Taragraphies — Header Component

ผลการศึกษาพบว่าระบบคาร์บอนเครดิตของออสเตรเลียคือความล้มเหลวในระดับโลก

https://www.theguardian.com/environment/2024/mar/27/australias-carbon-credits-system-a-failure-on-global-scale-study-finds?CMP=Share_iOSApp_Other นักวิจัยพบว่าแนวทางการชดเชยคาร์บอนซึ่งควรจะสร้างป่าชนบทห่างไกลขึ้นมาใหม่ ไม่ได้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามที่สัญญาไว้ จากการศึกษา แนวทางการชดเชยคาร์บอนของออสเตรเลียนี้คือความล้มเหลวในระดับโลกและไม่ไม่ได้ช่วยจัดการกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ การวิจัยโดยนักวิชาการ 11 คนพบว่าเทคนิคที่ได้รับความนิยมมากที่สุดที่ใช้ในการสร้างการชดเชยคาร์บอนในออสเตรเลีย คือแนวทางที่เรียกว่า “การฟื้นฟูโดยมนุษย์(human-induced regeneration)” และแนวทางที่ให้คํามั่นที่จะสร้างพื้นที่ป่าชนบทห่างไกลขึ้นใหม่ส่วนใหญ่ไม่นำไปสู่การมีพื้นที่ต้นไม้ปกคลุมเพิ่มขึ้นตามที่สัญญาไว้ระหว่างปี 2558 ถึง 2565 การศึกษาที่ผ่านการ peer review ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารธรรมชาติ Communications Earth & Environment ได้วิเคราะห์ 182 โครงการในพื้นที่แห้งแล้งและกึ่งทะเลทราย และพบว่าพื้นที่ที่มีป่าปกคลุมแทบจะไม่เติบโตหรือถดถอยเกือบ 80% นักวิจัยกล่าวว่าโครงการเหล่านี้จึงไม่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามที่สัญญาไว้ และบริษัทที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ซื้อออฟเซ็ตที่สร้างขึ้นผ่านโครงการเหล่านี้มักจะไม่ลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศตามที่พวกเขาอ้าง นี่ถือเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลก เนื่องจากแนวทางการฟื้นฟูป่าของออสเตรเลียเป็นโครงการชดเชยคาร์บอนจากระบบธรรมชาติที่ใหญ่เป็นอันดับห้าของโลก โดยมีโครงการครอบคลุมพื้นที่เกือบ 42 ล้านเฮกตาร์ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าญี่ปุ่นทั้งประเทศ คาร์บอนเครดิตมากกว่า 37 ล้านหน่วย ซึ่งแต่ละหน่วยเท่ากับ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าที่ดึงมาจากชั้นบรรยากาศและมีมูลค่าระหว่าง 750 ล้านดอลลาร์ถึง 1 พันล้านดอลลาร์ ได้รับการเสนอในเดือนมิถุนายน 2565 ทีมวิจัยนำโดย Andrew Macintosh ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) อดีตหัวหน้าหน่วยงานประกัน integrity […]

5 ปัจจัยทำไมโลกร้อนเป็นประวัติการณ์ในปี 2566

NASA ประกาศว่าปี 2566 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ตามการวิเคราะห์อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกประจําปีโดยสถาบัน Goddard Institute for Space Studies นักวิทยาศาสตร์ที่เก็บบันทึกอุณหภูมิซึ่งเริ่มต้นในปี 2423 คํานวณความผิดปกติของอุณหภูมิโลกในแต่ละปีเพื่อกําหนดว่าอุณหภูมิมีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับอุณหภูมิระหว่างปี 2494–2523 ทุกเดือนตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงธันวาคม 2566 เป็นเดือนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ กรกฎาคมได้รับการจัดอันดับให้เป็นเดือนที่ร้อนที่สุดที่เคยบันทึกไว้ แต่อะไรทําให้ปี 2566 โดยเฉพาะครึ่งหลังของปีร้อนขนาดนี้? นักวิทยาศาสตร์ถามตัวเองด้วยคําถามเดียวกันนี้ นี่คือรายละเอียดของปัจจัยหลักที่นักวิทยาศาสตร์ใช้พิจารณาเพื่ออธิบายอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นซึ่งทําลายสถิติ การเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกในระยะยาวเป็นปัจจัยหลัก เป็นเวลากว่า 100 ปีแล้วที่มนุษย์เผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน ก๊าซ และน้ํามัน เพื่อขับเคลื่อนทุกอย่างตั้งแต่หลอดไฟและรถยนต์ไปจนถึงโรงงานและเมืองต่างๆ กิจกรรมเหล่านี้ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน ทําให้ก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้น ก๊าซเรือนกระจกทําหน้าที่เหมือนผ้าห่มดักจับความร้อนรอบโลก ยิ่งมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากเท่าไหร่ ผ้าห่มก็จะยิ่งหนาขึ้นเท่านั้น ทําให้โลกร้อนขึ้นอีก ในเดือนพฤษภาคม 2566 ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศสูงสุดที่ 424 ส่วนต่อล้านส่วนที่หอดูดาว Mauna Loa ของ NOAA ฮาวาย จุดสูงสุดประจําปีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มการวัดในปี 2501 (โครงการวัดคาร์บอนทั่วโลกอื่นๆ แสดงตัวเลขที่สูงในทํานองเดียวกัน) ขยายสถิติกลับไปอีกขั้นด้วยแกนน้ําแข็ง ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์สูงที่สุดในรอบอย่างน้อย […]

ภารกิจ 6 ด้านที่ COP27

เขียนโดย Nathan Cogswell, David Waskow, Rebecca Carter, Jamal Srouji, Nate Warszawski, Preety Bhandari, Nisha Krishnan and Maria Lemos Gonzalez https://bit.ly/3SAXnnj การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญา UNFCCC ครั้งที่ 27 หรือ COP27 ในปี 2565 นี้จะเกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตการณ์ทั่วโลก ผลกระทบจากโควิด-19 และการรุกรานยูเครนของรัสเซียส่งผลให้ราคาอาหารและพลังงานพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ในขณะที่ภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกำลังส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางและทำลายล้าง พายุฝน ความร้อน ภัยแล้ง ไฟล้างผลาญ และพายุหมุนที่ส่งผลกระทบแทบทุกมุมของโลก หายนะจากสภาพภูมิอากาศในปากีสถานคร่าชีวิตผู้คนกว่า 1,000 คน และหลายสิบล้านคนต้องพลัดถิ่น น้ำท่วมและพายุในทางตอนใต้ของแอฟริกาใต้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 คร่าชีวิตผู้คนไปหลายร้อยคนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักลงในทันที ผู้คนนับล้านในเขตจะงอยแห่งแอฟริกา(Horn of Africa)กำลังอดอยาก ความแห้งแล้งรุนแรงส่งผลกระทบต่อการผลิตอาหารและพลังงานของจีน ระบบการผลิตไฟฟ้าขัดข้อง ต้องมีการแบ่งปันพลังงานและน้ำ และยุโรปกำลังเผชิญกับภัยแล้งครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 500 ปี พร้อมกับคลื่นความร้อนที่แผดเผา วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นเหล่านี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนของประเทศต่างๆ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings