ภูมิรัฐศาสตร์ของแร่ที่มีความสำคัญมาก(Critical Minerals)ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นส่วนหนึ่งของ “การตื่นแร่ที่มีความสำคัญมาก(Critical Minerals Rush)” ภูมิภาคนี้มีทรัพยากรแร่ที่มีความสำคัญมากจำนวนมาก แม้ว่าการกระจายตัวของแร่เหล่านี้จะแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละประเทศ: โคบอลต์ยังพบในฟิลิปปินส์และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินโดนีเซีย ซึ่งได้ก้าวจากการผลิตในระดับต่ำไปสู่การครองสัดส่วน 5% ของการผลิตทั่วโลกในปี 2023 การพัฒนานี้ทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นผู้ผลิตโคบอลต์รายใหญ่เป็นอันดับสามของโลก แม้ว่าสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุด จะครองสัดส่วนสูงถึง 73% ของการผลิตทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงอย่างมากในภาคการผลิตโคบอลต์สะท้อนถึงความซับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจและการผลิตแร่ที่มีความสำคัญมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิภาคนี้ประสบกับการลดลงอย่างมากของการลงทุนในเหมืองแร่ ซึ่งในปี 2022 อยู่ที่ประมาณครึ่งหนึ่งของระดับในปี 2012 ส่งผลให้มีแนวโน้มว่าปริมาณสำรองที่แท้จริงยังถูกประเมินต่ำเกินไป และสถานการณ์ดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วในอนาคต ตัวอย่างเช่น มีเพียงประมาณ 5% ของทรัพยากรแร่ของฟิลิปปินส์เท่านั้นที่ได้รับการสำรวจ ซึ่งการพัฒนาไม่เพียงพอนี้สะท้อนออกมาในระดับการผลิตซึ่งยังคงต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริงอย่างมาก ตัวอย่างเช่น แม้ว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะครอบครองปริมาณสำรองบอกไซต์ราว 22% ของโลก แต่กลับมีสัดส่วนการผลิตเพียง 6% ของการผลิตทั่วโลก เมียนมา มาเลเซีย และเวียดนามเป็นผู้ผลิตแมงกานีสที่สำคัญ โดยอยู่ในอันดับที่ 10, 12 และ 16 ของโลกตามลำดับ แม้ว่าประมาณการปริมาณสำรองจะยังไม่น่าเชื่อถือ การผลิตทองแดงมีความมั่นคงมากขึ้นเล็กน้อย โดยเมียนมา อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์มีส่วนร่วมราว 4% ของการผลิตทั่วโลก นอกจากนี้ […]

อาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับแร่ที่มีความสำคัญมาก(Critical Minerals) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : แนวโน้ม ความท้าทาย และแนวทางแก้ไข

แร่ที่มีความสำคัญมากกำลังกลายเป็นหนึ่งในทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในเวทีโลก เนื่องจากถูกนำมาใช้ในเทคโนโลยีส่วนใหญ่ที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและดิจิทัล เมื่อความต้องการในระดับนานาชาติเพิ่มขึ้น การสำรวจ การสกัด และการค้าขายก็ขยายตัวไปทั่วโลกทำให้หลายฝ่ายเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “การตื่นแร่ที่มีความสำคัญมาก(critical minerals rush)” เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจมีบทบาทสำคัญในกระบวนการนี้และในบางส่วนก็มีบทบาทแล้ว ภูมิภาคนี้มีทรัพยากรแร่ที่มีความสำคัญมากจำนวนมาก และมีการผลิตทรัพยากรสำคัญบางชนิดอย่างต่อเนื่อง อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เป็นผู้ผลิตนิกเกิลรายใหญ่ที่สุดอันดับหนึ่งและสองของโลกตามลำดับ ขณะที่เมียนมาเป็นผู้ผลิตธาตุหายาก (Rare Earth Elements: REEs) ใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลก อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคนี้ยังถือว่ายังไม่ได้รับการสำรวจอย่างครอบคลุม และการลงทุนในเหมืองแร่ (ทั้งการสำรวจและการผลิต) ได้ลดลงในหลายประเทศมาหลายปี แม้ว่าความสนใจที่เพิ่มขึ้นต่อแร่ที่มีความสำคัญมากอาจทำให้แนวโน้มนี้กลับมาเพิ่มขึ้นในอนาคต ปัจจัยเหล่านี้และปัจจัยอื่น ๆ อาจเพิ่มความเปราะบางของภาคแร่ที่มีความสำคัญมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อการแทรกซึมของอาชญากรรม หลายประเทศในภูมิภาคนี้เผชิญปัญหาเรื้อรัง เช่น การทุจริต ความไม่มั่นคงทางการเมือง และการขาดความโปร่งใสในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของการสกัดแร่ที่มีความสำคัญมากอาจทำให้กิจกรรมที่ผิดกฎหมายในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดเพิ่มสูงขึ้นซึ่งได้เกิดขึ้นแล้วในบางประเทศ เช่น มาเลเซีย ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่งประกาศว่า ประมาณ 84% ของการส่งออกแร่หายาก (REE) ของประเทศเป็นการลักลอบผิดกฎหมาย ความท้าทายที่คล้ายกันยังเกิดขึ้นในอินโดนีเซียและเมียนมา ในหลายกรณี โดยเฉพาะในมาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ทางการได้ตอบสนองด้วยการเปิดการสอบสวนและกำหนดนโยบายเพื่อจัดการกับการสกัดแร่ที่มีความสำคัญมากอย่างผิดกฎหมายล่วงหน้าก่อนที่ภาคส่วนนี้จะขยายตัวมากขึ้น หากความพยายามเหล่านี้ผสานกับกลไกการตรวจสอบย้อนกลับ มาตรการทางกฎหมายและการบังคับใช้ที่เข้มงวดขึ้นและโครงการทางสังคมก็อาจช่วยป้องกันการเกิดคลื่นใหม่ของการทำเหมืองผิดกฎหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ ซึ่งจะทำให้ประเทศในภูมิภาคสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรแร่ของตนได้อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมจากการทำเหมือง บริบท แม้ว่าหลายประเทศในภูมิภาคนี้จะมีทรัพยากรแร่ที่มีความสำคัญมากเป็นจำนวนมาก แต่การกระจายตัวของแร่เหล่านี้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงไม่สม่ำเสมอทั้งในด้านประเภทและปริมาณ […]

ฝนตุลาฯ ในอุษาคเนย์ ปี 2566 เทียบกับปี 2565

มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสภาวะลมระหว่างมรสุม (inter-monsoon conditions) ปลายเดือนตุลาคม 2566 เมื่อมรสุมเคลื่อนตัวเข้าหาเส้นศูนย์สูตร ลมที่พัดผ่านก็อ่อนกำลังลงและเบาบางและแปรปรวนเหนือบริเวณเส้นศูนย์สูตร (รูปที่ 1) ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนตุลาคม ขณะเดียวกัน พายุไต้ฝุ่นโคอินุทำให้เกิดฝนตกหนักและลมแรงพัดปกคลุมพื้นที่ตอนเหนือของฟิลิปปินส์ สภาพอากาศแห้งยังคงมีให้เห็นในพื้นที่ส่วนใหญ่ของภูมิภาคอาเซียนตอนใต้ในช่วงครึ่งแรกของเดือนตุลาคม 2566 โดยพบหมอกควันปานกลางถึงหนาทึบเป็นส่วนใหญ่ทางตอนใต้และตอนกลางของเกาะสุมาตรา รวมไปถึงตอนใต้และตอนกลางของกาลิมันตัน ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2566 มีฝนตกเพิ่มขึ้นในพื้นที่ทางใต้ของกาลิมันตันและสุมาตราตอนใต้ ซึ่งช่วยให้สถานการณ์การเกิดไฟและหมอกควันดีขึ้น เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2566 ระดับการแจ้งเตือน ASMC สำหรับภูมิภาคอาเซียนตอนใต้ถูกลดระดับลงเป็นระดับการแจ้งเตือน 1 เนื่องจากความเสี่ยงของหมอกควันข้ามพรมแดนลดลง ภาคเหนือของภูมิภาคอาเซียนมีอากาศชื้นปกคลุม สภาวะมรสุมตะวันตกเฉียงใต้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่สภาวะลมระหว่างมรสุมช่วงปลายเดือนตุลาคม 2565 เนื่องจากฝนแห่งมรสุมเคลื่อนผ่านเส้นศูนย์สูตรและลมที่พัดปกคลุมภูมิภาคอาเซียนบริเวณเส้นศูนย์สูตรค่อยๆ ลดกำลังลง เบาบางขึ้น และผันผวน(รูปที่ 3) สภาวะฝนปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของภูมิภาคอาเซียนในเดือนตุลาคม 2565 ยกเว้นบางส่วนของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนตุลาคม พายุไต้ฝุ่นเนสาดขึ้นฝั่งในฟิลิปปินส์ และส่งผลให้มีฝนตกหนักทางตอนเหนือของประเทศ และยังทำให้มีฝนตกเพิ่มขึ้นทั่วภาคกลางของเวียดนาม ผลจากการที่พายุอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันเขตร้อนก่อนขึ้นฝั่ง (รูปที่ 3) ภูมิภาคอาเซียนตอนใต้เผชิญกับสภาพฝนชุกอย่างต่อเนื่อง และมีการออกการแจ้งเตือนระดับ 0 สำหรับภูมิภาคเมื่อวันที่ 12 […]

คลื่นความร้อนในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดือนเมษายน 2566 มาจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศและส่งผลกระทบต่อชุมชนที่เปราะบางและด้อยโอกาส

ในบังกลาเทศ กรุงธากาเผชิญกับอุณหภูมิสูงสุดสูงสุดในรอบทศวรรษที่ 40.6°C เมื่อวันที่ 15 เมษายน ในอินเดีย เมืองทางตอนเหนือและตะวันออกหลายแห่งบันทึกอุณหภูมิสูงสุดที่สูงกว่า 44°C ในวันที่ 18 เมษายน ประเทศไทยบันทึกอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 45.4°C เมื่อวันที่ 15 เมษายน ที่จังหวัดตาก จังหวัดไซยะบุลีใน สปป.ลาว รายงาน 42.9°C เมื่อวันที่ 19 เมษายน เป็นสถิติอุณหภูมิแห่งชาติตลอดกาล เวียงจันทน์ เมืองหลวงของ สปป.ลาว บันทึกอุณหภูมิได้ 41.4°C ในวันที่ 15 เมษายน ซึ่งเป็นวันที่ร้อนที่สุดสำหรับเมืองหลวง วันเดียวกัน หลวงพระบาง สปป.ลาว รายงาน 42.7°C อุณหภูมิที่ร้อนจัดเหล่านี้บวกกับความชื้นทำให้เกิดโรคลมแดดเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน ถนนละลาย และความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมากในทั้ง 4 ประเทศ เมื่อวันที่ 16 เมษายน เฉพาะในเมืองนาวี มุมไบ รัฐมหาราษฏระมีรายงานผู้เสียชีวิต 13 รายและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลประมาณ 50-60 รายเนื่องจากโรคลมแดด […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings