Taragraphies — Header Component

ในคืนวันที่ 25 มกราคม 2565 ท่อน้ำมันดิบใต้ทะเลบริเวณอ่าวมาบตาพุด จ.ระยอง เกิดการรั่วไหล บริเวณทุ่นผูกเรือน้ำลึกแบบทุ่นเดี่ยวกลางทะเลหรือจุดขนถ่ายน้ำมันในทะเลของบริษัทสตาร์ปิโตรเลียมรีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งท่าเรือมาบตาพุดไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 20 กิโลเมตร ส่งผลให้มีคราบน้ำมันกระจายกลางอ่าวไทย

ในแถลงการณ์ฉบับที่ 4 SPRC ระบุว่า “บริษัทฯได้ทำการคำนวณแรงดัน (Pressure Balance) พบว่า มีปริมาณน้ำมันดิบรั่วไหลอยู่ท่ีประมาณ 20 – 50 ตัน SPRC ได้ทำการฉีดพ่นน้ำยาขจัดคราบน้ำมันโดยทางเรือและเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพเรือภาคท่ี 1 หลังจากนั้นได้ทำการบินสำรวจพบว่า ขณะน้ี SPRC สามารถควบคุมปริมาณคราบน้ำมันให้อยู่ในวงจำกัดและยังคงมีปริมาณน้ำมันอยู่ในทะเลประมาณ 5.3 ตัน (5,300 ลิตร)

นอกจากการแถลงการณ์ของ SPRC การให้ข้อมูลสาธารณะของรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมในเรื่องปริมาณน้ำมันรั่วของ SPRC ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน

ในบทความนี้ นำเสนอแนวทางการระบุปริมาตรของคราบน้ำมันจากประสบการณ์ 20 ปีในการใช้เทคโนโลยีและภาพถ่ายจากดาวเทียมติดตามตรวจสอบรายงานเพื่อรับมือกับหายนะน้ำมันรั่วของ Sky Truth

การคำนวนปริมาตร

ปริมาณ(quantity)หมายถึง จำนวนที่ไม่ได้เจาะจงว่าเท่าไรแน่นอน เช่น ปริมาณคน ปริมาณข้าวที่ขาย ส่วนปริมาตร(volume)หมายถึง ขนาดของสิ่งใดๆ ซึ่งมีรูปทรง 3 มิติ มีความจุเป็นหน่วยลูกบากศ์

คราบน้ำมันในทะเลเปิดมักจะเป็นชั้นน้ำมันบางๆ ที่ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่หลายตารางกิโลเมตร ดังนั้น ในการคำนวณปริมาตรของคราบน้ำมัน เราจำเป็นต้องวัดหรือประเมินพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยคราบน้ำมัน จากนั้นจึงประมาณความหนาเฉลี่ยของพื้นที่นั้น จากนั้นเราคูณพื้นที่ด้วยความหนาเพื่อให้ได้ปริมาตร

การประมาณพื้นที่ผิวที่ปกคลุมด้วยคราบน้ำมัน

การวัดพื้นที่เป็นกระบวนการที่ค่อนข้างตรงไปตรงมาและแม่นยำด้วยภาพถ่ายดาวเทียม เราเพียงแค่ลากเส้นรอบขอบที่มองเห็นได้ของพื้นผิว แล้วคำนวณพื้นที่ภายในขอบเขตนั้น สำหรับรายงานการรั่วไหลของน้ำมันที่เราไม่มีภาพถ่ายดาวเทียม เราใช้ความยาวและความกว้างที่รายงานของคราบน้ำมันเพื่อคำนวณพื้นที่วงรอบที่มีคราบน้ำมัน

การประมาณความหนา

อย่างไรก็ตาม การประมาณความหนาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง วิธีหนึ่งในการประมาณความหนาของคราบน้ำมันคือการสังเกตจาก “สี” และกำหนดความหนาตามหลักเกณฑ์กำหนดช่วงความหนาตามสีของคราบน้ำมัน (เช่น “Rainbow sheen”) ตารางและแนวทางปฏิบัติสำหรับการประเมินปริมาณการรั่วไหลของน้ำมันด้วยสายตาที่เผยแพร่โดย National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) แต่เมื่อใช้ภาพถ่ายดาวเทียมโดยเฉพาะภาพเรดาร์ (SAR) เราไม่สามารถสังเกตลักษณะสเปกตรัมที่สร้างสีที่เด่นชัดของคราบน้ำมันได้ ดังนั้น เราจึงใช้วิธีนี้ไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ เราใช้หลักการง่ายๆ ในการประมาณค่าความหนาเฉลี่ยต่ำสุดที่ทำให้คราบน้ำมันกระจายในทะเลมองเห็นได้บนภาพถ่ายดาวเทียมอย่างสมเหตุสมผล

จากประสบการณ์ที่ผ่านมาและการตัดสินของผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ SkyTruth ได้กำหนดหลักเกณฑ์ง่ายๆ ในการประมาณความหนาของคราบน้ำมันที่มองเห็นได้ในภาพเรดาร์ SAR โดยเฉลี่ยอย่างน้อย 1µm (หนึ่งไมครอน) ความหนาที่แท้จริงจะแตกต่างกันไปตามพื้นที่ทั้งหมด เนื่องจากบางส่วนของคราบน้ำมันอาจหนากว่าค่าเฉลี่ย และส่วนอื่นๆ จะบางกว่า

ดังนั้น เมื่อเราคำนวณพื้นที่ของคราบน้ำมันที่มองเห็นได้ในภาพเรดาร์ SAR ได้แล้ว และใช้ความหนาเฉลี่ยของน้ำมันทั่วบริเวณนั้นอย่างน้อย 1µm เราสามารถคำนวณปริมาตรขั้นต่ำของคราบน้ำมันที่ลอยบนผิวน้ำทะเลได้

คราบน้ำมันที่ปกคลุมพื้นผิวทะเล 1 ตารางกิโลเมตร เมื่อคูณด้วยความหนา 1 ไมครอน จะเท่ากับปริมาตรของคราบน้ำมัน 1 ลูกบาศก์เมตร (1 ลูกบาศก์เมตร = 1,000 ลิตร = 264.17 แกลลอน) การหาพื้นที่ด้วยภาพถ่ายจากดาวเทียม Terra SAR-X วันที่ 27 มกราคม เวลา 18.23 น. พบว่าคราบน้ำมันปกคลุมผิวทะเลคิดเป็นพื้นที่ 47 ตารางกิโลเมตร เมื่อคำนวณหาปริมาตร จะมีคราบน้ำมันที่ลอยอยู่บนผิวน้ำอย่างน้อยที่สุด 47,000 ลิตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่แตกต่างจากการแถลงของบริษัท SPRC ที่ระบุว่า “ยังคงมีปริมาณน้ำมันอยู่ในทะเลประมาณ 5.3 ตัน (5,300 ลิตร)”

ยังไม่นับว่า คราบน้ำมันที่ถูกขจัดด้วยสารเคมี dispersant ที่จมลงสู่ท้องทะเลไปก่อนหน้านี้แล้ว

การคำนวณหาปริมาตรของคราบน้ำมันบนผิวทะเลดังกล่าวข้างต้นนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการมีส่วนร่วมของสาธารณชนในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรือ วิทยาศาสตร์พลเมือง (Citizen Science)

มีการนำเอาวิทยาศาสตร์พลเมืองมาใช้มากขึ้นในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เมื่อเทคโนโลยีเปิดโอกาสใหม่ๆ และผู้คนจำนวนมากสามารถร่วมมือกันข้ามพื้นที่ทางภูมิศาสตร์และเข้ามาร่วมในโครงการที่อาจเป็นอุปสรรคในอดีต วิทยาศาสตร์พลเมืองมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมระดับเล็กไปจนถึงความพยายามในการจำแนกประเภทที่ต้องระดมผู้คนจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น ห้องปฏิบัติการ NOAA National Severe Storms Laboratory ได้พัฒนาแอพสมาร์ทโฟน mPING เพื่อให้ทุกคนในสหรัฐอเมริกาสามารถยื่นรายงานสภาพอากาศแบบ Hyper-local ซึ่งจะช่วยให้ NOAA National Weather Service ปรับแต่งการพยากรณ์อากาศเพิ่มเติมได้

ที่มา : 
https://response.restoration.noaa.gov/about/media/noaa-partners-university-washington-examine-how-citizen-science-can-help-support-oil-spi
https://skytruth.org/oil-spill-reports/oil-spill-reporting-resources/how-we-determine-oil-spill-volume/

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading