Taragraphies — Header Component

อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกทำลายสถิติ

สรุปความจาก https://www.theguardian.com/environment/article/2024/jul/23/world-temperature-records-shattered-hottest-day-climate-crisis?CMP=Share_iOSApp_Other อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกทําลายสถิติในวันที่ 21 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมาผลจากความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้ฟอสซิลและการเลี้ยงปศุสัตว์ อุณหภูมิอากาศพื้นผิวเฉลี่ยรายวันอยู่ที่ 17.09C (62.76F) จากข้อมูลเบื้องต้นโดย Copernicus Climate Change Service ที่เก็บข้อมูลย้อนหลังไปถึงปี 2483 ทุบสถิติอุณหภูมิอากาศพื้นผิวเฉลี่ยรายวัน 17.08C (62.74F) ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2566 อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ระบุความแตกต่างนี้ไม่มีนัยในทางสถิติ ถัดมาในวันที่ 22 กรกฎาคม 2567 ข้อมูลเบื้องต้นโดย Copernicus Climate Change Service ระบุ อุณหภูมิอากาศพื้นผิวเฉลี่ยรายวันอยู่ที่ระดับ 17.15C ทุบสถิติที่ผ่านมาทั้งหมด สิ่งที่ต้องกังวลจริงๆ คือ อุณหภูมิอากาศพื้นผิวเฉลี่ยในช่วง 13 เดือนที่ผ่านมากับบันทึกอุณหภูมิเฉลี่ยก่อนหน้านี้ที่เห็นชัดเจนว่ามีความแตกต่างกันมากเพียงใด เราอยู่ในอาณาเขตที่ไม่เคยสำรวจมาก่อน ขณะที่สภาพอากาศยังคงร้อนขึ้น เราจะต้องเห็นอุณหภูมิอากาศพื้นผิวเฉลี่ยใหม่ถูกทําลายสถิติในเดือนและปีต่อๆ ไป อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกทําลายสถิตินี้เกิดขึ้นในขณะที่หลายส่วนของโลกเผชิญกับคลื่นความร้อนอันโหดร้ายทารุณ Zeke Hausfather นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศจาก Berkeley Earth กล่าวว่าสถิติอุณหภูมิดังกล่าว […]

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตพลาสติกอาจเพิ่มเป็น 3 เท่า คิดเป็น 1/5 ของงบประมาณคาร์บอนของโลก

เรียบเรียงจาก https://www.theguardian.com/us-news/2024/apr/18/plastic-production-emission-climate-crisis?CMP=Share_iOSApp_Other Heather McTeer Toney ผู้อํานวยการบริหารของแคมเปญ Beyond Petrochemicals ของ Bloomberg Philanthropies ซึ่งช่วยสนับสนุนรายงานฉบับใหม่กล่าวว่าการคาดการณ์ล่าสุดจากห้องปฏิบัติการแห่งชาติ Lawrence Berkeley ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันพุธ ให้หลักฐานเพิ่มเติมว่าอุตสาหกรรมพลาสติกกําลัง “บ่อนทําลายความพยายามระดับโลกในการต่อกรกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ” การผลิตพลาสติกซึ่งทําจากเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้นปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้มข้น อย่างแรกต้องขุดเจาะและสกัดถ่านหิน น้ํามัน หรือก๊าซฟอสซิลก่อน จากนั้น วัสดุเหล่านั้นต้องนำมากลั่นและแปรรูปในขั้นตอนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษอย่างหนัก ในบางกรณี ยังเกิดสารประกอบทางเคมีอื่นๆ เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์ และสร้างมลพิษมากขึ้น จากนั้นสารปิโตรเคมีจะถูก “แยก” เป็นหน่วยพื้นฐานของพลาสติก เช่น เอทิลีน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งการผลิตพลาสติกที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มเติมมาจากกระบวนการโพลีเมอไรเซชัน ซึ่งรวมหน่วยพื้นฐานเหล่านั้นเพื่อสร้างโมเลกุลที่ใหญ่ขึ้น จากนั้นก็นำไปสร้างเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติก เพื่อประมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการผลิตพลาสติก นักวิจัยตรวจสอบผลกระทบของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของพลาสติกชนิดที่พบมากที่สุดซึ่งใช้สำหรับบรรจุภัณฑ์พลาสติก ขวดน้ํา ภาชนะบรรจุเครื่องดื่มร้อน และวัสดุอื่น ๆ รายงานพบว่า การสร้างพลาสติกปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2.24 กิกะตันในปี 2562 หรือมากเท่ากับโรงไฟฟ้าถ่านหิน 600 โรง คิดเป็น 5% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก 12% […]

ท้องฟ้าหม่นในเมืองที่กําลังเติบโต

เชียงใหม่ เมืองที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือของประเทศไทย มีชื่อเสียงในด้านการมีวัดพุทธหลายร้อยแห่ง ซึ่งบางแห่งมีอายุตั้งแต่การก่อตั้งเมืองในศตวรรษที่ 13 ประวัติศาสตร์อันยาวนานนี้—และง่ายต่อการเข้าถึงการเดินป่า น้ําตก และน้ําพุร้อนในพื้นที่สูงโดยรอบ ตลอดจนเป็นฉากของภาพยนตร์ยอดนิยมในปี 2555—ได้เปลี่ยนเมืองให้กลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่มีผู้มาเยือนมากถึง 10 ล้านคนต่อปี ประชากรของเชียงใหม่เพิ่มขึ้นจาก 191,000 คนในปี 2532 เป็น 1.3 ล้านคนในปี 2567 ตามข้อมูลประชากรของสหประชาชาติ ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจของเชียงใหม่เป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนหลักของการเติบโตอย่างรวดเร็ว ภาพถ่ายดาวเทียมคู่ที่แสดงด้านบน ซึ่งได้มาห่างกัน 35 ปี เน้นถึงรอยเท้าทางกายภาพที่เพิ่มขึ้นของเมือง แผนที่มาจาก Thematic Mapper บนดาวเทียม Landsat 4 (ซ้าย) และ Operational Land Imager-2 (OLI-2) บนดาวเทียม Landsat 9 (ขวา) ภาพด้านซ้ายแสดงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2532 เมื่อพื้นที่เพาะปลูก (สีเขียวและสีน้ําตาล) ล้อมรอบเมือง ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 พื้นที่โล่งส่วนใหญ่ถูกแทนที่ด้วยการพัฒนา รวมถึงระบบถนนวงแหวนรอบเมืองและรีสอร์ท โรงแรม และเกสต์เฮาส์ใหม่ๆ มากมายที่รองรับนักท่องเที่ยว […]

พืดน้ำแข็งแอนตาร์กติกา เครื่องทำความเย็นตามธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ในวิกฤต

โลกต้องให้ความสําคัญกับขั้วโลกใต้มากขึ้น เรียบเรียงจาก : Antarctica, Earth’s largest refrigerator, is defrosting https://www.economist.com/interactive/science-and-technology/2024/03/27/antarctica-earths-largest-refrigerator-is-defrosting from The Economist พายุเฮอริเคนที่ร้ายแรงที่สุดที่เคยถล่มอเมริกาได้สร้างความเสียหายต่อเมืองกัลเวสตัน รัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นเกาะกั้นในอ่าวเม็กซิโก เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2443 ชาวเมืองที่หวาดกลัวเฝ้าดูกําแพงน้ําสูง 4.5 เมตร เข้าใกล้ชายฝั่งและทะลายบ้านของพวกเขาพังราบคาบ มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 8,000 คน ผลที่ตามมา กําแพงทะเลคอนกรีตขนาดใหญ่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกันคลื่นพายุในอนาคต วิศวกรคิดว่าการสร้างกำแพงให้สูง 5 เมตรก็เพียงพอแล้ว และนั่นเป็นเวลา 120 ปีมาแล้ว แต่ถึงแม้ในขณะที่มีการสร้างกําแพงขึ้น วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์ก็ชัดเจนขึ้น สะสมความร้อนและพลังงานใหม่เข้าสู่ระบบสภาพภูมิอากาศโลกซึ่งจะผลักดันให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นตามแนวชายฝั่งทั่วโลก วันนี้ หน่วยวิศวกรของกองทัพสหรัฐฯ มีแผนการมูลค่า 57 พันล้านดอลลาร์ในการสร้างกําแพงกั้นใหม่ขนานนามว่า “Ike Dike” เพื่อปกป้องกัลเวสตัน รวมถึงภูมิภาคฮูสตันและโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหลังเกาะจากคลื่นพายุที่ใหญ่และทรงพลังยิ่งขึ้น อาจเป็นโครงการวิศวกรรมโยธาที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา คำถามคือ มวลน้ำที่ทำให้มีการออกแบบกำแพงทะเลนี้มาจากไหน? คำตอบคือมวลน้ำส่วนใหญ่จะมาจากทวีปทางใต้สุดของโลกที่อยู่ห่างออกไปมากกว่า 10,000 กม. ซึ่งเป็นที่ตั้งของมวลน้ําแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลก : […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings