Taragraphies — Header Component

2565: ปีแห่งมหกรรมฟอกเขียวครั้งใหญ่

แม้คำว่า “ฟอกเขียว(Greenwashing)” จะรู้จักกันอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่ปี 2529 โดยอธิบายถึงพฤติกรรมและแนวปฏิบัติของกลุ่มองค์กรและหน่วยธุรกิจเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อใจและดีต่อโลก ส่วนเบื้องหลังกลับเป็นหายนะทางสังคมและนิเวศวิทยา แต่ในโลกที่ผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อนและคลุมเครือในปัจจุบัน การฟอกเขียวยิ่งทวีความเข้มข้น ซ่อนเงื่อน และยากที่จะแยกแยะมากขึ้น เรามาดูกันว่า ทำไมปี 2565 ที่กำลังจะผ่านไปนี้จึงสมควรเป็นปีแห่งมหกรรมฟอกเขียวครั้งใหญ่ของไทย การฟอกเขียวโดยบรรษัท (Corporate Greenwashing) หายนะทางสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2565 รวมถึง #น้ำมันรั่วChevronSPRC ลงทะเลระยอง [1] #สารพิษรั่วIndorama ที่นครปฐม [2] [3] เราพบว่า กลไกตรวจสอบที่มีอยู่ในสังคมไทยต่างง่อยเปลี้ย ไม่สามารถทำให้อุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษซึ่งมีรอยเท้านิเวศ (ecological footprint) และปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมหาศาลเหล่านี้มีภาระรับผิด (accountability) ใดๆ ได้เลย และพวกเขายังใช้ “กิจกรรมเพื่อสังคม(CSR)” เดินหน้าสร้างความชอบธรรมและคงไว้ซึ่งแบบจำลองธุรกิจที่ไม่ยั่งยืนของตนต่อไป การฟอกเขียวโดยบรรษัทยังกินความไปถึงการละเมิดแรงงานและสิทธิมนุษยชน ในเดือนธันวาคม 2565 สำนักข่าวต่างๆ [4] เช่น Workpoint Today รายงานว่า “กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ (Norway Sovereign Wealth […]

เราสามารถระบุปริมาตรน้ำมันรั่วกรณี #ChevronSPRC ได้อย่างไร

ในคืนวันที่ 25 มกราคม 2565 ท่อน้ำมันดิบใต้ทะเลบริเวณอ่าวมาบตาพุด จ.ระยอง เกิดการรั่วไหล บริเวณทุ่นผูกเรือน้ำลึกแบบทุ่นเดี่ยวกลางทะเลหรือจุดขนถ่ายน้ำมันในทะเลของบริษัทสตาร์ปิโตรเลียมรีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งท่าเรือมาบตาพุดไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 20 กิโลเมตร ส่งผลให้มีคราบน้ำมันกระจายกลางอ่าวไทย ในแถลงการณ์ฉบับที่ 4 SPRC ระบุว่า “บริษัทฯได้ทำการคำนวณแรงดัน (Pressure Balance) พบว่า มีปริมาณน้ำมันดิบรั่วไหลอยู่ท่ีประมาณ 20 – 50 ตัน SPRC ได้ทำการฉีดพ่นน้ำยาขจัดคราบน้ำมันโดยทางเรือและเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพเรือภาคท่ี 1 หลังจากนั้นได้ทำการบินสำรวจพบว่า ขณะน้ี SPRC สามารถควบคุมปริมาณคราบน้ำมันให้อยู่ในวงจำกัดและยังคงมีปริมาณน้ำมันอยู่ในทะเลประมาณ 5.3 ตัน (5,300 ลิตร) นอกจากการแถลงการณ์ของ SPRC การให้ข้อมูลสาธารณะของรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมในเรื่องปริมาณน้ำมันรั่วของ SPRC ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน ในบทความนี้ นำเสนอแนวทางการระบุปริมาตรของคราบน้ำมันจากประสบการณ์ 20 ปีในการใช้เทคโนโลยีและภาพถ่ายจากดาวเทียมติดตามตรวจสอบรายงานเพื่อรับมือกับหายนะน้ำมันรั่วของ Sky Truth การคำนวนปริมาตร ปริมาณ(quantity)หมายถึง จำนวนที่ไม่ได้เจาะจงว่าเท่าไรแน่นอน เช่น […]

คำเบิกความคดีน้ำมันรั่ว ปตท. ปี 2556

คำเบิกความคดีน้ำมันรั่ว ปตท. ปี 2556 ข้าพเจ้าดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการประจำประเทศไทย มูลนิธิเพื่อสันติภาพเขียว (กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ซึ่งเป็นองค์กรรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นอิสระ จดทะเบียนเป็นมูลนิธิเมื่อวันที่ ๑  มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ และจดทะเบียนเป็นสมาคมกรีนพีซ เซาอีสท์เอเชียในเดือนสิงหาคม  พ.ศ.๒๕๕๓ ปัจจุบันตั้งอยู่เลขที่  ๑๓๗๑ อาคารแคปปิตอล ถนนพหลโยธิน เขตพญาไท กรุงเทพฯ มูลนิธิและสมาคม ได้ดำเนินงานเพื่อส่งเสริมการปกป้องสิ่งแวดล้อมและสันติภาพในโลกในรูปแบบซึ่งปราศจากความรุนแรงและการแบ่งแยกโดยใช้วิถีที่สร้างสรรค์เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยและทั่วโลกและนำเสนอทางออก หลักการและคุณค่าหลักที่เป็นรากฐานของกรีนพีซสะท้อนออกมาในงานรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก รวมถึงการเป็นประจักษ์พยานของการทำลายสิ่งแวดล้อม การเผชิญหน้าแบบสันติวิธี เพื่อยกระดับความเข้มข้นและคุณภาพของการโต้เถียงของผู้คนในสังคม ความเป็นอิสระทางการเงินโดยไม่พึ่งพาผลประโยชน์ของรัฐบาลหรือธุรกิจ การค้นหาและส่งเสริมการสนทนาถึงทางเลือกด้านสิ่งแวดล้อมที่เปิดเผยและเป็นวิทยาศาสตร์ และความเคารพโดยแท้จริงต่อหลักการประชาธิปไตยและเพื่อแสวงหาวิธีแก้ปัญหาที่จะส่งเสริมความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมในสังคมไทย ข้าพเจ้าได้ติดตามและศึกษากรณีท่อน้ำมันดิบของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (พีทีทีจีซี) รั่วไหลลงสู่ทะเลในพื้นที่จังหวัดระยอง นับตั้งแต่วันที่เกิดเหตุการณ์ คือเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๖ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้น้ำมันดิบจำนวนมากกระจายปนเปื้อนครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง และในเวลาต่อมาน้ำมันดิบส่วนหนึ่งได้ถูกพัดพาเข้าสู่ชายหาดบริเวณอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด จนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล การท่องเที่ยว และวิถีชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ทะเลอ่าวไทยซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญถูกคุกคามมาโดยตลอดจากการรั่วไหลของน้ำมันตามเส้นทางขนส่งน้ำมันกลางทะเล ในบริเวณที่มีการขนถ่ายของเรือบรรทุกน้ำมัน หรือจากการดำเนินการขุดเจาะน้ำมัน […]

เรือบรรทุกเม็ดพลาสติกและสารเคมีไฟใหม้นอกชายฝั่งทะเลศรีลังกาจากภาพถ่ายดาวเทียม

วันที่ 1 มิถุนายน 2564 เครื่องมือ Operational Land Imager (OLI) บนดาวเทียม Landsat 8 บันทึกภาพสีธรรมชาติของเรือเดินสมุทรที่มีควันไฟลอยพุ่งขึ้นมาบริเวณนอกชายฝั่งทะเลศรีลังกา จากการรายงานข่าว เรือเดินสมุทรบรรทุกสินค้าลำนี้เกิดไฟใหม้เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมช่วงที่เรือซึ่งกำลังบ่ายหน้าไปยังสิงคโปร์ทำการทอดสมอในทะเลบริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงโคลัมโบเพื่อรอเทียบท่าเรือ ลูกเรือใช้เวลาราวสองสัปดาห์ในการดับเพลิงที่ลุกไหม้ หลังจากนั้นไม่นาน ผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้เรือพยายามให้เรือเคลื่อนย้ายออกไปในเขตทะเลที่มีน้ำลึกกว่า พวกเขาทำได้เพียงลากจูงเรือออกไปในระยะสั้นๆก่อนที่ส่วนท้ายของเรือจะจมลง เรือลำนี้บรรทุกคอนเทนเนอร์กว่า 1,400 อัน มีบางคอนเทนเนอร์ได้หลุดตกลงในทะเลไปแล้ว เม็ดพลาสติกขนาดเล็กที่เรียกว่า nurdle จำนวนมหาศาลกระจายออกไปตกค้างอยู่ตามชายหาด ยังมีความกังวลเรื่องการรั่วไหลของกรดไนตริก และน้ำมัน รวมถึงวัสดุอื่นๆ ที่อาจจะกระทบกับระบบนิเวศวิทยาทางทะเล หน่วยงานระหว่างประเทศและสหรัฐอเมริกามีบทบาทในการรับมือเฉพาะหน้ากับหายนะครั้งนี้ NASA เองก็มีบทบาทในการช่วยสังเกตติดตามและวิเคราะห์ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา NASA ได้พัฒนาขีดความสามารถอย่างแข็งขันเพื่อแบ่งปันข้อมูล Earth observations เพื่อยกระดับการคาดการณ์ การเตรียมความพร้อม การรับมือ และการฟื้นฟูจากหายนะภัยทางธรรมชาติและเทคโนโลยี NASA และ กรมสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USGS) ตอบรับการร้องขอข้อมูลและภาพถ่ายที่รวบรวมจาก International Charter for Space and Major Disasters ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระดับโลกของหน่วยงานด้านอวกาศต่างๆ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings