8 ขั้นตอนในการกู้วิกฤตมลพิษพลาสติกในมหาสมุทร

ทะเลและมหาสมุทรให้ทุกสิ่งที่เราต้องการ : อาหาร ออกซิเจน แรงบันดาลใจและการงาน ทะเลและมหาสมุทรยังช่วยรักษาสมดุลของสภาพภูมิอากาศ แม้ว่าความสำคัญของมหาสมุทรที่มีต่อชีวิต มนุษย์ยังคงทำประหนึ่งทะเลและมหาสมุทรเป็นดังที่ระบายของเสีย ประมาณว่าทุกๆ นาที ขยะพลาสติกที่เท่ากับปริมาณที่บรรจุในรถบรรทุกขยะหนึ่งคันถูกทิ้งลงทะเล และเป็นความเร่งด่วนในการทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้ปัญหา และเรามีเวลาไม่มากในการทำอะไรบางอย่างกับปัญหา ข่าวดีคือเรามีทางออกของปัญหา

มันน่าเศร้าแต่เป็นวันที่สำคัญเมื่อ วาฬ Cuvier’s beaked) ขึ้นเกยตื้นบนหาด Sotra ในนอร์เวย์โดยมีพลาสติก 30 ชิ้นอยู่ในท้องของมัน เราทั้งหลายที่ทำงานในประเด็นมหาสมุทรมาหลายปีต่างรับรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ นักวิจัยทำงานศึกษาเรื่องมลพิษพลาสติกในมหาสมุทรย้อนหลังไปถึงปี พ.ศ.2513 สำหรับหลายๆ คน ปี พ.ศ.2560 น่าจะเป็นช่วงเวลาที่รับรู้อย่างจริงจัง ปัญหาเรื่องพลาสติกมันใหญ่โตมากโดยที่เราสามารถเห็นได้บนชายหาด/ชายฝั่งทะเลทั่วทุกมุมโลก

ประมาณว่า ทุกๆ ปี พลาสติกราว 8 ล้านตันลงไปอยู่ในมหาสมุทร ผลิตภัณฑ์ซึ่งครึ่งหนึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานแห่งอัจริยะได้กลายมาเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ขยายตัวเร็วที่สุดในโลก มันยากที่จะจินตนาการว่าขยะพลาสติก 8 ล้านตันมันมากแค่ไหน ถ้าจะให้เทียบ มันก็ประมาณกับนำหนักของประชากรทั้งหมดของประเทศสเปนและสพราชอาณาจักรรวมกัน ประมาณว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้น 60 ตันต่อนาทีภายในปี พ.ศ.2593 หากแนวโน้มการใช้พลาสติกและการขาดการจัดการของเสียที่เพียงพอยังคงเป็นอยู่เช่นในปัจจุบัน

พลาสติกสร้างปัญหาใหญ่ต่อสัตว์ป่าและพรรณพืชและต่อมนุษย์ นกทะเล เต่าทะเล และสิ่งมีชีวิตในทะเลอื่นๆ เข้าไปติดอยู่ในถุงพลาสติก ติดอยู่ในเครื่องมือประมงที่ทิ้งไว้ไม่ใช้แล้ว และเสียชีวิตจากการกินพลาสติกเข้าไปในท้องของมัน พลาสติกหลุดเข้าห่วงโซ่อาหารและอาหารที่เรากิน และพบอยู่ในสายพันธุ์ปลาเกือบทุกชนิดที่มีการสำรวจ รวมถึงหอยและปู และนี่อาจเป็นเพียงการเร่ิมต้น พลาสติกเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นปัญหาที่มีทางออก เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องลงมือเดี๋ยวนี้

8 ขั้นตอนที่เราสามารถทำได้

1. ลดการพึ่งพาพลาสติก

เราใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งในปริมาณที่เหลือเชื่อ ทั้ง หลอดพลาสติก ถุงพลาสติก บรรจุภัณฑ์พลาสติก แก้วพลาสติก ถ้วย ชาม ช้อนและซ่อมพลาสติก เราต้องยุติการใช้พลาสติกใช้แล้วทิ้งเหล่านี้ ประเทศต่างๆ มากขึ้นได้นำเอามาตรการห้ามใช้ถุงพลาสติกและพลาสติกใช้แล้วทิ้ง หรือตั้งเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมในการลดการใช้พลาสติกและของเสียพลาสติก ความพยายามดังกล่าวนี้ต้องถูกยกระดับเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้การใช้พลาสติกในระดับโลกลดลง และพวกเราสามารถทำในส่วนของเราได้เพื่อปฏิเสธผลิตภัณฑ์เหล่านี้

2. ขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต

ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา การผลิตพลาสติกของโลกเพิ่มขึ้น 2 เท่า ผู้ผลิตพลาสติกชั้นนำวางแผนจะเพิ่มการผลิตอีกหนึ่งในสามในอีก 5 ปีข้างหน้า ในปี พ.ศ.2517 การใช้พลาสติกต่อหัวต่อปีอยู่ที่ 2 กิโลกรัม 2kg ปัจจุบันเพิ่มเป็น 43 กิโลกรัมต่อหัวต่อปี! โลกกำลังเดินไปผิดทิศทาง จำต้องมีการพัฒนาทางเลือกต่อพลาสติกที่ไม่อาจย่อยสลายได้ และจะต้องมีการพุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมที่รับผิดชอบต่อขยะพลาสติกโดยข้อตกลงด้านอุตสาหกรรมที่เฉพาะเจาะจงและข้อตกลงว่าด้วยภาระรับผิดชอบของผู้ผลิตในการจัดการ เก็บจัดเก็บ และการนำมาใช้ใหม่

A member of Algeria's Under the Sea diving club collects plastic bottles.

3. เพิ่มค่าธรรมเนียมและภาษีให้กับพลาสติกที่เป็นมลพิษ

พลาสติกส่วนใหญ่ที่เราใช้ในปัจจุบันผลิตมาจากน้ำมันและเป็นทั้งแหล่งกำเนิดของก๊าซเรือนกระจกและมลพิษ ในนอรเวย์ มีพลาสติกเพียงร้อยละ 0.5 ที่ผลิตมาจากทรัพยากรที่หมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้ พลาสติกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงถูกว่า รัฐบาลต่างๆ จำเป็นต้องดำเนินการเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมพลาสติกที่เป็นมลพิษเหล่านี้ ค่าธรรมเนียมจำต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อทำให้พลาสติกที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่มีราคาถูกกว่า

4. ขยายการจัดการของเสียที่มีประสิทธิภาพ

พลาสติกส่วนใหญ่มาจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา การขยายตัวของประชากรและชนชั้นกลางที่เพิ่มมากขึ้นทำให้การใช้พลาสติกเพิ่มได้รวดเร็วกว่าศักยภาพในการจัดการขยะพลาสติก พลาสติกจึงถูกทิ้งและออกสู่ทะเลในที่สุด  จีนและอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีส่วนทำให้เกิดขยะพลาสติกในทะเลมากที่สุด จำเป็นต้องมีโครงการในการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการขยะพลาสติกและการรีไซเคิล

5. ผลักดันให้เกิดวิสัยทัศน์ขยะพลาสติกในทะเลเป็นศูนย์

ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2560 ที่ประชุมสหประชาชาติด้านสิ่งแวดล้อมยกร่างเป้าหมายระดับโลกเพื่อยุติการปล่อยทิ้งขยะพลาสติกลงทะเล ขั้นตอนต่อมาคือการจัดทำข้อตกลงนานาชาติที่มีเป้าหมายและกรอบเวลาที่ชัดเจนเพื่อรับรองว่าจะมีการจัดทำแผนที่ของแหล่งกำเนิดขยะทะเล ความรับผิดชอบทางการตลาดที่เพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันการแพร่หลายของขยะพลาสติกในทะเล และเพิม่ความเข้มแข็งในการจัดการของเสียที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั่วโลก

6. เพิ่มการวิจัย การติดตามตรวจสอบและแผนที่แหล่งกำเนิดขยะพลาสติก

ยังมีอีกมากที่เรายังไม่รู้เกี่ยวกับพลาสติก นักวิจัยคาดว่าร้อยละ 70 ของขยะพลาสติกลงไปอยู่ในพื้นใต้ทะเล เมื่อเวลาผ่านไป พลาสติกเหล่านี้แตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆ แต่เรายังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพลาสติกจิ๋วเหล่านี้ หรือ เราจะกำจัดมันอย่างไร ความพยายามจะสร้างแผนที่และติดตามตรวจสอบ ตลอดจนการวิจัยถึงผลกระทบเชิงลบนั้นจะต้องถูกยกระดับขึ้น ดูข้อมูงเพิ่มเติมจาก การริเริ่ม นี้

7. ยุติการปล่อยทิ้งขยะพลาสติกลงสู่ทะเล

ประมาณร้อยละ 80 ของขยะพลาสติกในทะเลมาจากกิจกรรมต่างๆ และอุตสาหกรรมบนบก ทุกๆ อย่างตั้งแต่ยางรถยนต์ อุปกรณ์กีฬา เสื้อผ้า ไปจนถึงก้นบุหรี่และก้านสำลีเช็ดหู ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ลดการใช้พลาสติกลงในชีวิตประจำวัน

8. ช่วยกันทำความสะอาดและฟื้นฟูแหล่งปนเปื้อนขยะพลาสติก

ปฏิบัติทำความสะอาดและฟื้นฟูพื้นที่และชายฝั่งทะเลที่เผชิญกับวิกฤตมลพิษ แม้ว่าจะเป็นกิจกรรมการแก้ปัญที่ปลายเหตุ ก็ยังมีความสำคัญในฐานะเป็นกิจกรรมที่กระตุ้นให้ผู้คนมารวมตัวกันในความพยายามยุติมลพิษพลาสติก

3 ประเด็นสิ่งแวดล้อมปี 2561 ที่ไม่ควรพลาด

ปี พ.ศ.2561 มีเรื่องราวด้านสิ่งแวดล้อมมากมายเกิดขึ้นในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทั่วโลก และนี่คือ 3 เรื่องที่ไม่ควรพลาดในมุมมองของเรา

มลพิษพลาสติก(Plastic Pollution)

แม้จะมีมาตรการต่างๆ เพื่อสร้างจิตสำนึกเรื่องการใช้พลาสติกอย่างเข้มข้น แต่วิกฤตมลพิษพลาสติกก็ไม่มีท่าทีว่าจะลดลง กลางปี พ.ศ.2561 วาฬนำร่องครีบสั้นว่ายน้ำเกยตื้น ที่ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา หลังยื้อชีวิต 5 วันแต่ไม่สำเร็จ ผลชันสูตรพบขยะกว่า 8 กิโลกรัมในตัววาฬ ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2561 วาฬหัวทุย (Sperm Whale) เข้ามาเกยตื้นตายที่สุลาเวสี อินโดนีเซีย และพบทั้งแก้วพลาสติก ถุงพลาสติก ขวดพลาสติก รองเท้าและเชือก

โศกนาฏกรรมของวาฬทั้งสองกรณีเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของวิกฤตมลพิษพลาสติก การสำรวจทางวิทยาศาสตร์ พบว่ามีสิ่งมีชีวิตในทะเล 700 สายพันธุ์ ที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษพลาสติกในมหาสมุทร นกทะเล 9 ใน 10 ชนิดพันธ์ุ เต่าทะเล 1 ใน 3 ชนิดพันธุ์ ครึ่งหนึ่งของชนิดพันธุ์วาฬและโลมาทั้งหมด ต่างกินพลาสติกเป็นอาหาร

นี่คือความท้าทายในยุคมนุษย์ครองโลก(Anthropocene) ภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตพลาสติกยักษ์ใหญ่ ผู้ก่อมลพิษ แนวร่วมของเสียเหลือศูนย์ ห้องปฏิบัติการวิจัย เป็นต้น จะต้องขึ้นมาอยู่ในเวทีระดับเดียวกันเพื่อหาทางออกจากวิกฤต ช่วงปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีความพยายามผลักดันให้เกิด ความตกลงระหว่างประเทศ(International Agreement)แบบพหุภาคีที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดมลพิษพลาสติก

มลพิษทางอากาศ

องค์การอนามัยโลก(WHO)จัดการประชุมสุดยอดว่าด้วยมลพิษทางอากาศและสุขภาพ ครั้งแรกของโลกในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และเผยแพร่แผนที่แสดงค่าเฉลี่ยต่อปีของความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน(PM2.5) ล่าสุด และแถลงว่าประชากรทั่วโลก 9 ใน 10  คนหายใจเอาอากาศที่ปนเปื้อนเข้าไป และแม้ว่ามีการยกระดับการจัดการคุณภาพอากาศในหลายพื้นที่ของโลก แต่มหานครหลายแห่งยังมีคุณภาพอากาศเกินเกณฑ์ที่ WHO กำหนด

ในช่วงวันที่ 1 มกราคมถึง 21 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศที่เลวร้ายที่สุด ในจำนวนรวม 52 วัน บางพื้นที่มีความเข้มข้นเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของ PM2.5 เกินค่ามาตรฐานในบรรยากาศทั่วไปตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลกถึง 40 วัน

ด้วยแรงผลักดันของสาธารณะชน ในที่สุดในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2561 กรมควบคุมมลพิษประกาศ ใช้ดัชนีคุณภาพอากาศ(Air Quality Index)ใหม่ที่รวมค่า PM2.5 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการยกระดับการจัดการคุณภาพอากาศ อย่างไรก็ตาม การรายงาน ดัชนีคุณภาพอากาศโดยใช้ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงนั้น ไม่สามารถรับมือกับวิกฤตมลพิษ ทางอากาศที่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้คนได้ทันท่วงที จำเป็นต้องรายงานโดยใช้ค่าเฉลี่ยรายชั่วโมงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตขึ้น

ความปั่นป่วนของสภาพภูมิอากาศ

เวทีเศรษฐกิจโลก(World Economic Forum)นำเสนอรายงาน the Global Risk Report ก่อนหน้าการประชุมประจำปีที่มีขึ้นในเดือนมกราคม พ.ศ. 2561 โดยสะท้อนมุมมองของผู้เชี่ยวชาญและผู้กำหนดนโยบายระดับโลกในเรื่องความเสี่ยงสำคัญที่โลกเผชิญ และเหตุการณ์ภูมิอากาศสุดขั้ว(extreme weather events)เป็นหนึ่งในความเสี่ยงระดับโลกอันดับต้น

เราสัมผัสถึงความจริงใหม่ที่กระทบกับเราโดยตรงมากขึ้น และประจักษ์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไล่เรียงกันจากความแห้งแล้งไปถึงอุทกภัยทั่วโลก รวมถึง อุณหภูมิเย็นยะเยือกต่ำสุดเท่าที่มีการบันทึกตามแนวชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอมเริกา และหิมะตกในทะเลทรายซะฮาราในเดือนมกราคม คลื่นความร้อนในสหราชอาณาจักรในเดือนมิถุนายนและกรกฏาคม คลื่นความร้อนในญี่ปุ่นที่ทุบสถิติและตามมาด้วยพายุใต้ฝุ่นในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ไฟป่าตามแนวเส้นวงรอบอาร์กติกในสวีเดนและในกรีซในเดือนกรกฏาคม อุทกภัยร้ายแรงในจีนและอินเดียช่วงเดือนสิงหาคม และการแผลงฤทธิ์ของซูปเปอร์ไต้ฝุ่นมังคุดในเดือนกันยายน

ปี พ.ศ.2561 ยังได้เห็นถึงการเรียกร้องให้ลงมือทำจากชุมชนวิทยาศาสตร์ โลกเรือนกระจก (Hothouse Earth) เป็นคำเตือนที่นักวิทยาศาสตร์ประกาศในเอกสารสรุปการประชุมของ สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ (Proceedings of the National Academy of Sciences)ที่ตีพิมพ์ในเดือนกรกฏาคม พ.ศ.2561 ว่า ทั่วโลกจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานฟอสซิลสู่ระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดโดยเร่งด่วน มิฉะนั้นโลกอาจเข้าสู่ Hothouse state ซึ่งเป็นสภาวะอันตรายถาวร ส่วนที่ประชุม Global Climate Action Summit ที่ซานฟรานซิสโกได้มี ข้อเสนออย่างถอนรากถอนโคน ถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงครึ่งหนึ่งภายในปี พ.ศ. 2573 จากทุกภาคส่วนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ(ภาคพลังงาน ภาคการผลิตทางอุตสาหกรรม ภาคอาคารบ้านเรือน ภาคการคมนาคมขนส่ง ภาคการบริโภคอาหาร ภาคเกษตรกรรมและป่าไม้)

รายงาน IPCC ฉบับพิเศษว่าด้วยอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก 1.5 องศาเซลเซียส (IPCC Special Report on 1.5 Degrees) ซึ่งเปิดตัวที่เกาหลีใต้ ระบุว่าเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เป็นหายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยในอีก 10 ปีข้างหน้า ทั่วโลกต้องลดการใช้ถ่านหินอย่างน้อย 2 ใน 3 ของการใช้ทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573 และยุติการใช้ถ่านหินภายในปี พ.ศ.2593 อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงการประชุมภาคีแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 24(COP 24) ที่เมืองคาโตวีตเซ(โปแลนด์) ก็มีสหรัฐอเมริกา ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย และคูเวต คัดค้านไม่ให้ที่ประชุมยอมรับรายงาน IPCC ฉบับนี้

จุดไฮท์ไลท์ของ COP24 คือสุนทรพจน์ของเกรตา ธันเบิร์ก นักกิจกรรมเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมอายุ 15 ปีชาวสวีเดนที่หยิบยกประเด็น “ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ”

ถึงแม้อาจกล่าวได้ว่าการประชุม COP 24 จบลงโดยบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับกฎกติกาต่างๆ ภายใต้ความตกลงปารีสปี 2015 – แต่ก็ยังไม่เข้มข้นพอที่จะทำให้โลกเข้าถึงเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในขณะที่ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นครั้งแรกรอบ 4 ปี

นโยบาย 7 GO Green ของ 7-Eleven ช่วยกู้วิกฤตมลพิษพลาสติกหรือไม่?

จากการที่ ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้าน 7-Eleven ซึ่งเป็นร้านสะดวกซื้อครบวงจรในประเทศไทย เดินหน้านโยบาย 7 GO Green(เซเว่น โก กรีน) ได้ฤกษ์วันที่ 7 เดือน 11 ประกาศเจตนารมณ์ “ลด และเลิกใช้ถุงพลาสติก” ที่ร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ ตามปณิธานอันมุ่งมั่นของซีพี ออลล์  “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน” ที่จะร่วมพัฒนาชุมชนและสังคมควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ดังนั้น บทความสั้นนี้จะเน้นวิเคราะห์ถึงนโยบาย 7 GO Green รวมถึงโครงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ Green Packaging ตามรายงานการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ ซีพี ออลล์ เพื่อตอบคำถามว่า นโยบายดังกล่าวมีความมุ่งมั่นและส่งผลสะเทือนมากน้อยเพียงใดต่อการหาทางออกจากวิกฤตมลพิษพลาสติกในประเทศไทย

ข้อมูลในปี พ.ศ.2560 ร้าน 7-Eleven มีจำนวนรวม 10,268 สาขาทั่วประเทศรวมถึงร้านสาขาบริษัท ซีพี ออลล์ ร้านสาขาประเภทร่วมลงทุน (store business partner) และร้านค้าที่ได้รับสิทธิช่วงอาณาเขต (sub area) มีลูกค้าเข้าร้าน 7-Eleven เฉลี่ยวันละ 11.8 ล้านคน การดำเนินการเพื่อลดใช้ถุงพลาสติกในรูปแบบต่างๆ ในปี พ.ศ. 2560 สามารถลดได้ถึง 24.09 ล้านใบ

เนื่องจากรายงานการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ ซีพี ออลล์ ที่เผยแพร่ออกสู่สาธารณะไม่มีข้อมูลว่าด้วย “รอยเท้าพลาสติก (plastic footprint)” จึงไม่สามารถประเมินได้อย่างถูกต้องว่ามาตรการของ 7-Eleven ที่ดำเนินการไปนั้นทำให้เกิดการลดถุงพลาสติกเป็นสัดส่วนเท่าไรเมื่อเทียบกับปริมาณถุงพลาสติกทั้งหมดที่มีการใช้

“รอยเท้าพลาสติก” ที่ ซีพี ออลล์ เปิดเผยนั้นมีเพียงการยกเลิกการใช้วัสดุ PVC โดยระบุว่า ในปี พ.ศ.2560 สามารถยกเลิกการใช้วัสดุ PVC สำหรับกลุ่มสินค้าตราสินค้าของบริษัทประเภทผลิตภัณฑ์อาหาร เพิ่มอีก 3 รายการคิดเป็น 33% และมีเป้าหมายยกเลิกการใช้ PVC เป็นส่วนประกอบของบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้ากลุ่มดังกล่าวภายในปี 2563

”รอยเท้าพลาสติก (plastic footprint)” คือปริมาณ (หน่วย)ของพลาสติกทั้งหมดที่บริษัทใช้ในห่วงโซ่อุปทานของผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์และการขนส่งภายในช่วงเวลา 12 เดือนที่มีการระบุไว้ รวมถึงประเภทของผลิตภัณฑ์และข้อมูลทางภูมิศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลาสติก ความโปร่งใสเรื่อง “รอยเท้าพลาสติก” นี้รวมถึงการรายงานว่ามีการใช้พลาสติกมากเท่าไร จำนวนของบรรจุภัณฑ์ ชนิดของพลาสติกและวัตถุประสงค์ในการใช้พลาสติกนั้น ทั้งนี้เพื่อสร้างเส้นฐาน(baseline)ในการวัดผลการดำเนินงาน ด้วยเหตุนี้ การนำเสนอข้อมูลการขายอย่างเดียวหรือข้อมูลบางส่วนในห่วงโซ่อุปทาน ไม่ได้เป็นการเปิดเผยถึง “รอยเท้าพลาสติก” ของบริษัท

โดยการตั้งสมมุติฐานว่า ลูกค้าทุกคนที่เข้าร้าน 7-Eleven รับถุงพลาสติกโดยเฉลี่ย 1 ถุงต่อวัน ในปีหนึ่งๆ จะมีถุงพลาสติกออกจากร้าน 7-Eleven จำนวน 4,307 ล้านใบ ดังนั้น การลดการใช้ถุงพลาสติก 24.09 ล้านใบของ 7-Eleven ในปี 2560 คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.5 เท่านั้น

เมื่อพิจารณาถึงร้านสะดวกซื้อครบวงจรอย่าง 7-Eleven ที่มีกระจายอยู่แทบทุกหัวระแหงของประเทศและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่เรียกว่า Fast Moving Consumer Goods (FMCGs)ให้กับผู้บริโภค นโยบาย 7 GO Green ดังกล่าวแม้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดูดี แต่ก็ไม่ได้นำไปสู่การลดปริมาณพลาสติกใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง อย่างมีนัยยะสำคัญใด ๆ

นอกเหนือจากถุงพลาสติกหูหิ้ว สิ่งที่ 7-Eleven ยังไม่ได้ระบุไว้ในนโยบาย 7 GO Green (เซเว่น โก กรีน) คือบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ผลิตทั้งหมดที่นอกเหนือไปจากพลาสติก PVC

บรรจุภัณฑ์พลาสติกมีส่วนสำคัญในการก่อปัญหาขยะพลาสติกทั่วโลกสูงที่สุด แบรนด์ต่างๆ ได้ออกแบบบรรจุภัณฑ์พลาสติกให้มีความโดดเด่นจากคู่แข่ง และเพื่อให้เกิดความจงรักภักดีจากลูกค้า (Brand Loyalty) พร้อมทั้งถูกออกแบบมาเพื่อใช้ครั้งเดียวและทิ้งหลังใช้ได้เลย โดยแทบจะไม่ได้มีการคำนึงถึงผลที่จะเกิดตามมาเลยแม้แต่น้อย การขยายธุรกิจในตลาดใหม่ ๆ บริษัทผู้ผลิต FMCGs จึงขายสินค้าที่บรรจุอยู่ในซองพลาสติกชั้นเดียวที่มีขนาดเล็ก (Single Portion) ให้มากขึ้นโดยซองพลาสติกชั้นเดียวขนาดเล็กเหล่านี้นำมารีไซเคิล (Recycle) ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ  บริษัทผู้ผลิต FMCGs ทั้งหลายเหล่านี้เองก่อให้เกิดวิกฤติแห่งความสะดวกสบาย(Crisis of Convenience)

ในประเทศไทยพบว่ามีสัดส่วนการใช้พลาสติกเพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์มากที่สุด และเป็นการใช้ในระยะสั้นก่อให้เกิดขยะมากที่สุด ในปี พ.ศ.2558 มีการใช้พลาสติกเพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์สูงถึง 2.048 ล้านตัน

ผลการตรวจสอบแบรนด์ (Brand Audit) จากขยะพลาสติกโดยอาสาสมัครของกรีนพีซที่หาดวอนนภาซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองแสนสุข ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี ในเดือนกันยายน พ.ศ.2561 ที่ผ่านมา ก็พบบรรจุภัณฑ์อาหารที่เป็นพลาสติก(food packaging)เป็นส่วนใหญ่โดยพบแบรนด์ของกลุ่ม CP มากเป็นลำดับที่ 2

หาก ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่นในประเทศไทย มีความมุ่งมั่นที่จะทำนโยบาย 7 GO Green (เซเว่น โก กรีน) ให้เป็นแบบอย่างเพื่อร่วมกู้วิกฤตมลพิษพลาสติก ควรที่จะให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นกับแนวทางปฏิบัติ 4 ประการดังต่อไปนี้

  • เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสของ “รอยเท้าพลาสติก (plastic footprint)” ทั้งหมดโดยสาธารณชนเข้าถึงได้
  • มุ่งมั่นที่จะลดพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งโดยตั้งเป้าหมายที่มุ่งมั่นและชัดเจนในแต่ละปี
  • ขจัดพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งที่เป็นปัญหาและไม่จำเป็นมากที่สุดภายปี 2562
  • ลงทุนกับระบบนำกลับมาใช้ซ้ำและระบบกระจายสินค้าแบบใหม่ 

Fight against garbage in the ocean starts at individual level: Greenpeace

http://www.nationmultimedia.com/news/national/30307347

February 27, 2017 01:00
By PRATCH RUJIVANAROM
THE NATION

Earlier this month, pictures of large amounts of garbage floating in the sea spread on social networks and sparked public concern about a chronic but often forgotten problem affecting Thai marine resources. Government authorities and the environmental group Greenpeace agree that both public and private measures must be implemented to counter this problem.

Greenpeace Southeast Asia campaign director Tara Buakamsri said the garbage problem was very serious and urged sustainable solutions that start at the individual level.

“I myself did not really realise how serious this problem was until I saw the picture of floating piles of garbage,” Tara said. “I understand that this is only a fragment of the garbage that ends up in the sea, as a study has found that one out of every 100 pieces of garbage will be washed into the sea.”

He said the recent discovery of piles of garbage floating off Chumphon and Prachuap Khiri Khan were just the tip of the iceberg, as a large amount of garbage in the sea was hidden from the view – below the water surface.

“It is obvious that most garbage in the sea comes from garbage on land, washed into rivers and ending up in the sea. We are all generating trash every day, so if we want to solve this problem, we have to fix it through our behaviour,” he said.

“One thing that we can do is to reduce the usage of single-use plastic, and recycle and reuse our garbage. These are not easy things to do, so the authorities should also come up with policies and regulations to help reduce the amount of garbage.”

State policies that could promote a reduction in the amount of garbage, he said, were surcharges for plastic bags at supermarkets and free garbage collection for households that recycle their waste.

“Plastic garbage is the most common trash in the sea and Thailand still does not have a strong policy to control the usage of plastic compared to other countries,” Tara said.

55cf8623e8bf6b95f343bef31278a619

According to a study published in Science magazine, Thailand ranked sixth on a list of the largest producers of garbage that ends up in the sea in 2010, with a total of 1 million tonnes of plastic garbage per year.

The scale of rubbish from Thailand that ends up in the ocean is huge, considering findings two years ago by Ocean Conservancy that about 8 million tonnes of plastic trash end up in the seas around the world every year.

The study by Ocean Conservancy found that more than 150 million tonnes of plastic trash had ended up in the world’s oceans since 1950.

In terms of state policy, Natural Resources and Environment Ministry secretary-general Wijarn Simachaya said short-term solutions include a ministry ban on plastic bags and containers in some marine national parks.

The ministry plans longer-term measures to control the use of plastic in seaside provinces in the near future.

“We are looking at possible changes to laws, for instance the Enhancement and Conservation of National Environmental Quality Act – to control the use of plastic in seaside provinces via measures like collecting fees for plastic bags or extra taxes on goods that cause pollution,” Wijarn said.

“However, we still have not reached a conclusion and there will be more debate about this issue before we can impose a new policy.”

Tara said garbage in the sea was a problem the public should not ignore because plastic biodegrades very slowly, but will break into small pieces that include many toxins that fish will consume. And they will end up being eaten by human beings.

“Cleaning up the ocean is very hard and expensive work and we should focus on solving this problem by changing our behaviour,” he said.

แพขยะในอ่าวไทย ยอดภูเขาน้ำแข็งของวิกฤตขยะไทย

ธารา บัวคำศรี

ไม่ได้มีแค่แพขยะใหญ่แปซิฟิก (Great Pacific Garbage Patch) แต่ประเทศเราก็ไม่น้อยหน้า มีแพขยะอ่าวไทยด้วย และแพขยะดังกล่าวนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของวิกฤตขยะประเทศไทย

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์  ได้เผยแพร่ภาพแพขยะขนาดยักษ์กลางอ่าวไทย ยาว 10 กิโลเมตร จากข้อมูลของพี่ชาวประมง “ป๊ะป๋า วงเวียน” ผู้พบแพขยะยาว 10 กิโลเมตร ในทะเลนอกชายฝั่งชุมพร

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้วิเคราะห์ข้อมูลคาดการณ์ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ระบุว่า “มวลขยะทะเลดังกล่าว มีทิศทางจะถูกพัดพาออกสู่ทะเล ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะง่าม ไม่ส่งผลกระทบกับแนวปะการัง ชายหาด และระบบนิเวศที่เปราะบางบริเวณใกล้ฝั่ง”

screen-shot-2560-02-12-at-11-11-14-pm

เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศช่วยให้เราสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนผิวโลกได้ในแบบเวลาจริง (real-time) แต่การมีแพขยะขนาดใหญ่ลอยอยู่กลางทะเลนั้นก็ไม่ควรวางใจ เพราะ

1) นี่คือส่วนเล็กๆ น้อยของพลาสติกราว 1 ล้านตันที่อยู่ในมหาสมุทรของโลก อันมาจากกิจกรรมของมนุษย์บนฝั่ง โดยขยะที่เรามองไม่เห็นน้ำจมอยู่ใต้ท้องมหาสมุทร ไม่ได้ลอยขึ้นมาบนผืนน้ำ

2) ไทยติดอันดับประเทศที่มีการปล่อยขยะพลาสติกลงในมหาสมุทรมากที่สุด 

3) หากไม่จัดการให้ดี เศษพลาสติกทั้งหลายที่เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอาจกลายเป็นอาหารของปลาผิวน้ำ มีการศึกษากระแสวงวนใหญ่แปซิฟิกเหนือ (North Pacific Ocean Subtropical Gyre) ซึ่งมีขนาดราวสองเท่าของรัฐเท็กซัส สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ มีปลาผิวน้ำขนาดเล็กจะมาอยู่รอบๆ มีความหนาแน่นของปลาหนึ่งตัวต่อหนึ่งตารางเมตร และพวกมันก็กินพลาสติกเป็นอาหาร ตัวกินพลาสติกจะเป็นปลาผิวน้ำในเขตมหาสมุทรลึกอย่างปลาผิวน้ำ (Lanternfish) หรือปลาผิวน้ำอื่น ๆ ที่ว่ายสู่ผิวน้ำตอนกลางคืนเพื่อหาอาหาร

อ่าวไทยไม่มีกระแสน้ำอุ่นมาเจอกระแสน้ำเย็นแบบมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการรวมตัวของขยะกลางมหาสมุทรลึกถึงแม้จะมีปฏิบัติการกวาดแพขยะขึ้นฝั่ง แต่วิกฤตขยะในทะเลไทยคงไม่คลี่คลายได้โดยง่าย

พลาสติกไม่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ แต่จะแตกตัวเป็นชิ้นเล็ก ๆ และคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมเป็นเวลาหลายร้อยปี ซึ่งพลาสติกที่อยู่ในทะเลชิ้นเล็ก ๆ เหล่านี้มีลักษณะคล้ายกับอาหารของสัตว์ทะเล และแน่นอนว่าอาจจะส่งผลย้อนกลับมาหามนุษย์ในที่สุดในรูปแบบของอาหารทะเลปนเปื้อนมลพิษพลาสติก

ภาพกระแสน้ำวนมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ บริเวณจุดรวมแพขยะใหญ่แปซิฟิก (Great Pacific Garbage Patch)

การทำความสะอาดขยะในทะเลและมหาสมุทรอย่างมีประสิทธิภาพนั้นไม่ต่างอะไรกับการเข็นครกขึ้นภูเขา และต้องเสียเวลาและทรัพยากรอย่างมหาศาล นี่คือความท้าทายของวาระแห่งชาติอย่างแผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ ว่าจะเน้นถึงการคลี่คลายรากเหง้าของปัญหาซึ่งยึดโยงอย่างแนบแน่นกับการบริโภคที่ล้นเกินและการปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมของคนในสังคมได้หรือไม่เพียงใด

ขยะกองโตจากปากแม่น้ำไข่มุกของจีนมาถึงชายหาดของเกาะฮ่องกงได้อย่างไร

เรียบเรียงจาก http://qz.com/725498/heres-how-huge-amounts-of-trash-from-the-pearl-river-delta-washed-up-on-hong-kongs-shores/

hong-kong-trash-swimช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ประชาชนในฮ่องกงต่างโมโหโกรธาต่อสถานการณ์เศษขยะจำนวนมากลอยมาขึ้นหาดต่างๆ ของฮ่องกง

ในขณะที่ฮ่องกงเองก็ผลิตขยะออกมาในจำนวมากอยู่แล้ว นักกิจกรรมและชาวเมืองได้ข้อสังเกตว่า ขยะส่วนใหญ่ที่เห็นอยู่ตามหาดทรายนั้นมีป้ายสินค้าที่ใช้กันมากในจีนแผ่นดินใหญ่ ไม่ใช่ฮ่องกง

หน่วยงานป้องกันสิ่งแวดล้อมแห่งฮ่องกง(EPD)เชื่อว่าเรื่องนี้ต้องโทษจีนแผ่นดินใหญ่ด้วย ปริมาณขยะที่ลอยอยู่ตามชายทะเลของฮ่องกงมีมากกว่า 6 ถึง 10 เท่า จากปริมาณปกติในช่วงของปี EPD บอกว่า ฝนที่ตกหนักและอุทกภัยนั้นคือสาเหตุ

EPD ตั้งข้อสังเกตุว่าในช่วงกลางเดือนมิถุนายน มีฝนตกหนักและอุทกภัยเกิดขึ้นในหลายมณฑลรอบๆ พื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำไข่มุก(Pearl River Delta)เช่น กวางตุ้ง กวางสี หูหนาน และเจียงสี และมีรายงานด้วยว่ามณฑลกวางตุ้งและหลิวซูนั้นเจอกับอุทกภัยใหญ่ในคาบ 20 ปี และอุกภัยที่เกิดขึ้นนี้ได้พัดพาเอาขยะมาถึงเกาะฮ่องกงโดยลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และกระแสน้ำทะเล เคยมีเหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้เกิดขึ้นในปี 2005 หลังจากเกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรงในรอบ 100 ปี ในจีนแผ่นดินใหญ่

ขยะจากจีนมาถึงที่นี่ได้อย่างไร?

ศาสตราจารย์ Yongqiang Zong แห่งภาควิชา Earth Sciences ของมหาวิทยาลัยฮ่องกง ตั้งข้อสังเกตว่า ขยะส่วนใหญ่น่าจะมาจากกวางตุ้งและกวางสี ไม่ใช่หูหนาน และเจียงสีที่อยู่ลึกตอนในเข้าไป ตลอดทั้งเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน กวางตุ้งและกวางสีต้องเผชิญกับฝนที่ตกหนักมาก น้ำหลากไหลผ่านเมืองกวางโจวและเสินเจิ้นซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านพาณิชยกรรมในเขตนั้น การคมนาคมหลายส่วนเป็นอัมพาตและคนกว่า 8,000 คน ต้องอพยพ

ข้อมูลทางการเรื่องปริมาณฝนตกในปีนี้นั้นหายาก แต่ศาสตราจารย์ Yongqiang Zong เชื่อว่า ปริมาณฝนนั้นมากกว่าปีที่ผ่านมาอย่างมาก ในวันที่ 8 พฤษภาคม เพียงวันเดียว เมืองเสินเจิ้นมีปริมาณฝนตก 430 มิลลิเมตร เป็นฝนตกที่มากที่สุดต่อวันในรอบ 6 ปี และเป็นปริมาณฝนที่มากกว่าสองเท่าของฝนที่ตกในฮ่องกงในเดือนพฤษภาคมทั้งเดือน

น้ำจากฝนที่ตกหนักไหลลงระบบระบายน้ำของเทศบาลในเมืองต่าง ๆ ของจีนแผ่นดินใหญ่ และสุดท้ายก็ออกสู่ทะเลจีนใต้ มวลน้ำเหล่านี้พัดพาเอาขยะปริมาณมหาศาลจากหลุมฝังกลบที่มีอยู่จำนวนมาก

โดยทั่วไป ขยะเหล่านี้จะลอยออกสู่ทะเล แต่กระแสลมที่พัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือทำให้กระแสน้ำทะเลพาขยะที่ลอยอยู่มายังฮ่องกง

hong-kong-trash_006

ทำไมจึงขยะลอยเต็มไปหมด?

นักกิจกรรมและผู้เชี่ยวชาญขยะเชื่อว่า สาเหตุมาจากการจัดการหลุมฝังกลบขยะที่ผิดพลาดทั้งในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่

นาย Paul Zimmerman สมาชิกสภาเขต Pok Fu Lam ในฮ่องกงระบุว่า เฉพาะในฮ่องกงเองนั้นมีจุดรับขยะที่ถูกต้องตามกฎหมายอยู่ 3,000 แห่ง ที่รองรับขยะจากบ้านเรือน แต่มีอีกนับพันแห่งที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายและไม่มีการจัดการที่ดี ในช่วงฝนตกหนัก ขยะในพื้นที่เหล่านี้นั้นแหละที่หลุดไหลลงสู่ทะเล

มีหลุมฝังกลบขยะมราจัดการไม่ถูกต้องในเขตจีนแผ่นดินใหญ่เช่นเดียวกัน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือบนเกาะ Wai Ling Ding ซึ่งอยู่ห่างจากเกาะลันเตาของฮ่องกงราว 20 กิโลเมตร ภาพถ่ายดาวเทียมสามารถจับภาพพื้นที่สีขาวซีดท่ามกลางแผ่นดินสีเขียวของเกาะ

wailingding_trash_002ภาพถ่ายแสดงการลักลอบทิ้งขยะ

กองขยะที่มีการลับลอบทิ้งเหล่านี้เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการที่ขยะที่สามารถเคลื่อนย้ายลงสู่ทะเลได้อย่างง่ายดายหากมีฝนตก

13584774_1234203256590964_2939188906845244849_o-1

แล้วเราพอจะทำอะไรได้บ้าง?

สำหรับเกาะฮ่องกงซึ่งมีพื้นที่จำกัดและประชากรหนาแน่น ข้อเสนอที่สำคัญคือทำการออกแบบแลัจดการวิธีการจัดการขยะใหม่ พื้นที่รับขยะจากบ้านเรือนที่มีอยู่นั้นออกแบบขึ้นเมื่อ 20-30 ปีที่ผ่านมานั้นไม่ตอบโจทย์เสียแล้ว

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า การที่ฮ่องกงเป็นเขตปกครองพิเศษของจีน รัฐลบาลท้องถิ่นของฮ่องกงก็ไม่คิดจะทำอะไรมากกว่าไปกว่าที่อยู่ในเขตพื้นที่ของตังเองเพื่อแก้ปัญหาขยะขึ้นชายหาด

ในขณะที่ ฮ่องกงไม่อาขจทำอะไรมากไปกว่านี้เพื่อแก้ปัญหาขยะจากจีนแผ่นดินใหญ่ ที่พอทำได้ก็คือการทำความสะอาดชายหาด

นาย Doug Woodring ผู้ก่อตั้ง Ocean Recovery Alliance เรียกร้องให้รัฐบาลฮ่องกงลงทุนซื้อเรือเก็บขยะในทะเลให้มากขึ้น เป็นเรือขนาดใหญ่ขึ้นเพราะเรือที่มีอยู่ไม่เพียงพอ แม้ว่ามันไม่ได้แก้ปัญหาขยะที่จะลงมาสู่ทะเล แต่อย่างน้อยก็ช่วยชะลอหรือกันมิให้ขยะขึ้นชายหาด

13567215_10157058915760526_4129490266843617708_n-1การเก็บขยะบนชายหาด Facebook/Michael Wai Fai Yuan

อีกช่องทางหนึ่งคือการทำตาข่ายกันขยะที่สะพานที่สร้างเชื่อมระหว่างฮ่องกง ซูไห่ มาเก๊า เมื่อสร้างสะพานนี้แล้วเสร็จ ปัญหาคือโครงสร้างสะพานอยู่ในเขตน่านน้ำฮ่องกงเพียงร้อยละ 10 และขยะที่ลอยมาจะไม่มาจากส่วนร้อยละ 10 ของสะพานในส่วนที่เป็นของฮ่องกง

นักกิจกรรมในฮ่องกงชี้ให้เห็นว่า ฮ่องกงต้องใช้เหตุการณ์ดังกล่าวนี้เป็นตัวกระตุ้นให้มีการจัดการขยะของตนเองให้ดีขึ้น แทนที่จะโทษจีนแผ่นดินใหญ่ว่าเป็นต้นตอของขยะที่ท่วมล้น

นาย Doug Woodring บอกว่า นี่มันไม่ใช่เรื่อง “จีนทำผิด” โลกทั้งโลกไม่มีศักยภาพที่รับมือกับขยะและการรีไซเคิลในแนวทางที่เหมาะสม”