Taragraphies — Header Component

สัญลักษณ์สันติภาพ (Peace) ที่เราใช้ในปัจจุบันมาจากไหน?

สัญลักษณ์สันติภาพปรากฏต่อสายตาผู้คนครั้งแรกในการประท้วงที่จัตุรัสทราฟัลการ์ (Trafalgar Square) กรุงลอนดอนในเดือนเมษายน พ.ศ. 2501 ออกแบบโดยเจอรัลด์ ฮอลตัน นักออกแบบผู้ได้รับมอบหมายให้ออกแบบสัญลักษณ์เพื่อใช้ในการเดินขบวนต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ โดยสัญลักษณ์นี้เกิดจากการผสมตัวอักษรที่แทน ‘สัญญานธง’ สองคำ คือ N = Nuclear และ D = Disarmament หมายถึง การลดกำลังอาวุธ (นิวเคลียร์) โดยวงกลมหมายถึงโลกใบนี้นั่นเอง

ต่อมาสัญลักษณ์สันติภาพถูกใช้ในการประท้วงของกลุ่ม Direct Action Committee Against Nuclear War (DAC) และกลุ่ม Campaign for Nuclear Disarmament (CND) ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1950 ช่วงที่โลกอยู่ในยุคสงครามเย็น ทั้งมหาอำนาจโลกเสรีอย่างสหรัฐอเมริกา และโลกสังคมนิยมอย่างโซเวียต ต่างทดลองอาวุธนิวเคลียร์กันอย่างบ้าระห่ำ

ในทศวรรษ 1960-1970 มีการใช้สัญลักษณ์สันติภาพในขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านสงครามเวียดกันอย่างแพร่หลาย

เครื่องหมายวงกลมอันเรียบง่ายนี้กลายมาเป็นสัญลักษณ์สากลที่แสดงอุดมคติของผู้เรียกร้องสันติภาพ สัญลักษณ์สื่อสารถึงคำมั่นเพื่อสันติภาพ เสรีภาพ สิ่งที่ดีที่สุดและเป็นความหวังสูงสุดของจิตวิญญาณมนุษย์

ในปี พ.ศ.2479 หลังจากการทิ้งระเบิดที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ ประธานาธิบดีทรูแมนแห่งสหรัฐอเมริกาออกคำสั่งให้ดำเนินการทดสอบนิวเคลียร์ต่อไป หมู่เกาะเล็กๆ ที่มีผู้คนอาศัยอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือถูกเลือกให้เป็นพื้นที่ทดสอบใหม่ เกาะปะการังบิกินีเป็นหนึ่งในพื้นที่ 30 แห่งในหมู่เกาะมาร์แชลที่กระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่กว่า 300,000 ตารางไมล์ของมหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณนี้ถูกเลือกเพราะอยู่ห่างไกลจากเส้นทางเดินอากาศและเรือเดินสมุทร ชาวหมู่เกาะบิกินีราว 170 คนตกลงย้ายไปยังเกาะอีกแห่งที่อยู่ห่างออกไป 125 ไมล์ และหลังจากการอพยพของพวกเขา การทดสอบนิวเคลียร์ก็เริ่มต้นขึ้นและดำเนินต่อไปอีกหลายปี

เมื่อสงครามเย็นทวีความรุนแรงขึ้น ในปี พ.ศ.2497 สหรัฐฯ ได้ทำการทดสอบระเบิดไฮโดรเจน (H-bomb) ที่มีพลังทำลายล้างมากกว่าระเบิดที่ทิ้งลงที่ฮิโรชิมาและนางาซากิหลายเท่า ระเบิด “บราโว่” ได้โปรยเถ้ากัมมันตรังสีจำนวนมหาศาลขึ้นฟ้าพร้อมกับทราย ปะการัง และสิ่งมีชีวิตนับล้านจากเกาะนั้น เถ้าขาวตกลงสู่เกาะใกล้เคียงและเรือประมงญี่ปุ่นชื่อ Fifth Lucky Dragon ลูกเรือคนหนึ่งเล่าว่า

“ท้องฟ้าทางตะวันตกจู่ๆ ก็สว่างจ้าเหมือนกับแสงกลางวัน เราเห็นแสงระยิบระยับ รู้สึกหนักหน่วง แล้วก็เกิดเสียงดังกึกก้องราวกับหิมะถล่ม ต่อมาก็มีลูกไฟหลากสีปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้า”

ลูกเรือคนหนึ่งเสียชีวิต และชาวเกาะจำนวนหนึ่งเจ็บป่วยจากการได้รับรังสี

ชาวอเมริกันและอังกฤษกลุ่มเล็กๆ เริ่มวิตกต่ออันตรายต่อสุขภาพจากกัมมันตรังสี ฝ่าย Fellowship of Reconciliation (FOR) ในสหรัฐฯ เรียกร้องให้รัฐบาลยุติการทดสอบนิวเคลียร์ทันทีเพื่อลดความกลัวในสาธารณชน หน่วยป้องกันภัยพลเรือนของสหรัฐฯ เผยแพร่แผ่นพับว่า “ฝุ่นนิวเคลียร์เป็นเพียงอนุภาคในอากาศ” แม้ว่าจะยอมรับว่าฝุ่นเหล่านี้มีสารกัมมันตรังสี แต่หน่วยงานก็ยังประกาศว่า “ฝุ่นรังสีไม่ใช่เรื่องใหม่…โลกทั้งใบก็มีรังสีอยู่แล้ว”

ตลอดหลายทศวรรษต่อมา ชาวเกาะบิกินีต้องระหกระเหินไปตามเกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก พวกเขายื่นฟ้องและชนะคดีต่อรัฐบาลสหรัฐฯ หลายครั้ง แต่คดียังดำเนินอยู่ โดยพวกเขาเรียกร้องว่าความเสียหายยังไม่ได้รับการเยียวยาอย่างสมบูรณ์ เกาะของพวกเขายังคงปนเปื้อนด้วยเศษซากกัมมันตรังสีจนถึงปัจจุบัน

แต่เดิม กลุ่ม CND (Campaign for Nuclear Disarmament) ที่เพิ่งก่อตั้งใหม่ไม่ได้สนับสนุนแนวคิดของกลุ่ม DAC (Direct Action Committee) ในการจัดเดินขบวนประท้วงเพราะมองว่าเป็นแนวทางที่รุนแรงเกินไป CND ซึ่งมีฐานสนับสนุนหลักในกลุ่มชนชั้นกลางชานเมืองมักให้ความสำคัญกับแนวทางตามรัฐธรรมนูญ เช่น การล็อบบี้รัฐสภา การรณรงค์ลงชื่อ และแจกใบปลิว กล่าวคือ ต้องการ “เล่นตามกติกา”

ขณะเดียวกัน กลุ่ม DAC ก็ดำเนินการตามแผนจัดเดินขบวนไปยัง Aldermaston โดยรายละเอียดต่างๆ ถูกวางไว้ในสำนักงานของ Peace News – The Internationalist Pacifist Weekly ที่กรุงลอนดอน

หนึ่งในความกังวลของกลุ่ม DAC คือ การจัดทำป้ายและข้อความสำหรับผู้ร่วมขบวน เจ็ดสัปดาห์ก่อนวันเดินขบวน ชายคนหนึ่งที่จะแก้ปัญหานั้นเดินเข้ามาในสำนักงานของ Peace News

เจอรัลด์ โฮลทอม (Gerald Holtom) นักออกแบบสิ่งทอจากเมือง Twickenham เป็นผู้ที่กังวลอย่างมากต่อประเด็นอาวุธนิวเคลียร์ เขารู้ถึงแผนเดินขบวนของ DAC และเริ่มรวบรวมแนวคิดสำหรับออกแบบสัญลักษณ์ที่จะใช้ในการประท้วง เขาเคยพิจารณาใช้สัญลักษณ์ไม้กางเขนแบบคริสเตียน และนำเสนอผลงานของเขาในการประชุมเปิดตัว CND เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2501

โฮลทอมรับแรงบันดาลใจจากถ้อยแถลงต่างๆ ในที่ประชุม ต่อมา เมื่อสมาชิก CND พยายามยื่นคำร้องต่อนายกรัฐมนตรีแมคมิลลัน สหราชอาณาจักรเพื่อขอให้ยุติการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ ตำรวจก็ใช้ความรุนแรงเข้าปราบปราม ด้วยความไม่พอใจ โฮลทอมจึงเขียนจดหมายถึงแมคมิลลัน โดยระบุว่า “ภัยคุกคามจากการ ‘ตอบโต้ด้วยนิวเคลียร์อย่างรุนแรง’ เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงระดับของความวิกลจริตที่คุณและทีมของคุณได้กระทำไว้… ผู้ชายเหล่านี้ก็ไม่ต่างอะไรกับอาชญากรสงครามในประวัติศาสตร์”

โฮลทอม ตัดสินใจปรับแนวคิดของเขาเกี่ยวกับสัญลักษณ์ไม้กางเขน และนำแบบใหม่ของเขาไปเสนอที่สำนักงานของกลุ่ม DAC ในจดหมายเดือนธันวาคม พ.ศ.2512 ฮิวจ์ บร็อค (Hugh Brock) บรรณาธิการของ Peace News บรรยายการประชุมเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2501 ระหว่างเขา ไมเคิล แรนเดิล และแพต แอโรวสมิธ กับโฮลทอมว่า “ด้วยความแน่วแน่แบบผู้เผยคำทำนาย เจอรัลด์ โฮลทอมมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าว่าการเดินขบวนที่กำลังจะเกิดขึ้นควรมีสัญลักษณ์ที่ทำให้ผู้คนจดจำเป็นภาพแทนที่หมายถึงการลดอาวุธนิวเคลียร์ เขาเสนอแนวคิดนี้กับแพตและตัวผมเอง และในเวลาไม่นานก็กลับมาที่สำนักงานพร้อมกับตัวอย่างสัญลักษณ์และภาพร่างแสดงวิธีการนำเสนอคำขวัญต่างๆ เป็นเวลาสองสัปดาห์ที่เขาทุ่มเทให้กับงานนี้อย่างเต็มที่

โรงงานขนาดเล็กของเจอรัลด์ โฮลทอมเปลี่ยนมาผลิตแถบผ้ายาวพร้อมข้อความรณรงค์ ขณะเดียวกันเขายังให้คำแนะนำแก่เราสำหรับการพิมพ์และติดตั้งสัญลักษณ์ ND (Nuclear Disarmament) ชุดแรกซึ่งต่อมาผู้คนเรียกกันอย่างเอ็นดูว่า “อมยิ้ม” (lollypops)

เขาเป็นที่ปรึกษาที่ฉลาดและปฏิบัติได้จริงที่สุดคนหนึ่ง เขายืนยันว่าสัญลักษณ์เหล่านี้ควรถูกติดไว้บนไม้เนื้อบางและเบาเพื่อให้ผู้ร่วมขบวนสามารถถือง่ายในระหว่างการเดินขบวนที่เหนื่อยล้า และที่สำคัญคือควรติดบนกระดาษแข็งพร้อมกาวกันน้ำเพื่อทนต่อสภาพอากาศที่เลวร้าย

ฮิวจ์ บร็อค (Hugh Brock) บรรณาธิการของ Peace News กล่าวต่ออีกว่า “พูดตรงๆ ตอนนั้นผมกับแพตยังสงสัยในสัญลักษณ์นี้อยู่ แต่เจอรัลด์ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าสัญลักษณ์นี้จะได้รับความนิยมไปทั่วประเทศซึ่งเหตุการณ์ต่อมาก็พิสูจน์ว่าเขาคิดถูก เขาขออนุญาตและรับสิทธิเต็มที่ในการแจกจ่ายป้ายรณรงค์ให้ผู้ร่วมขบวน ณ จุดเริ่มต้นที่จตุรัส Trafalgar ที่แตกต่างไปจากการชุมนุมก่อนหน้านี้ เจอรัลด์ให้พิมพ์ข้อความสีขาวบนผ้าดำซึ่งช่วยให้ป้ายดูเด่นชัดเมื่อถ่ายภาพหรือออกทีวี และผลลัพธ์ก็ออกมาดีมาก

ในบทความของ Spectator รายสัปดาห์ของอังกฤษ ปี 2506 เฮิร์บ เกรียร์ นักข่าวและนักเขียนบทละครชาวอเมริกัน ได้บรรยายแนวคิดภาพกราฟิกของโฮลทอมสำหรับการเดินขบวนต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ไว้ว่า “วันหนึ่ง ศิลปินเชิงพาณิชย์ผู้พูดนุ่มนวลจากเมือง Twickenham เข้ามาที่สำนักงานของ Peace News พร้อมกับกระดาษม้วนใหญ่ ศิลปินคนนั้นคือ เจอรัลด์ โฮลทอม บนกระดาษ เขาร่างตราสัญลักษณ์ประหลาดที่ใช้สีม่วงและขาวซึ่งเขาคิดว่าอาจมีประโยชน์ในการเดินขบวน บนพื้นสี่เหลี่ยมสีเข้มเขาวางวงกลมสีขาวพร้อมรูปคล้ายไม้กางเขน ซึ่งแขนของกางเขนนั้นเอียงลงไปแตะขอบล่างของวงกลม โฮลทอมได้ออกแบบสัญลักษณ์นี้โดยนำรหัสธงสื่อสารแบบ semaphore มารวมกัน

“N” ย่อมาจาก nuclear (นิวเคลียร์)

“D” ย่อมาจาก disarmament (การลดอาวุธ)

คณะกรรมการ DAC ยังลังเลอยู่ในตอนแรก แต่ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พวกเขาก็ตัดสินใจรับรองสัญลักษณ์นี้ โฮลทอมรู้สึกยินดีมากและรับหน้าที่จัดเตรียมป้ายสำหรับการเดินขบวนทั้งหมด

โฮลทอมยังมีแนวคิดเกี่ยวกับการจัดขบวนเดินอย่างละเอียด “ผู้นำขบวนจะเดินนำหน้าเป็นจังหวะ และตามมาด้วยป้ายผ้าผืนใหญ่ที่เขียนว่า ‘March from London to Aldermaston’ ด้วยตัวอักษรที่คนขับรถสามารถมองเห็นจากระยะ 400 หลา และอ่านออกจากระยะ 150 หลาสัญลักษณ์ UND (Unilateral Nuclear Disarmament) ถูกเคลือบทองที่มุมบน เพื่อสะท้อนแสงไฟหน้ารถในยามค่ำคืน

…ผมทำกระเป๋าเล็กๆ บนป้ายหลัก เพื่อให้ผู้ร่วมขบวนสามารถใส่ดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิในวันอีสเตอร์ อาทิตย์และวันจันทร์ มีไม่กี่คนที่สังเกตเห็น แต่ในกลุ่มคนที่สังเกต บางคนถึงกับหลั่งน้ำตา…ผมตั้งใจให้ ‘อมยิ้ม’ (สัญลักษณ์ ND) ปักลงบนพื้นไม้ในจุดหยุดพัก เพื่อให้ดูเหมือนทุ่งรำลึกที่มีการปิกนิกของครอบครัวขนาดใหญ่เกิดขึ้น แม้ว่ามันจะยังไม่เคยเกิดขึ้นแบบนั้น แต่ก็อาจจะเกิดขึ้นได้”

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading