
คำว่า hygge ในภาษาเดนมาร์กสื่อถึงความผ่อนคลายแบบอบอุ่นสบาย ๆ ที่มักมาจากเตาผิง ถุงเท้าขนสัตว์ และช็อกโกแลตร้อน แต่ทุกวันนี้ นักยุทธศาสตร์กลาโหมบางส่วนในภูมิภาคนอร์ดิกมองว่าสันติภายในอาจได้มาจากอาวุธนิวเคลียร์เท่านั้น พันธมิตรของอเมริกาอย่างโปแลนด์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ก็เริ่มพิจารณาเช่นกันว่าพวกเขาจำเป็นต้องมีอาวุธของตัวเองหรือไม่
บางคนเริ่มพูดถึงความจำเป็นของนิวเคลียร์นอร์ดิกเพื่อคุ้มกันเดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ และสวีเดน ขณะที่อีกฝ่าย เช่น เยอรมนี พูดถึงการร่วมมือกับชาตินิวเคลียร์ของยุโรปอย่างอังกฤษและฝรั่งเศส “ตราบใดที่ประเทศอันตรายยังมีอาวุธนิวเคลียร์” อูล์ฟ คริสเตอร์สซอน นายกรัฐมนตรีสวีเดน กล่าวเมื่อเดือนที่แล้ว “ประชาธิปไตยที่มั่นคงก็ต้องเข้าถึงอาวุธนิวเคลียร์ได้ด้วย”
ตลอดเกือบแปดทศวรรษที่ผ่านมา ระเบียบนิวเคลียร์ที่ค่อนข้างมั่นคงตั้งอยู่บนคำมั่นของสหรัฐฯ ว่าจะขยายร่มนิวเคลียร์ไปคุ้มครองพันธมิตร แต่ไม่มีทางรู้ได้แน่ว่าสหรัฐฯ จะทำตามคำมั่นนั้นจริงหรือไม่ จนทำให้ชาร์ลส์ เดอ โกลล์ ซึ่งขณะนั้นเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศส เคยถามประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี ในปี 1961 ว่าเขาพร้อมจะแลกนิวยอร์กเพื่อปารีสหรือไม่ กระนั้น คำรับประกันและการเกลี้ยกล่อมจากสหรัฐฯ ก็เพียงพอที่จะทำให้ประเทศอย่างสวีเดนและไต้หวันยอมไม่เข้าร่วมชมรมนิวเคลียร์
ทุกวันนี้ ระเบียบดังกล่าวกำลังพังทลาย เดิมทีการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์มักเป็นเรื่องของรัฐนอกคอกอย่างอิหร่านและเกาหลีเหนือ แต่ตอนนี้กระแสพูดถึงกลับมาจากประเทศประชาธิปไตย หลายประเทศขับเคลื่อนด้วยเงาของความก้าวร้าวจากรัสเซีย ซึ่งยิ่งรุนแรงขึ้นจากการขู่ของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ว่าจะใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตียูเครน ส่วนประเทศในเอเชียบางแห่งกังวลเรื่องคลังอาวุธนิวเคลียร์ของจีนที่กำลังขยายตัว ทุกฝ่ายต่างหวาดกลัวมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าการเอาความอยู่รอดของชาติไปเดิมพันกับคำมั่นสัญญาเก่าๆ ของอเมริกานั้นไม่ฉลาดอีกต่อไป
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยแสดงความกังขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า สหรัฐฯ จะยื่นมือช่วยเหลือสมาชิกนาโตประเทศอื่น ๆ หรือไม่ เจ้าหน้าที่อเมริกันที่เพิ่งไปเยือนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เมื่อไม่นานนี้ ก็มีท่าทีเลี่ยงตอบอย่างเห็นได้ชัดเกี่ยวกับสถานะของการคุ้มครองด้วยนิวเคลียร์ แม้จะมีประธานาธิบดีคนใหม่ที่พยายามฟื้นความเชื่อมั่นต่อการยับยั้งด้วยนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ พันธมิตรบางประเทศก็อาจสรุปว่า เดอ โกลล์พูดถูกมาตลอด
สิ่งนี้ก่อให้เกิดภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างยิ่ง ประเทศตะวันตกบางประเทศอาจรู้สึกว่าถูกบีบให้ต้องมีอาวุธของตัวเอง แต่การแสวงหาความมั่นคงแบบต่างคนต่างเอาตัวรอดมีแนวโน้มจะจุดชนวนให้เกิดการแพร่ขยายนิวเคลียร์ แม้ในประเทศที่เดิมทีก็ลังเลไม่อยากมีระเบิด และยิ่งมีนิ้วมือจำนวนมากลอยอยู่เหนือปุ่มวันสิ้นโลกมากเท่าไร โอกาสเกิดความผิดพลาดร้ายแรงหรือสงครามที่ลุกลามจนกลายเป็นกัมมันตรังสีก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น
ประเทศต่าง ๆ ยังมีเวลาคิดอย่างรอบคอบเรื่องผลได้ผลเสียเหล่านี้ เพราะโครงการอาวุธนิวเคลียร์อาจใช้เวลาหลายปี งบประมาณมหาศาลที่ต้องใช้จะไปเบียดบังการใช้จ่ายด้านรถถังและเครื่องบินรบที่จำเป็นต่อการรับมือการโจมตีแบบดั้งเดิม ประเทศที่รีบร้อนพุ่งหาระเบิดเสี่ยงจะยั่วยุให้ฝ่ายตรงข้ามพยายามหยุดยั้งพวกเขาตั้งแต่ยังอ่อนแอ ขณะเดียวกัน ประเทศที่คิดจะเข้าชมรมนิวเคลียร์อาจเลือกไปให้เกือบถึง คือสร้างศักยภาพแฝงไว้ (latent capacity) ซึ่งสามารถเปิดใช้งานได้ยามฉุกเฉิน ในยุโรป อังกฤษและฝรั่งเศสอาจทำงานร่วมกับพันธมิตรยุโรปเพื่อจัดตั้งร่มนิวเคลียร์ ทุกฝ่ายควรคิดเรื่องการตั้งสายด่วนและกลไกอื่น ๆ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและลดการปะทุของวิกฤต
เพียงแค่เรียงเหตุผลเหล่านี้ออกมา ก็เห็นได้ชัดว่าโลกกำลังอันตรายขึ้นเพียงใด ความล่อใจคือการปลอบใจตัวเองด้วยความคิดถึงอดีต แต่การทำเช่นนั้นกลับยิ่งทำให้ความเสี่ยงที่รออยู่ข้างหน้าลึกและหนักหน่วงกว่าเดิม
ที่มา : The Economist
