแนวชายฝั่ง การท่องเที่ยวที่ไม่คำนึงถึงศักยภาพการรองรับของพื้นที่ การขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และการประมงเกินขนาด การรณรงค์ของชุมชนท้องถิ่นในจังหวัดนครศรีธรรมราช – ปลาคือชีวิต: การประกาศเขตคุ้มครองพิเศษทางอาหาร หยุดอุตสาหกรรมพลังงานสกปรก – และการเคลื่อนไหวของสหพันธ์ประมงพื้นบ้านภาคใต้เพื่อให้รัฐทบทวนนโยบายที่เกี่ยวข้อง เช่น ยกเลิกเครื่องมือการประมงที่ทำลายล้างทุกชนิดโดยเร่งด่วน โดยเฉพาะอวนรุน อวนลาก เรือปั่นไฟปลากะตักโดยต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด จริงจัง และปรับปรุงเป้าหมายการใช้ทะเลจากเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เป็นเพื่อฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ของทะเล และฟื้นคืนความหลากหลายทางชีวภาพ โดยตระหนักถึงความเกี่ยวพันของระบบนิเวศน์ทะเลซึ่งต่างจากเส้นแบ่งตามเขตการปกครอง เป็นประเด็นสำคัญของการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมตลอดช่วงปี 2555 และต่อเนื่องในปี 2556

รายงานล่าสุดของ Oceana องค์กรอนุรักษ์มหาสมุทรระหว่างประเทศระบุว่า อ่าวไทยเป็นหนึ่งอันดับที่ 10 ของพื้นที่ทะเลทั่วโลกที่ต้องเผชิญกับวิกฤตความมั่นคงทางอาหารอันเนื่องมาจากความล่อแหลมของผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการทะเลมีความเป็นกรดมากขึ้นจากการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศที่ปล่อยจากกิจกรรมของมนุษย์ ตามรายงานระบุว่า ผลกระทบต่อปลาและหอยในท้องทะเลไทยได้เริ่มขึ้นแล้ว

ในยุคที่เรากำลังเผชิญวิกฤตหลากมิตินี้ เจตจำนงและความมุ่งมั่นของประชาชนและพลเมืองที่มีจิตสำนึกโดยลำพังนั้นไม่เพียงพอที่ฝ่าวิกฤตร่วมนี้ไปได้ เพื่อให้ทั้งสังคมอยู่รอดในระยะยาว เราจำเป็นต้องมี “ผู้นำทางการเมือง” ที่มีเจตจำนงแน่วแน่ มองเห็นผลประโยชน์ส่วนรวมอย่างลึกซึ้งในทุกมิติ มิใช่เพียงแต่ “เงิน” เป็นตัวตั้ง เราจำเป็นต้องมี “ผู้นำทางธุรกิจ” ที่ร่วมสร้างวิสัยทัศน์ของการแบ่งปันที่แท้จริง มิใช่นำพาสังคมไปติดกับดักมายาคติของโลกาภิวัตน์แห่งทุนนิยมซึ่งขณะนี้กำลังยืนอยู่บนซากปรักหักพังและการทำลายชีวิตและธรรมชาติ เราจำเป็นต้องออกแบบการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในปี 2556 แทนที่จะรอให้ “อนาคตที่เราต้องการร่วมกัน” พังทลายลงต่อหน้า

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading