Taragraphies — Header Component

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี

my3rdbook

เสียงร้องคร่ำครวญ ทุกข์ทรมาน – ได้ยินไหม ?

แขนขาที่บิดเบี้ยวโค้งงอ – เห็นไหม

ฝันร้ายที่ฝังลึกในความทรงจำ

ข้าวที่ถูกปรอทย้อมเป็นสีชมพู

ปลาตัวโตสีเทามันปลาบอาบสารพิษจากทะเลอันศักดิ์สิทธิ์

คืออาหารที่เรากิน

สมาชิกครอบครัวของเรา

แม่แห่งมินามาตะ ( ญี่ปุ่น )

พ่อแห่งคีโนรา ( แคนาดา )

ลูกชายแห่งอะลาโมกอร์โด ( สหรัฐอเมริกา )

ลูกสาวแห่งอิรัก

อาการคลุ้มคลั่ง โรคร้ายของพวกเรา

เป็นภาพ เป็นข่าว สาแก่ใจ

ลืมเสียเถอะ คำเตือนมรณะ

จนกว่าหายนะจะมาถึงคุณ

ถ้อยคำเขียนเตือนมิให้หลงลืมโรคพิษปรอทที่เกิดกับคนทั่วโลกและโรคมินามาตะ-โศกนาฏกรรมของการพัฒนาอุตสาหกรรมญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ทันตแพทย์อุทัยวรรณ กาญจนกามล นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เดินทางไปญี่ปุ่นเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2539 เล่าเรื่องสารพิษและความตายที่ลำพูนในการประชุมสภาสิ่งแวดล้อมแห่งญี่ปุ่น(JEC)ที่เมืองคูมาโมโตะ และมีโอกาสไปเยี่ยมเมืองมินามาตะ

“มลพิษที่ลำพูนเพิ่ง 5-6 ปี ในประเทศไทยก็ไม่เกิน 30 ปี แต่ที่มินามาตะ บริษัทยักษ์ใหญ่ชื่อ Nihon Chisso เข้าไปตั้งโรงงานเคมีเมื่อ 46 ปีที่แล้ว พบโรคมินามาตะจริงๆ เมื่อราว 28 ปีที่แล้ว ผู้ป่วยฟ้องศาล กว่าโรงงานจะยอมรับผิดและจ่ายเงินชดเชย 10 กว่าปีที่แล้วนี่เอง” ทพ. อุทัยวรรณบอกเป็นนัยว่าชัยชนะของประชาชนต้องใช้เวลาและความจัดเจน

สำหรับญี่ปุ่น ประวัติศาสตร์สิ่งแวดล้อมเป็นพิษคือประวัติศาสตร์ของการทำลายซึ่งโรงงานอุตสาหกรรมยักษ์ทำกับประชาชนผู้ไม่มีอำนาจอะไรเลย ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ โรคจากงานอุตสาหกรรม และสุขภาพผู้บริโภคนั้นก่อให้เกิดขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่ทรงพลังมากกว่าภัยพิบัติทางสังคมรูปแบบอื่นนับตั้งแต่ญี่ปุ่นก้าวสู่ยุคทันสมัย

บทกวีชื่อ Kukai jodo เขียนโดยมิชิโกะ อิชิมูเระ พรรณาความงามของเมืองมินามาตะและความทุกข์ทรมานจากโรคด้วยภาษาที่มีพลังและรุ่มรวย บทกวีของเธอได้รับรางวัลแมกไซไซ

ศาสตราจารย์สุริชัย หวันแก้ว จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พานักศึกษาออกภาคสนามที่ลำพูนหลายครั้ง นักศึกษาไม่คุ้นเคยกับโลกนอกห้องเรียน โลกที่ถูกแต่งหน้าทาปากด้วยสารพิษและเงิน อาจารย์บอกว่า “เรากำลังบันทึกประวัติศาสตร์มลพิษของไทย”

มีอุบัติการณ์ของโรคเรื้อรังจากงานอุตสาหกรรมหลายกรณี แม้ไม่รุนแรงเฉียบพลันเท่ากรณีก๊าซพิษรั่วจากโรงงานยูเนียนคาร์ไบด์ที่โภปาล(อินเดีย) หรือโศกเศร้าเท่ากับมินามาตะ(ญี่ปุ่น) แต่ด้านอัปลักษณ์ของอุตสาหกรรมในประเทศกำลังพัฒนาพอจะเรียกว่าเป็น Slow Motion Bhopal สารเคมีระเบิดที่คลองเตยคือหลักไมล์คอยเตือนใจให้กับเรา

โรคมินามาตะกับโรคลึกลับที่ลำพูนเป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระ แต่สะท้อนให้เห็นสังคมเสี่ยงภัยไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก ศาลญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่ดีในกรณีมินามาตะ ส่วนกฎหมายไทยล้าหลังกว่าสถานการณ์มลพิษ ตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงทางวิทยาศาสตร์ จึงกลายเป็นว่าเพราะชะตากรรมหรือโชคร้ายคนงานจึงป่วยและตาย

ค่ำคืนหนึ่ง ผมเลือกภาพถ่ายสองภาพ ชาวมินามาตะกับชาวลำพูนที่ซึ่งหายนะได้มาถึงพวกเขาแล้ว

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading