Taragraphies — Header Component

ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งเป็นกรอบข้อตกลงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ ที่เกิดขึ้นจากการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 21 (COP21) ซึ่งจัดขึ้นปลายปี พ.ศ. 2558 ที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส ได้ผ่านมา 2 ปีแล้ว ในวาระที่การประชุมรัฐภาคีสมัยที่ 23 (COP23) กำลังมีขึ้น ณ กรุงบอนน์ สาธารณรัฐเยอรมนีในช่วงสองสัปดาห์นี้ มีประเด็นที่เป็นข้อสังเกต 4 ประการถึงความคืบหน้าของการดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายร่วมกันขั้นพื้นฐานของความตกลงปารีส เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส(เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม) และ พยายามป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสเพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบที่เป็นหายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

1. จนถึงปัจจุบันการจัดทำข้อเสนอหรือเจตจำนงการมีส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจก(Nationally Determinded Contribution(NDC) ของแต่ละประเทศทั่วโลกซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความตกลงปารีส (Paris Agreement) รวมกันแล้วเป็นเพียง 1 ใน 3 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่จะต้องลด เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส รายงาน Emissions Gap Report 2017  ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ(UNEP) มีข้อเสนอชัดเจนว่าจะต้องมี NDC ที่มีมุ่งมั่นและเข้มข้นมากกว่าที่เป็นอยู่

ที่มา : Emissions Gap Report 2017

จากแผนภาพ เราจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือ 42 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปีภายในปี ค.ศ. 2030(พ.ศ.2573) เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่จะป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส ในขณะที่ ข้อเสนอการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด(NDC) แบบมีการสนับสนุนภายนอก(Condition NDC)และไม่มีการสนับสนุนภายนอก(Uncondition NDC) นั้นนำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกได้ 11 และ 13.5 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี ค.ศ. 2030(พ.ศ.2573) ตามลำดับ

หากจะต้องทำให้สอดคล้องกับเป้าหมายป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เราจะต้องลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือ 36 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปีภายในปี ค.ศ. 2030(พ.ศ.2573) ในขณะที่ ข้อเสนอการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด(Nationally Determinded Contribution) แบบมีการสนับสนุนภายนอกและไม่มีการสนับสนุนภายนอกนั้นนำไปสู่การลด ก๊าซเรือนกระจกได้ 16 และ 19 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี ค.ศ. 2030(พ.ศ.2573) ตามลำดับ

2. การยุติถ่านหิน(Coal phaseout) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งยวดในการอุดช่องว่าง(bridging gap)การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส ขณะนี้ทั่วโลกมีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ดำเนินการอยู่ราว 6,683 แห่ง คิดเป็นกำลังผลิตติดตั้งทั้งหมด 1,964 กิกะวัตต์ หากจะต้องเดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดนี้จนสิ้นสุดอายุการใช้งาน จะมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งสิ้น 190 กิกะตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในรายงาน A Stress Test for Coal in Europe under the Paris Agreement – Scientific Goal Posts for A Coordinated Phased-Out and Divestment ของกลุ่ม Climate Analytics ที่จัดทำขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2559 ระบุว่า การปิดตัวของโรงไฟฟ้าถ่านหินลงเกือบทั้งหมดในสหภาพยุโรปในช่วงอีกไม่เกิน 15 ปีข้างหน้าถือเป็นความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงขั้นรากฐาน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้มีความจำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ประชาคมโลกให้คำมั่นภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานให้ไปพ้นจากถ่านหินจะช่วยหลีกเลี่ยงต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอันมหาศาล การยุติโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นทำให้ถูกลงจากต้นทุนที่ลดลงอย่างรวดเร็วและอย่างมากของพลังงานหมุนเวียน แม้ว่าพลังงานลมและแสงอาทิตย์จะมีความท้าทายในตัวของมันเอง ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการพึ่งพาสภาพอากาศ แต่ทางเลือกต่างๆ เช่น ระบบจัดเก็บพลังงานไฟฟ้า การพัฒนาระบบสายส่งและระบบการกระจายศูนย์นั้นสามารถรองรับและจัดการกับความท้าทาย ในขณะเดียวกัน พลังงานหมุนเวียนนั้นมีประโยชน์จากการเป็นแหล่งพลังงานที่ไม่มีวันหมดและขยายขนาดได้ซึ่งเอื้อให้เกิดแบบจำลองธุรกิจใหม่และนำไปสู่การจ้างงาน รวมถึงในพื้นที่ที่จะมีการปิดตัวลงของโรงไฟฟ้าถ่านหิน

3. “หยุดขุดเจาะและเก็บปิโตรเลียมไว้ใต้ดิน” คือ นโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทรงพลังมากที่สุดและเรียบง่ายที่สุด  บทความ Global Warming’s Terrifying New Math ของกลุ่ม Carbon Tracker Initiative ระบุว่า แหล่งสำรองถ่านหิน น้ำมันและก๊าซตามรายงานของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลของโลกนั้นมีปริมาณคาร์บอนมากกว่าห้าเท่าเกินกว่าที่ จะนำมาเผาไหม้ได้หากเราจะต้องป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส และถ้าอุตสาหกรรมพลังงานขุดเอาเชื้อเพลิงจากแหล่งสำรองขึ้นมาใช้ทั้งหมดตามปริมาณที่อ้างเอาไว้ โลกของเราก็จะร้อนจากเดิมขึ้นเป็นอีก 5 เท่า เพื่อให้มีโอกาสสองในสามของการป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส  เราสามารถปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศได้อีก 800 กิกะตัน และโอกาสครึ่งต่อครึ่งที่จะบรรลุเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส  เราสามารถปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพียงราวๆ 353 กิกะตัน แต่ทว่า รายงานของ Oil Change International ซึ่งใช้ข้อมูลจาก Rystad บริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงานของนอร์เวย์ ชี้ให้เห็นว่า เหมืองถ่านหิน บ่อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีการดำเนินการอยู่ในปัจจุบันนั้นเทียบเท่ากับคาร์บอนไดออกไซด์ 942 กิกะตัน ตัวเลขดังกล่าวนี้นำไปสู่การรณรงค์ “การตัดทอนการลงทุน(divestment)” จากเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยมหาวิทยาลัย กลุ่มองค์กรต่างๆ และกลายเป็นกระแสที่แพร่หลายและกว้างขวาง นักวิทยาศาสตร์เห็นพ้องต้องกันว่าเราต้องเก็บแหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิลไว้ใต้ดิน

ในสหรัฐอเมริกา เหมืองถ่านหิน หลุมก๊าซและน้ำมันที่มีอยู่คิดเป็นการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 86,000 ล้านตัน หรือเป็นสัดส่วนร้อยละ 25 ของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส แต่หากอุตสาหกรรมพลังงานของสหรัฐอเมริกาเดินหน้าต่อและพัฒนาบ่อน้ำมันและพื้นที่ขุดเจาะโดยใช้กระบวนการขุดเจาะน้ำมันและแก๊สโดยการฉีดน้ำ ทราย และสารเคมีด้วยกำลังอัดแรงสูงเข้าไปที่ชั้นหินลึกใต้ดิน ทำให้ชั้นหินปล่อยน้ำมันและแก๊สในชั้นหินออกมา(ที่เรียกว่า Hydraulic Fracturing หรือ fracking) ทั้งหมดตามแผนการที่วางเอาไว้ ก็จะเพิ่มการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณ 51,000 ล้านตัน และหากเราปล่อยให้เกิดขึ้น สหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศเดียวที่มีสัดส่วนของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศเกือบร้อยละ 40 ของปริมาณทั้งหมด(ปริมาณมากที่สุดที่จะป้องกันไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส)

4. การรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นโอกาสครั้งใหญ่ที่สุดด้านสาธารณสุขโลกแห่งศตวรรษที่ 21 เป็นข้อสรุปในรายงานวิจัย “The Lancet Countdown: tracking progress on health and climate change” ซึ่งเป็นงานวิจัยพหุสาขาวิชาในระดับนานาชาติโดยเป็นความร่วมร่วมมือระหว่างสถาบันวิชาการและผู้ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขทั่วโลก รายงานวิจัยนี้ทำการติดตามผลกระทบสุขภาพของอันตรายจากสภาพอากาศสุดขั้ว การฟื้นคืนจากผลกระทบและการปรับตัวด้านสุขภาพ ตลอดจนผลประโยชน์ร่วมในด้านสุขภาพจากมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ที่มา : The Lancet Countdown: tracking progress on health and climate change

เมื่อพิจารณาถึงมิติด้านสุขภาพ ผลกระทบและภัยคุกคามจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศเห็นได้อย่างชัดเจน ณ วันนี้ ปฏิบัติการกู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รับประกันถึงความมั่นคงและความเป็นธรรมสำหรับทุกคนไม่อาจเกิดขึ้นโดยลำพังหรือโดยผู้คนเพียงหยิบมือ ปฏิบัติการนี้ต้องการทุกคน จากสามัญชนไปจนถึงนายกเทศมนตรี จากผู้อำนวยการบริหารของบริษัทไปจนถึงผู้คนที่อยู่แนวหน้าของภัยพิบัติจากโลกร้อน และผู้นำรัฐบาลทั่วโลกที่สร้างภาวะผู้นำร่วมและยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง

หมายเหตุ : Nationally Determinded Contribution(NDC) เป็นหัวใจสำคัญของความตกลงปารีส(Paris Agreement) ที่ตกลงกันเมื่อช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยแต่ละประเทศจะจัดทำข้อเสนอหรือร่างเจตจำนงการมีส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจกลง เป้าหมายการลดจะมากหรือน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับตามความเหมาะสมของประเทศ สำหรับ NDC ของประเทศไทยคือ แผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศภายหลังปี พ.ศ. 2563 (Thailand’s Nationally Determined Contribution Roadmap) ซึ่งกำหนดเป้าหมายจะลดก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 20-25 จากกรณีที่ดำเนินไปตามปกติ(Business As Usual) ภายในปี 2030

คุณทำอะไรได้บ้าง?

ธารา บัวคำศรี เป็นผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading