Taragraphies — Header Component

แม้คำว่า “ฟอกเขียว(Greenwashing)” จะรู้จักกันอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่ปี 2529 โดยอธิบายถึงพฤติกรรมและแนวปฏิบัติของกลุ่มองค์กรและหน่วยธุรกิจเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อใจและดีต่อโลก ส่วนเบื้องหลังกลับเป็นหายนะทางสังคมและนิเวศวิทยา แต่ในโลกที่ผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อนและคลุมเครือในปัจจุบัน การฟอกเขียวยิ่งทวีความเข้มข้น ซ่อนเงื่อน และยากที่จะแยกแยะมากขึ้น

เรามาดูกันว่า ทำไมปี 2565 ที่กำลังจะผ่านไปนี้จึงสมควรเป็นปีแห่งมหกรรมฟอกเขียวครั้งใหญ่ของไทย

การฟอกเขียวโดยบรรษัท (Corporate Greenwashing)

หายนะทางสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2565 รวมถึง #น้ำมันรั่วChevronSPRC ลงทะเลระยอง [1] #สารพิษรั่วIndorama ที่นครปฐม [2] [3] เราพบว่า กลไกตรวจสอบที่มีอยู่ในสังคมไทยต่างง่อยเปลี้ย ไม่สามารถทำให้อุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษซึ่งมีรอยเท้านิเวศ (ecological footprint) และปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมหาศาลเหล่านี้มีภาระรับผิด (accountability) ใดๆ ได้เลย และพวกเขายังใช้ “กิจกรรมเพื่อสังคม(CSR)” เดินหน้าสร้างความชอบธรรมและคงไว้ซึ่งแบบจำลองธุรกิจที่ไม่ยั่งยืนของตนต่อไป

การฟอกเขียวโดยบรรษัทยังกินความไปถึงการละเมิดแรงงานและสิทธิมนุษยชน ในเดือนธันวาคม 2565 สำนักข่าวต่างๆ [4] เช่น Workpoint Today รายงานว่า “กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาตินอร์เวย์ (Norway Sovereign Wealth Fund) กองทุนความมั่งคั่งที่ใหญ่ที่สุดในโลกประกาศถอนการลงทุนออกจาก บมจ.ปตท. (PTT) และ บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) เพราะกังวลการลงทุนในเมียนมาของ 2 บริษัท มีส่วนสนับสนุนการละเมิดสิทธิพลเรือนในภาวะสงคราม”[5] ต่อมา PTT และ OR ออกมาชี้แจงโดยยืนยันว่า “ไม่ได้มีส่วนสนับสนุนหรือเกี่ยวข้องใดๆ เนื่องจากจุดประสงค์ของบริษัทคือการเข้าไปประกอบธุรกิจ”[6]

การนำเสนอข้อมูลที่คลุมเครือยังถือเป็นกลยุทธหนึ่งของการฟอกเขียว เช่น เมื่อพิจารณาถึงแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ดำเนินการอยู่และเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2573 ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ พบว่า ยังไปไม่ถึงรากเหง้าของปัญหา แนวทางที่ดำเนินการทั่วไป เช่น โครงการกู้คืนขยะ ระบบการรีไซเคิล การใช้พลาสติกชีวภาพ และการนำพลาสติกเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าขยะ เป็นต้น เป็นแนวทางที่ผิดพลาดและไม่สามารถแก้ไขวิกฤตมลพิษพลาสติกและวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้อย่างจริงจัง และแม้มีการประกาศว่าจะมุ่งเป้าไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน แต่การใช้พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งส่งผลต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศนั้น กลับไม่มีทีท่าว่าจะลดลง

เครือเจริญโภคภัณฑ์ประกาศว่ามีบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ (recycle) ใช้ซ้ำ (reuse) หรือย่อยสลายได้(biodegradable) 88% ในปี 2564 และตั้งเป้าให้ได้ 100% ภายในปี 2573 โดยระบุว่า “บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ทั้งหมด(Total Plastic Packaging Used)” เพิ่มขึ้นจาก 75,110 ตัน ในปี 2561 เป็น 134,160 ตัน ในปี 2564 และบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ใช้ซ้ำ หรือย่อยสลายได้(Total Amount of Reuse/Recyclable/Compostable Plastic Packaging) ในปี 2564 มี 117,940 ตัน คิดเป็นสัดส่วน 88% ของบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ทั้งหมด(Total Plastic Packaging Used) และสามารถลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกลงได้ 96,330 ตัน ข้อมูลดังกล่าวมีความคลุมเครือและสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อสาธารณะ

การลดใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก 96,330 ตันในปี 2564 แท้ที่จริงแล้วคือการนำปริมาณบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ทั้งหมด 134,160 ตัน ลบออกจากปริมาณบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ใช้ซ้ำหรือย่อยสลายได้ 117,940 ตัน หรืออีกนัยหนึ่งเป็นการนำ “บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ใช้ซ้ำหรือย่อยสลายได้” มาแทน “บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ทั้งหมด” ได้ 88% ในปี 2564 โดยที่ “บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ใช้ซ้ำ หรือย่อยสลายได้” ยังคงเพิ่มขึ้นทุกปี

เมื่อพิจารณาถึง “บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ใช้ซ้ำหรือย่อยสลาย” จะพบว่าในปี 2564 ประเภทพลาสติกที่เครือเจริญโภคภัณฑ์นำมาใช้เป็นบรรจุภัณฑ์พลาสติกประกอบด้วย PETE (หมายเลข 1) 24,555 ตัน HDPE(หมายเลข 2) 27,936 ตัน PVC/V(หมายเลข 3) 3,825 ตัน LDPE(หมายเลข 4) 12,946 ตัน PP(หมายเลข 5) 40,057 ตัน PS (หมายเลข 6) 2,249 ตัน Other (หมายเลข 7) 6,366 ตัน รวมทั้งหมดเป็น 117,940 ตัน บรรจุภัณฑ์พลาสติกดังกล่าวนี้อยู่ห่างไกลจากการ “นำกลับมาใช้ใหม่ ใช้ซ้ำหรือย่อยสลาย” ในบรรดาพลาสติกทั้ง 7 ชนิดตาม plastic resin identification code ข้างต้น มีเพียงหมายเลข 1 และ 2 เท่านั้น ที่สามารถรีไซเคิลเพื่อทำเป็นพลาสติกใหม่ได้(หากระบบรีไซเคิลมีความพร้อม) ส่วนหมายเลข 3-7 นั้นยากที่จะนำไปรีไซเคิล [7] การอ้างว่าพลาสติกหมายเลข 3-7 สามารถรีไซเคิลนั้นเป็นได้เพียง downcycle หรือในหลายๆ ครั้งใช้วิธีการที่เรียกว่า chemical recycle ซึ่งเป็นมายาคติ [8]

การศึกษาของธนาคารโลก “Market Study for Thailand: Plastics Circularity Opportunities and Barriers” [9] ระบุว่า ประเทศไทยรีไซเคิลพลาสติกชนิดหลัก(PET/PP/HDPE/LDPE) ได้ประมาณ 17.6% ในปี 2561 ซึ่งยังไม่เป็นตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ตาม the National Plastic Waste Management Roadmap 2018-2030 ที่ 22% ธนาคารโลกระบุว่า มีปริมาณพลาสติกกว่า 2.88 ล้านตันต่อปี ที่ถูกนำไปกำจัด(ถ้าไม่นำไปฝังกลบ ก็นำไปเผา หรือปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมและปนเปื้อนในระบบนิเวศ) โดยใช้ตัวเลข 17.6% ตามการศึกษาของธนาคารโลกข้างต้นมาเป็นจุดอ้างอิง  บรรจุภัณฑ์พลาสติกในเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่นำไปรีไซเคิลนั้นมีอย่างมากที่สุดเพียง 23,610 ตัน โดยมากกว่า 94,330 ตัน ถูกนำไปกำจัดรวมที่ปลายทางไม่ว่าจะเป็นหลุมฝังกลบ โรงงานเผาขยะ หรือหลุดรอดออกสู่สิ่งแวดล้อม

นโยบายรัฐเปิดให้มีการฟอกเขียว 

มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 19 มกราคม 2564 เห็นชอบให้ โมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว(ฺBio-Circular-Green Economy : BCG Economy Model) เป็นวาระแห่งชาติ [10]และต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ก็ได้ผ่านร่างแผนปฏิบัติการด้านการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG พ.ศ. 2564-2570 [11] ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์ 42 แนวทางดำเนินงาน วงเงิน 40,972.60 ล้านบาท ในการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค 2022 รัฐบาลชู BCG Economy Model เพื่อแสดงให้สมาชิกในเขตเศรษฐกิจเอเปคเห็นถึงศักยภาพและความพร้อมทางเศรษฐกิจของไทย

ในการแถลงข่าวกรอบท่าทีเจรจาของไทยในการประชุมสุดยอดสภาพภูมิอากาศ COP27 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชึ้แจงว่า การดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยจะมุ่งเน้นการส่งเสริมการดำเนินงานตามโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy Model) [12]

อาจกล่าวได้ว่า BCG Economy Model ถือเป็นกลไกสอดประสานสารพัดนโยบายและยุทธศาสตร์ต่างๆ ของรัฐบาลปัจจุบันและรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2566 และเป็นเครื่องจักรหลักขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศตามกรอบเวลาไปจนถึงปี 2570 และชัดเจนว่า BCG Economy Model นี้จะเป็นรากฐานที่สร้างความชอบธรรมในการเดินหน้าฟอกเขียวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งอีกด้วย

ข้อมูลที่วิเคราะห์โดย FTA Watch [13] ระบุว่า นอกเหนือจากนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง(12 ราย)แล้ว องค์ประกอบหลักของคณะกรรมการบริหารและขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG [14] คือตัวแทนภาคเอกชนและผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขา(รวมกัน 19 ราย) และคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG Model 11 คณะ มีอย่างน้อย 3 คณะ คือสาขานวัตกรรม สาขาอาหาร และสาขาพลังงาน วัสดุและเคมีชีวภาพที่นำโดยเครือข่ายอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่

ประธานอนุกรรมการสาขานวัตกรรมคือ ประธานกรรมการกลุ่มมิตรผล ผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ที่สุดของไทยและเป็นหุ้นส่วนหลักในบริษัท บ้านปู จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมถ่านหินรายใหญ่ของเอเชีย [15] รองประธานคือกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจพลังงานหมุนเวียนกลุ่มมิตรผล ส่วนคณะอนุกรรมการประกอบด้วยผู้แทนบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(มหาชน) [16] ผู้แทนบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้แทนบริษัทไทยยูเนียนกรุ๊ป จำกัด(มหาชน)[17] ผู้แทนบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) [18] ผู้แทนบริษัทเบทาโกร จำกัด(มหาชน) ผู้แทนบริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) [19] เป็นต้น

ส่วนในสาขาอาหาร ประธานอนุกรรมการคือ ซีอีโอของบริษัทไทยยูเนียนกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมปลาทูน่ากระป๋องและอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีคณะอนุกรรมการประกอบด้วยผู้แทนบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(มหาชน) ผู้แทนบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้แทนบริษัทเบทาโกร จำกัด(มหาชน) ผู้แทนบริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด และผู้แทนบริษัทเอสซีจี เพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

เมื่อพิจารณาจากคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารการพัฒนาและคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG Model [20] เป็นที่ชัดเจนแจ่มแจ้งว่า กลุ่มคนผู้กำหนดทิศทางและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์คือกลุ่มอภิมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองไทย (Oligarch) โดยมีหน่วยงานรัฐและกลุ่มอดีตข้าราชการระดับสูงร่วมมือกันอย่างแข็งขัน

เมื่อนำมูลค่าเศรษฐกิจของ BCG Model มาเปรียบเทียบกับดัชนีความมั่งคั่งทางวัตถุ(Material Wealth Index) ของกลุ่มอภิมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองไทย เราจะเห็นความย้อนแย้งของเป้าหมายและตัวชี้วัดของ BCG Model เอง โดยเฉพาะในด้านการลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของคนในสังคม คำถามสำคัญคือข้ออ้างที่ว่า BCG จะเป็นฐานเศรษฐกิจหลักของประเทศที่สร้างมูลค่ากว่า 4.4 ล้านล้านบาท (24% GDP) ใน 5 ปีข้างหน้านั้น[21] เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า จะยิ่งกลายเป็นผลกำไรที่สะสมเข้าในความมั่งคั่งของกลุ่มอภิมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองไทยและทำให้ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของคนในสังคมขยายกว้างออกไปอีก

การที่ระบบพลังงาน [22] ระบบอาหาร [23] และระบบเศรษฐกิจโดยรวมของไทยมีลักษณะรวมศูนย์และผูกขาดโดยอภิมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองไทย (Thai Oilgrach) [24] และความไม่เท่าเทียมกันของความมั่งคั่ง (wealth inequity) ของคนไทยติดอันดับต้นๆ ในอาเซียนและในโลก [25] นั้นได้สร้างเงื่อนไขที่สมบูรณ์แบบในการผูกขาดวาทกรรม เรื่องเล่า และกิจกรรม “CSR รักษ์โลก” รวมถึงแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมของบรรษัทให้เป็นไปอย่างง่ายดายและแยบยลมากขึ้น

ในเมื่อ “การฟอกเขียว” กลายเป็นเรื่องเล่าที่ครอบงำสังคมและผู้คนให้คล้อยตาม การเปิดโปงมายาคติของเรื่องเล่าโดย “การพูดความจริงต่ออำนาจ” จะมีนัยสำคัญมากขึ้นในปี 2566 และปีต่อๆ ไป

หมายเหตุ :
[1] จากสถิติน้ำมันรั่วไหลของกรมเจ้าท่า https://md.go.th/oil-spill/ เชฟรอน ยักษ์ใหญ่ฟอสซิลระดับโลกสัญชาติอเมริกันเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์น้ำมันรั่วในอ่าวไทย 10 ครั้ง เป็นการรั่วไหลจากแท่นขุดเจาะปิโตรเลียม 7 ครั้ง และจากการขนถ่ายน้ำมันกลางทะเล 3 ครั้ง เหตุการณ์น้ำมันรั่วเดือนมกราคม 2556 ดูที่ https://www.greenpeace.org/thailand/story/22753/sprc-oil-spill-accountability-of-fossil-fuel/ และ https://www.greenpeace.org/southeastasia/story/45124/thailands-oil-pollution-at-sea-the-fossil-fuel-industrys-liability/
[2] โรงงานที่มีสารเคมีกลุ่มอะโรเมติกเบนซีนรั่วไหลออกมาในวงกว้างที่นครปฐม ต้องปิดโรงเรียน มหาวิทยาลัยและห้ามออกจากบ้าน เป็นของบริษัทยักษ์ใหญ่ปิโตรเคมีระดับโลกที่ชื่อ “อินโดรามา” ในจำนวนขวด PET 5 ขวด (ขวดน้ำดื่มที่เราใช้กัน) บนโลกใบนี้ 1 ขวดมาจากยักษ์ใหญ่ปิโตรเคมีของโลกแห่งนี้ “อินโดรามา” เป็นผู้ผลิต PET โพลีเมอร์ อันดับ 1 ของโลก/ผู้ผลิต PET โพลีเมอร์ อันดับ 1 ในทวีปอเมริกาเหนือ/ผู้ผลิต PET โพลิเมอร์ อันดับ 1 ในทวีปยุโรป/ผู้ผลิต PET รีไซเคิลอันดับ 1 ของโลก/ผู้ผลิตเส้นใยสั้นโพลีโอเลฟินและเส้นใย bicomponent อันดับ 1 ของโลก/ผู้ผลิตเส้นใยโพลีเอสเตอร์ชนิดพิเศษอันดับ 1 ในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ/ผู้ผลิตเส้นด้ายแบบปลายเดี่ยวสำหรับยางรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงอันดับ 1 ของโลก / ผู้ผลิตเอทิลีนออกไซด์บริสุทธิ์ อันดับ 1 ในทวีปอเมริกาเหนือ / ผู้ผลิตเส้นด้ายพอลิเอไมด์ 6.6 สำหรับถุงลมนิรภัยอันดับ 2 ของโลก / ผู้ผลิตเส้นด้ายเรยอนสำหรับยางรถยนต์ อันดับ 2 ของโลก / ผู้ผลิตสิ่งทอโพลีเอสเตอร์สำหรับยางรถยนต์อันดับ 2 ในประเทศจีน / ผู้ผลิตสารตั้งต้น IPA อันดับ 2 ของโลก และเพียงผู้เดียวในทวีปยุโรป ถือว่า “อินโดรามา” ได้ควบคุมวิถีชีวิตของผู้คนยุคใหม่ที่ต้องพึ่งพาและมีความสะดวกสบายจาก "พลาสติก" และก็เป็น root cause ของวิกฤตแห่งความสะดวกสบายนั้นด้วย อินโดรามายังเกี่ยวข้องกับอุบัติภัยวัตถุเคมีในโรงงานของตนที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดปี 2555 https://bit.ly/3PSfftm ดูเพิ่มเติมที่ https://bit.ly/3VnwEvk 
[3] อ่านแถลงการณ์ของมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม มูลนิธิบูรณะนิเวศและกรีนพีซ ประเทศไทย ได้ที่ https://www.greenpeace.org/thailand/press/24857/climate-airpollution-prtr-indorama-chemical-spill/
[4] Workpointtoday - กองทุนความมั่งคั่งนอร์เวย์ ประกาศถอนการลงทุน PTT-OR เพราะมีส่วนสนับสนุนสงครามเมียนมา https://workpointtoday.com/norway-sovereign-wealth-fund-drops-thai-ptt-on-rights-concerns/ 
Bangkok Post https://www.bangkokpost.com/business/2462135/norwegian-fund-dumps-ptt-over-rights-concerns 
[5] ติดตามงานรณรงค์ Blood Money Campaign ได้ที่ https://actionnetwork.org/groups/blood-money-campaign 
[6] https://thestandard.co/or-norwegian-pension-fund-ptt/ 
[7] ​​เพระเหตุใดพลาสติกหมายเลข 3-7 นั้นยากที่จะนำไปรีไซเคิล อาจดูกรณีที่เกิดขึ้นก่อนเดือนมีนาคมปี 2561 สหรัฐอเมริกาส่งออกพลาสติกและกระดาษจำนวนมากไปยังจีนเพื่อนำไปรีไซเคิล  เมื่อจีนใช้ National Sward Policy อัตราการปนเปื้อนที่ยอมรับได้สำหรับขยะพลาสติกเปลี่ยนจาก 5% เป็น 0.5% ซึ่งไม่มีโรงงานใดในสหรัฐอเมริกาหรือประเทศอุตสาหกรรมอื่นใดที่สามารถรับมือกับมาตรฐานใหม่นี้ได้ การส่งออกวัสดุรีไซเคิลจึงเปลี่ยนเส้นทางไปยังตลาดรองในประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
[8] https://www.no-burn.org/chemical-recycling-resources/
[9]https://www.worldbank.org/en/country/thailand/publication/market-study-for-thailand-plastics-circularity-opportunities-and-barriers
[10]https://waa.inter.nstda.or.th/stks/pub/2021/20210213-bcg-cabinet-conclusion-national-agenda.pdf
[11]https://waa.inter.nstda.or.th/stks/pub/bcg/20211228-BCG-Action-Plan-2564-2570.pdf
[12]https://www.nationtv.tv/news/social/378892094
[13]https://waymagazine.org/apec-2022-hidden-agenda/
[14]https://waa.inter.nstda.or.th/stks/pub/2021/20200209-order-committee-BCG.pdf
[15]รายงานของกรีนพีซในปี 2559 ระบุว่า เหมืองถ่านหินของบริษัทบ้านปูฯ จำกัด (มหาชน) ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เป็นรอยแผลที่บาดลึกและยากเกินจะเยียวยาของผู้คนในจังหวัดกาลิมันตัน อินโดนีเซีย ไม่ว่าจะเป็นการทำลายป่า การปนเปื้อนมลพิษในแหล่งน้ำและผืนดิน รวมไปถึงการละเมิดสิทธิชุมชนhttps://www.greenpeace.org/thailand/publication/7547/the-dirty-work-of-banpu/ 
[16] งานรณรงค์ของกรีนพีซเพื่อกดดันให้เครือเจริญโภคภัณฑ์ยุติพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง https://bit.ly/3VpAYtN 
[17] รายงานสืบสวนของกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2558 ระบุบริษัทไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)ผู้ผลิตปลาทูน่าบรรจุกระป๋องที่ใหญ่ที่สุดในโลกไม่ได้ดำเนินการอย่างเพียงพอเพื่อแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทานปลาทูน่า https://www.greenpeace.org/thailand/publication/3147/labor-work-and-tuna-industry/ หลังจากงานรณรงค์ระดับโลกได้นำไปสู่การเจรจาและในปี 2560 เกิดข้อตกลงระหว่างบริษัทไทยยูเนี่ยนและกรีนพีซที่ต้องการผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกภายในอุตสาหกรรม ปัจจุบัน กรีนพีซยังคงติดตามตรวจสอบแนวปฏิบัติการของภาคอุตสาหกรรมประมงทูน่ารวมถึงการสื่อสารกับผู้บริโภคผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ รวมถึงการจัดอันดับความยั่งยืนของแบรนด์ปลาทูน่าต่างๆ ของไทย https://tuna2020.greenpeace.or.th
[19] https://thaipublica.org/2013/08/question-pttgc/ 
[20] จดหมายเปิดผนึก ถึง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เรื่องการยุติโครงการเหมืองถ่านหินอมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ และโครงการเหมืองถ่านหินแม่ทะ จังหวัดลำปาง https://www.greenpeace.org/thailand/story/18440/climate-coal-open-letter-to-scg/ 
[21] https://waa.inter.nstda.or.th/stks/pub/2021/20200209-order-committee-BCG.pdf 
[22] https://bit.ly/3FU29HA 
[23] https://www.sdgmove.com/2021/11/30/sdg-updates-political-economy-energy-monopoly/ 
[24] “เก็งกำไร-ผูกขาด-เหลื่อมล้ำ” วิกฤตอาหาร-เกษตร 65 : วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ https://greennews.agency/?p=32005 
[25] ดัชนีความมั่งคั่งทางวัตถุ(Material Wealth Index) เป็นค่าเฉลี่ยความมั่งคั่งของอภิมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองไทย 50 อันดับต้น นำมาหารด้วยค่าเฉลี่ยความมั่งคั่งต่อหัว (the average wealth per capita) อนึ่งนิตยสารฟอร์บมีการการจัดอันดับอภิมหาเศรษฐีไทย 50 อันดับแรกของ Forbes ทุกปี Rhoden, T.F.(2015), Oligarchy in Thailand?, Journal of Current Southeast Asia Affairs. 
[26] https://www.aseantoday.com/2019/01/thailands-wealth-inequality-is-the-highest-in-the-world-what-does-this-mean-for-upcoming-elections/

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading