Taragraphies — Header Component

การเจรจาจัดทำสนธิสัญญาพลาสติกโลกกลายเป็นเวทีแห่งอิทธิพลของบรรษัท บริษัทปิโตรเคมีและเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เกรงว่าการผลิตพลาสติกจะถูกจำกัดต่างก็ระดมการล็อบบี้อย่างซับซ้อน—ไม่เพียงรอบห้องเจรจา แต่เข้าไปถึงภายใน

หลายๆ สนธิสัญญา แต่ยุทธวิธีเดิมๆ

การขัดขวางที่เห็นในการเจรจาสนธิสัญญาพลาสติกโลกสะท้อนพฤติกรรมของอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นในการเจรจาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย ตามรายงานของศูนย์กฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ (CIEL) อุตสาหกรรมฟอสซิลและปิโตรเคมีกำลังใช้ยุทธวิธีเดิม คือ

นี่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างของผู้ก่อมลพิษที่จะวางตัวเองเป็น “พันธมิตร” ในการแก้ไขวิกฤติ ขณะเดียวกันก็ขัดขวางมาตรการที่จำเป็นต่อการจัดการปัญหา ยุทธวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ การผลักดันการรีไซเคิลทางเคมี แม้มีหลักฐานชัดเจนว่าก่อมลพิษและไม่สามารถทำได้ในระดับเชิงพาณิชย์ การสนับสนุนโครงการทำความสะอาดเชิงสัญลักษณ์เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากการผลิตที่เพิ่มขึ้น และการผลักดันวาทกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยใช้คำมั่นสัญญาที่คลุมเครือเรื่องการรีไซเคิลและการใช้ซ้ำมาเป็นข้ออ้างในการขยายการผลิตต่อไป

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของกลยุทธ์เบี่ยงเบนความสนใจ คือ “พันธมิตรเพื่อยุติขยะพลาสติก” (Alliance to End Plastic Waste: AEPW) ในปี 2024 การสืบสวนของ Greenpeace Unearthed เปิดโปงการฟอกเขียวของพันธมิตรนี้ ซึ่งมีสมาชิกผู้ก่อตั้งรวมถึงเชลล์ เอ็กซอนโมบิล ดาว และโททาลเอเนอร์จี ขณะที่ AEPW โปรโมตโครงการทำความสะอาดในประเทศโลกใต้ สมาชิกเพียงห้ารายของพันธมิตรกลับผลิตพลาสติกมากกว่าปริมาณที่อ้างว่ากู้คืนได้ถึง 1,000 เท่าในช่วงเวลา 5 ปี การสืบสวนยังเผยว่า AEPW ถูกสร้างขึ้นมาโดยมีจุดประสงค์เฉพาะเพื่อเบี่ยงการถกเถียงเชิงนโยบายระดับโลกออกจากมาตรการลดพลาสติกที่มีผลผูกพัน ไปสู่แนวทางการจัดการขยะที่อุตสาหกรรมต้องการ

ผู้เล่นในอุตสาหกรรมยังทำงานเบื้องหลังเพื่อกำหนดทิศทางนโยบายภายในประเทศ ในการเลือกตั้งสหรัฐฯ ปี 2022 บริษัทปิโตรเคมีและสมาคมการค้าของอุตสาหกรรมพลาสติก ซึ่งเป็นที่รู้จักว่ามีบทบาทในการล็อบบี้สนธิสัญญาพลาสติกโลก ใช้เงินรวมเกือบ 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในการสนับสนุนหาเสียงและล็อบบี้สภาคองเกรส เพื่อสกัดกั้นกติกาโลกที่เข้มงวดก่อนที่มันจะถูกเขียนขึ้นด้วยซ้ำ

ความพยายามของอุตสาหกรรมในการกำหนดเนื้อหาสนธิสัญญาไม่ได้จำกัดอยู่แค่การล็อบบี้อย่างเป็นทางการ มีรายงานการข่มขู่และแทรกแซง รวมถึงข้อกล่าวหาว่าตัวแทนอุตสาหกรรมพุ่งเป้าโจมตีนักวิทยาศาสตร์อิสระ และกดดันคณะผู้แทนของประเทศต่าง ๆ ให้เปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคออก แล้วแทนที่ด้วยบุคคลที่เป็นมิตรต่ออุตสาหกรรม

นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาของบุคคลบางรายที่ประพฤติมิชอบ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง องค์การสหประชาชาติยังขาดนโยบายว่าด้วยความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่มีผลผูกพันและบังคับใช้ได้สำหรับการเจรจาสิ่งแวดล้อมพหุภาคี ส่งผลให้พื้นที่สำคัญของสนธิสัญญาต่าง ๆ ตั้งแต่เรื่องภูมิอากาศ สารเคมี ไปจนถึงความหลากหลายทางชีวภาพ ยังคงเปิดกว้างให้บรรษัทเข้าครอบงำ

ผลประโยชน์ทับซ้อน ขัดขวางความก้าวหน้าในการเจรจาสนธิสัญญาพลาสติกโลก

มีความขัดแย้งขั้นพื้นฐานอยู่ใจกลางการเจรจาสนธิสัญญาพลาสติกโลก อุตสาหกรรมฟอสซิลและปิโตรเคมีที่ทำกำไรจากมลพิษพลาสติกกลับได้รับอนุญาตให้มีบทบาทกำหนดสนธิสัญญาที่ตั้งขึ้นมาเพื่อยุติปัญหานั้น นี่ไม่ใช่แค่เรื่องไม่เหมาะสม แต่เป็นตัวอย่างชัดเจนของ “ผลประโยชน์ทับซ้อน”

ผู้ก่อมลพิษที่ทรงอิทธิพลกลบเกลี่อนเสียงกลุ่มอื่นๆ

บริษัทต่าง ๆ รวมถึงเอ็กซอนโมบิล เชลล์ และไอเนออส กำลังขยายการผลิตพลาสติกใหม่ ขณะเดียวกันก็ล็อบบี้ต่อต้านการกำหนดเพดานการผลิต และผลักดัน “ทางออกลวง” อย่างการรีไซเคิลทางเคมี การเข้าร่วมกระบวนการสนธิสัญญาของพวกเขาไม่ใช่การมีส่วนร่วมอย่างเป็นกลาง แต่เป็นความพยายามเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปกป้องผลกำไรและถ่วงเวลาการออกกฎระเบียบ สถานการณ์นี้สร้างความไม่สมดุลโดยเนื้อแท้ ซึ่งผู้ก่อมลพิษได้พื้นที่ ขณะที่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษพลาสติกกลับต้องดิ้นรนเพื่อให้เสียงของตนถูกได้ยิน

ผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมกำลัง “ยกผลกำไรจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเหนือสุขภาพของมนุษย์” — สภาพการณ์ที่บ่อนทำลายทั้งความชอบธรรมของสนธิสัญญาและความสามารถในการสร้างผลลัพธ์ที่มีความหมาย หากไม่มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน สนธิสัญญาพลาสติกโลกก็เสี่ยงที่จะกลายเป็นอีกหนึ่งข้อตกลงที่ถูกเขียนขึ้นโดยผู้ที่ควรถูกควบคุม

ร่างข้อความของสนธิสัญญาสะท้อนอิทธิพลของอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน โดยมีการอ้างถึงการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในประเด็นสำคัญ ซึ่งอาจทำให้อิทธิพลของบรรษัทหยั่งรากในโครงสร้างของสนธิสัญญา ผ่านการให้ผู้ก่อมลพิษมีบทบาทอย่างเป็นทางการในการดำเนินการ กำกับดูแล และจัดหาเงินทุน ความเชื่อมั่นในกระบวนการนี้กำลังสั่นคลอน กลุ่มภาคประชาสังคม ชุมชนแนวหน้า และแม้แต่ผู้เจรจาของบางประเทศแสดงความกังวลว่า นักล็อบบี้จากอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลกำลังขัดขวางความก้าวหน้า บิดเบือนวิทยาศาสตร์ และปิดกั้นเสียงของผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่า หากไม่มีมาตรการคุ้มครองที่มีผลบังคับใช้ สนธิสัญญานี้ก็เสี่ยงที่จะกลายเป็นเครื่องมือถ่วงเวลา มากกว่ากลไกเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

บรรษัทที่ทำกำไรจากมลพิษพลาสติกต้องไม่ถูกอนุญาตให้มีบทบาทกำหนดสนธิสัญญาที่มีขึ้นเพื่อยุติการก่อมลพิษดังกล่าว องค์การสหประชาชาติควรกำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในการตัดสิทธิ์ผู้เล่นในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลและเคมีทั้งหมด ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะผู้สังเกตการณ์อย่างเป็นทางการ ผู้แทนอุตสาหกรรมในคณะผู้แทนของประเทศ หรือผู้ทำการล็อบบี้อย่างไม่เป็นทางการ ออกจากพื้นที่การเจรจาของสนธิสัญญาว่าด้วยพลาสติกทั้งหมด

มีตัวอย่างที่ชัดเจนในการดำเนินการเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน อนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดอย่างชัดแจ้งให้ตัดสิทธิ์ตัวแทนอุตสาหกรรมยาสูบออกจากกระบวนการกำหนดนโยบาย โดยตระหนักว่าจุดมุ่งหมายในการแสวงหากำไรของอุตสาหกรรมนี้ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสาธารณสุข

สนธิสัญญาจะต้องมีมาตรการคุ้มครองที่มีผลผูกพันเพื่อป้องกันอิทธิพลที่ไม่เหมาะสม โดยยึดตามแบบอย่างของอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO) และบังคับใช้ครอบคลุมทุกกลไกของสนธิสัญญาพลาสติกโลก

ในลำดับความสำคัญเร่งด่วน องค์การสหประชาชาติจะต้อง (1) เร่งจัดตั้งนโยบายว่าด้วยความขัดแย้งทางผลประโยชน์สำหรับองค์กรวิทยาศาสตร์ภายใต้สนธิสัญญาที่จะจัดตั้งขึ้นเพื่อระบุว่าสารเคมีและผลิตภัณฑ์ใดที่ควรถูกควบคุม (2) รับรองความจำเป็นในการหลีกเลี่ยงอิทธิพลจากกลุ่มผลประโยชน์ในบทนำของสนธิสัญญา (3) ลบข้อความในร่างสนธิสัญญาที่อาจทำให้อิทธิพลของภาคเอกชนฝังรากอยู่ในกระบวนการดำเนินงานของสนธิสัญญา

สนธิสัญญาจะต้องให้ความสำคัญกับผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากวิกฤติพลาสติก องค์การสหประชาชาติควรรับประกันพื้นที่ให้แก่นักวิทยาศาสตร์อิสระ ชนพื้นเมือง ชุมชนแนวหน้า คนเก็บขยะ และกลุ่มภาคประชาสังคมที่ทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ เพื่อมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการเจรจาและการดำเนินการตามสนธิสัญญา

เรียบเรียงจาก PLASTICS, PROFITS & POWER : How petrochemical companies are derailing the Global Plastics Treaty. Greenpeace Australia Pacific, 2025. https://www.greenpeace.org.au/static/planet4-australiapacific-stateless/2025/07/627f8fc3-plastics-profits-and-power-report.pdf

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading