Taragraphies — Header Component

“I wanted to communicate temperature changes in a way that was simple and intuitive, removing all the distractions of standard climate graphics so that the long-term trends and variations in temperature are crystal clear. Our visual system will do the interpretation of the stripes without us even thinking about it.”

— Ed Hawkins, May 2018

Climate Stripe คิดโดย Professor Ed Hawkins (University of Reading) เพื่อให้บทสนทนาเรื่องโลกร้อนไปสู่วงกว้างมากขึ้นและสื่อสารออกมาได้ง่ายขึ้น แต่ละแถบแสดงให้เห็นถึงการเปรียบเทียบอุณหภูมิเฉลี่ยในแต่ละปี (ถ้าเป็นสีฟ้าคือเย็นกว่าค่าเฉลี่ย ถ้าเป็นสีแดงคือร้อนกว่าค่าเฉลี่ย

ไทยเป็นประเทศอันดับต้นๆ ของโลกที่มีความเสี่ยงสูงต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ประเทศต้องเผชิญภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate disaters) ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้งยาวนาน อุณหภูมิผกผัน น้ำท่วมและพายุรุนแรง ที่สร้างความเสียหายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนหลายหลายต่อหลายครั้ง เฉพาะอุทกภัยนั้นเกิดขึ้น 67 ครั้งในระหว่าง พ.ศ.2532-2561

“ในปี 2561 ไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับ 9 ของประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในโลกที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว ทั้งจากอุณหภูมิเฉลี่ยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นในฤดูน้ำหลากและน้อยลงในฤดูแล้ง ซึ่งส่งผลให้เกิดภัยธรรมชาติ อาทิ อุทกภัย ภัยแล้ง และวาตภัยที่รุนแรงและบ่อยครั้งขึ้น ส่งผลเสียหายต่อภาคเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น การเกษตร การท่องเที่ยว อุตสาหกรรม รวมถึงการบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาเมือง การย้ายถิ่นฐานของประชากร การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการแพร่กระจายของโรค

German watch ระบุว่าเนื่องจากประเทศไทยประสบมหาภัยพิบัติจึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยตลอด 20 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติถึง 137 ครั้งโดยเฉพาะในปี 2554 ซึ่งเกิดมหาอุทกภัย คิดเป็นร้อยละ 87 ของความเสียหายที่ผ่านมาทั้งหมด โดยธนาคารโลกประเมินมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท

ในระยะยาวของประเทศไทย(ปลายศตวรรษที่ 22) ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นราว 2.39 เมตร เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกสูงขึ้น 4.3 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับการเพิ่มของระดับน้ำทะเล 1.36 เมตร ที่อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก 1.6 องศาเซลเซียส ความเสี่ยงที่มาจากพายุหมุนเขตร้อนจะเพิ่มขึ้นอย่างมากด้วย ภายใต้สถานการณ์ที่อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกอยู่ที่ 2.4 องศาเซลเซียส จำนวนพายุหมุนเขตร้อนระดับ 4 และ 5 จะเพิ่มขึ้นราว 130% ความรุนแรงของภัยพิบัติจากพายุหมุนเขตร้อนยิ่งมากขึ้นจากปริมาณฝนที่ตกหนักและการเพิ่มของระดับน้ำทะเล

ความเปราะบางของเมืองจากการเกิดน้ำท่วมรุนแรงขึ้น และเสี่ยงจมน้ำอันเนื่องมาจากดินอ่อน การขยายตัวของความเป็นเมือง และการทรุดตัวของแผ่นดิน รวมถึงอิทธิพลของน้ำเหนือ น้ำฝนและน้ำทะเล

มากกว่า 96% ของกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่เสี่ยงน้ำท่วมหากระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น เมื่อพิจารณาถึงอุทกภัยคาบอุบัติซ้ำ 10 ปี ที่จะเกิดขึ้นภายในปี พ.ศ.2573 ตามการวิเคราะห์โดยใช้ภาพฉายอนาคต RCP8.5

ความเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่ารวม 512,280 ล้านเหรียญสหรัฐและประชากร 10.45 ล้านคนในกรุงเทพฯ อาจได้รับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลและน้ำท่วมชายฝั่งในปี พ.ศ.2573

การปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศเป็นสาเหตุของทั้งมลพิษทางอากาศ และวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นทั่วโลก  และผลกระทบเหล่านั้นมีความเหลื่อมล้ำ ซึ่งกลุ่มเปราะบางมักเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับความกดดันทั้งในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศด้านสภาพภูมิอากาศให้ต้องมีภาระรับผิดชอบเพิ่มขึ้นในการร่วมแก้ไขปัญหา และจากประเทศคู่ค้าต่างๆ ที่มีศักยภาพ เทคโนโลยี และการจัดการกระบวนการผลิตสินค้าและบริการที่ดีกว่า โดยนำมาเป็นข้อกำหนดหรือข้อบังคับทางการค้า เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเที่ยวบินที่บินเข้าน่านฟ้าของสหภาพยุโรป การบังคับให้ติดฉลากรอยเท้าคาร์บอน (carbon footprint) เป็นต้น การที่ไทยมีฐานเศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออก ย่อมได้รับผลกระทบหรือมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องเผชิญกับปัญหาดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในระดับโลก ประเทศไทยให้สัตยาบันเข้าเป็นรัฐภาคีภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climage Change: UNFCCC) และพิธีสารเกียวโต (The Kyoto Protocol: KP) เมื่อปี 2537 และ 2545 จนมาถึงความตกลงปารีส และเข้าร่วมประชุมหารือกรอบความร่วมมือระดับโลกด้านสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง

ในระดับประเทศ มีการจัดทำยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้กระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้องนำไปใช้เป็นกรอบนโยบายในการแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติ จัดทำแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อใช้สำหรับเป็นกรอบแนวทางในระยะยาวในการดำเนินงานของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

รัฐบาลไทยอ้างความสำเร็จของผลการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกตามแผนการลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศ(Nationally Appropriate Mitigation Action:NAMA)เพื่อให้บรรลุเป้าหมายร้อยละ 7-20 เมื่อเทียบกับกรณีปกติภายในปี พ.ศ.2563 และเปลี่ยนผ่านสู่เป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด(Nationally Determined Contribution:NDC)ที่มีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20-25 เมื่อเทียบกับการดำเนินงานในกรณีปกติจากทุกภาคส่วน (Economy-Wide) (2) มีคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ แผนแม่บทการรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2558-2593 และแผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศปี พ.ศ. 2564–2573 อยู่แล้ว และ (3) แผนการปฏิรูปประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กำหนดไว้ว่าภายในปี 2563 ประเทศไทยจะต้องมีร่างแรกของพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (พ.ร.บ.โลกร้อน)รวมถึงการมีอนุบัญญัติต่างๆ

ปัจจุบัน นโยบายสภาพภูมิอากาศของไทย รวมถึงการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Dertermined Contribution) และยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศ (Thailand’s Long-Term Low Greenhouse Gas Emission Development Strategy : LT-LEDS) หรือ Net Zero ไร้ซึ่งมิติความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ

ความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศ(Climate Justice) รับรองสิทธิของชุมชนที่พึ่งพาอาศัยทรัพยากรธรรมชาติในการดำรงชีวิตและสืบทอดวัฒนธรรม รับรองสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในวิถีทางที่ยั่งยืน ความเป็นธรรมทางสภาพภูมิอากาศยืนหยัดต่อสู้กับการทำให้ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติกลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์

Bali Principles of Climate Justice, article 18, August 29, 2002

http://www.ejnet.org/ej/bali.pdf

ภายใต้แนวทางที่นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายความตกลงปารีส(Paris Agreement Consistent Parthway)แสดงให้เห็นว่า ภายในปี พ.ศ.2573 สัดส่วนของการผลิตไฟฟ้าที่มาจากระบบพลังงานหมุนเวียนแบบคาร์บอนต่ำ( decarbinised electricity)ในภูมิภาคอาเซียนจะมีร้อยละ 50 และสามารถไปถึงระบบพลังงานหมุนเวียนแบบคาร์บอนต่ำเต็มร้อยภายในปี พ.ศ.2593

ภาพฉายระดับภูมิภาค(Regional Scenario)อื่นๆ แสดงให้เห็นอีกว่า ภายในปี พ.ศ.2573 สัดส่วนของการผลิตไฟฟ้าที่มาจากระบบพลังงานหมุนเวียนแบบคาร์บอนต่ำ(decarbinised electricity) ของประเทศไทยสามารถทำได้ถึงร้อยละ 60 รวมถึงบทบาทของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผู้ใช้ไฟฟ้าปลายทาง ดังนั้น การลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยภายใต้ NDC ควรมีเป้าหมายสูงส่งมากกว่านี้

การวิเคราะห์ของกรีนพีซ ประเทศไทยสามารถทะยอยปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินให้หมดภายในปี 2580 หรือ เร่งปลดทั้งหมดภายในปี 2570 โดยที่ยังเหลือไฟฟ้าสำรองใช้และคงความมั่นคงทางพลังงานไว้ได้

จากการที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) ซึ่งมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินการก่อสร้างและติดตั้งโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทนเครื่องที่ 8 – 9 ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 600 เมกะวัตต์ พร้อมระบบส่งไฟฟ้า ในวงเงินรวมทั้งสิ้น 47,470 ล้านบาท ตามที่กระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอในวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 นั้น

กรีนพีซ ประเทศไทย มีความเห็นว่า มติ ครม. ดังกล่าว นอกจากจะสวนทางกับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 40 ภายใต้แผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศปี 2564-2573 (Thailand’s Nationally Determined Contribution Roadmap on Mitigation 2021-2030) [1] ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศไว้ในเวที Leader Summit ที่ COP26 กลาสโกว์ สหราชอาณาจักรในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมาแล้ว ยังย้อนแย้งกับยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (Long-term low greenhouse gas emission development strategies: LT-LEDS) [2] ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2564 เพื่อส่งให้กับสำนักเลขาธิการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(UNFCCC) อีกด้วย

การศึกษาฉากทัศน์เพื่อปลดระวางถ่านหินจากระบบการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย [3] โดยกรีนพีซ ประเทศไทย มูลนิธินโยบายสุขภาวะ กองทุนแสงอาทิตย์และสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ประเทศไทยสามารถดำเนินการปลดระวางถ่านหินภายในปี 2580 โดยการยกเลิกการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ และทยอยปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินเดิม หรือสามารถเร่งปลดระวางถ่านหินให้หมดภายในปี 2570 โดยการยกเลิกสัญญารับซื้อไฟฟ้าบางฉบับก่อนครบกำหนด ในขณะที่สามารถคงความมั่นคงพลังงานไฟฟ้าในระดับกำลังผลิตสำรองมากกว่าร้อยละ 15 ของความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดได้ตลอดช่วงปี 2564-2580 นอกจากนี้ ยังมีการกระจายแหล่งพลังงานไฟฟ้าได้อย่างสมดุลไม่ต่างจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

กรีนพีซ ประเทศไทย มีความเห็นเพิ่มเติมว่า “คำถามที่สำคัญคือ ในเมื่อการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยโฆษณาถึง Mae Moh Smart City [4] สำหรับการเปลี่ยนแปลงอนาคต โดยลดกำลังผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่แม่เมาะเป็น 1,255 เมกะวัตต์ ภายในปี 2568 จนกระทั่งบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 ดังนั้น ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทนเครื่องที่ 8 – 9 ซึ่งจะยิ่งทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรมทั้งในพื้นที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง และการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศในระดับประเทศ”

แม้ว่าในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี(2561-2580) ของประเทศไทยระบุว่าจะมุ่งเน้นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ ปรับปรุงการบริหารจัดการภัยพิบัติทั้งระบบ และการสร้างขีดความสามารถของประชาชนในการรับมือและปรับตัวเพื่อลดความสูญเสียและเสียหายจากภัยธรรมชาติและผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ แต่เห็นได้ชัดเจนว่าละเลยประเด็นความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Justice) ในขณะที่การใช้ถ่านหินนำเข้าในภาคอุตสาหกรรมยังเพิ่มปริมาณมากขึ้น สวนทางกับแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยการ “ลด ละ เลิกถ่านหิน” ตามเจตนารมย์ของความตกลงปารีส โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น ทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา การถมทะเลขยายท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 ข้อเสนอถมทะเลของเอ็กซอนโมบิล ไปจนถึงการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักที่คุกคามความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาคอุษาคเนย์ เป็นต้น นั้นย้อนแย้งกับคำว่า “เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ” อย่างถึงที่สุด

Net zero (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์) กลายเป็นคำฮิตที่ฟังดูเท่ (buzz word) โดยเฉพาะหลังจากการประชุมเจรจาสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศ(COP26) ที่กลาสโกว์ สหราชอาณาจักรปลายปี 2564 ซึ่งนายอะล็อก ชาร์มา ประธาน COP26 ประกาศผลสำเร็จว่า พันธะกรณี net zero นั้นครอบคลุมมากกว่า 90% ของจีดีพี(GDP)โลก และมี 153 ประเทศทั่วโลกรวมถึงจีน สหรัฐอเมริกา อินเดีย [1]  เสนอเป้าหมายใหม่ในการลดก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2573 [2]

กล่าวได้ว่า net zero กำลังเขย่าการเมืองว่าด้วยสภาพภูมิอากาศโลก เพราะก่อนหน้านี้ แนวคิดดังกล่าวยังเป็นไอเดียในแวดวงวิทยาศาสตร์ ส่วนนักการเมืองและผู้กำหนดนโยบายมองว่าเป็นเรื่องสุดขั้วด้วยซ้ำไป

จนกระทั่งปี 2558 มีการกล่าวถึง net zero แบบอ้อมๆ ในตอนท้ายของความตกลงปารีส(COP21) ต่อมาปี 2560 สวีเดนประกาศตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2588 จะบรรลุถึง net zero หลังจากนั้น หลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสก็ทะยอยประกาศ net zero ตามมา แม้กระทั่ง บางประเทศที่เคยเป็นอุปสรรคมากที่สุดในการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศ ก็ยังกลับมาตั้งเป้าหมาย net zero ของตน

หากเราต้องการลดก๊าซเรือนกระจกลง 40% ภายในปี 2573 (จาก 555 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าลดลงเป็น 333 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) เราจะต้องจำกัดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศให้เพิ่มสูงสุดภายในปี 2568 (ไม่เกิน 368 ล้านตัน) และต้องลดลงหลังจากนั้น(จนเหลือ 333 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี 2573)

ตามแผนภายใต้ฉากทัศน์นี้ประกอบด้วยการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพทางพลังงาน การเพาะปลูกข้าวที่ปล่อยมีเทนต่ำ การส่งเสริมก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ ไปจนถึงนโยบาย 30@30 (30%ของยานยนต์เป็น zero emission vehicles) การทะยอยปลดระวางยานยนต์สันดาปภายใน เพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในภาคการขนส่ง การใช้แบตเตอรี่กักเก็บไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยคาดหวังว่าทั้งหมดนี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้รวมกัน 222 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

น่าเสียดายที่หมุดหมายแรกนี้ไม่ตอบโจทย์สำคัญต่อไปนี้

(1) โจทย์ว่าด้วยการวางแผนกำลังผลิตไฟฟ้าที่ผิดพลาดและนโยบายพลังงานที่ไม่ตอบโจทย์อนาคต ทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าล้นระบบเกินความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดมากกว่าร้อยละ 40 โรงไฟฟ้าส่วนเกินจากกำลังผลิตสำรอง 15% มีมากถึง 9,055 เมกะวัตต์ เท่ากับการลงทุนที่ล้นเกินถึง 226,000 ล้านบาท (ประมาณการที่เมกะวัตต์ละ 25 ล้านบาท) ทำให้ประชาชนต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่ายอย่างน้อย 33,879 ล้านบาทต่อปี

(2) โจทย์ปลดระวางถ่านหิน ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(PDP 2018 Rev.1) กำลังผลิตสำรองแบบพึ่งได้ในปี 2564 มีสูงถึง 13,800 เมกะวัตต์ หรือร้อยละ 43.6 ของความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด ในขณะที่กำลังผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินอยู่ที่ 6,110 เมกะวัตต์ เราสามารถลดการพึ่งพาถ่านหินให้เป็นศูนย์ในขณะที่กำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศยังล้นเหลือ ผลคือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 21-24 ล้านตันต่อปี

การปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน นอกจากช่วยให้มีการใช้โรงไฟฟ้าที่ล้นเกินอย่างเต็มที่มากขึ้นแล้ว รัฐบาลยังสามารถนำเงินค่าความพร้อมจ่ายที่สูงลิบลิ่วมาเป็นค่าชดเชยสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพื่อปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน และไม่เป็นภาระในอนาคตของค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่าย นอกจากนี้ รัฐบาลยังสามารถโยกงบลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในอนาคต ไปดำเนินการเรื่องที่มีความสำคัญต่อประชาชน เช่น ระบบกักเก็บพลังงาน และระบบกริดอัจฉริยะ เป็นต้น

(3) โจทย์ว่าด้วยการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรมและการตัดสินใจที่ชาญฉลาด(ของรัฐบาล)ทั้งในมิติของความสมดุลการกระจายแหล่งพลังงาน (Energy Mixture Balance) โดยไม่พึ่งพาแหล่งพลังงานชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินสมดุลซึ่งก่อความเสี่ยงในการเกิดไฟฟ้าดับหากมีปัญหาเกิดขึ้นกับแหล่งพลังงานนั้นๆ มิติค่าไฟฟ้า (Electricity Cost) โดยทำให้ไม่สูงจนประชาชนต้องแบกภาระเกินจำเป็น และมิติการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม(Just Transition) โดยไม่ทำให้ภาคแรงงานและผู้ได้รับผลกระทบในกระบวนการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง

(4) โจทย์การจ้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจ จนถึงปี 2573 นอกจากการปลดระวางถ่านหิน รัฐบาลสามารถปรับลดกำลังผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก๊าซฟอสซิลและการนำเข้าก๊าซฟอสซิลเหลว(LNG) โดยที่ยังรักษาอัตราสำรองกำลังผลิตไฟฟ้า (reserve margin) เหลือใกล้เคียงมาตรฐานร้อยละ 15 แล้วเพิ่มการลงทุนผลิตไฟฟ้าจากระบบพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดตามการเพิ่มของความต้องการใช้ไฟฟ้าหลังปี 2570 ก็จะสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และยังสามารถเพิ่มการจ้างงานโดยตรงในระบบเศรษฐกิจ

หมุดหมายนี้ห่างจากหมุดหมายแรก 20 ปี และยิ่งเพิ่มความท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ หากหมุดหมายแรกในปี 2573 ผิดเพี้ยนไปไม่ตอบโจทย์

โจทย์ของการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศไทยเริ่มจากการนำภาคการใช้ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และภาคป่าไม้(Land Use Land-use Change and Forestry – LULUCF) มาเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนให้ได้ 120 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี 2580

เพื่อให้เห็นภาพ 120 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าว่ามากน้อยเพียงใด ขอยกตัวอย่างกลยุทธ์ net-zero ของบริษัท Royal Dutch Shell ที่มีแผนการชดเชยคาร์บอนไดออกไซด์ 120 ล้านตันต่อปี จากรายงานของ ActionAid [3] จะต้องปลูกป่าในพื้นที่ 116,549 ตารางกิโลเมตร นอกจากนี้ รายงานของ Oxfam [4] ซึ่งสำรวจแผน net zero ของ Royal Dutch Shell และอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซฟอสซิลอีกสามรายคือ BP, TotalEnergies และ ENI สรุปว่า “อาจต้องใช้พื้นที่เป็นสองเท่าของสหราชอาณาจักร ถ้าอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซฟอสซิลทั้งหมดมีเป้าหมาย net zero อาจต้องใช้ที่ดินที่มีขนาดเกือบครึ่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกาหรือหนึ่งในสามของพื้นที่การเกษตรของโลก”

ข้อมูลจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก [5] และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อไปให้ถึงศักยภาพการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก 120 ล้านตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี 2580 ต้องใช้พื้นที่ป่าธรรมชาติ 113.23 ล้านไร่[6] ป่าเศรษฐกิจ 48.52 ล้านไร่[7] พื้นที่สีเขียวในเมืองและชนบท 16.17 ล้านไร่ (หรือรวมๆ กันเท่ากับเกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่ประเทศ)

ตามแผน net zero พื้นที่ป่าธรรมชาติและป่าเศรษฐกิจในประเทศไทยมีอยู่เดิมแล้ว 102.04 ล้านไร่ และ 32.65 ล้านไร่ตามลำดับ และมีการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกรวมกัน 100 ล้านตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปี 2564 ดังนั้น ยังเหลือตามเป้าหมายอีก 20 ล้านตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าซึ่งต้องการพื้นที่ป่าธรรมชาติเพิ่ม 11.29 ล้านไร่ และป่าเศรษฐกิจเพิ่ม 15.99 ล้านไร่

การเพิ่มพื้นที่ป่าธรรมชาติ 11.29 ล้านไร่ภายในปี 2580 นี้เองที่สะท้อนถึงการแปลงธรรมชาติให้กลายเป็นสินค้าโดยปลูกป่าค้าขายคาร์บอน พื้นที่ป่าโดยเฉพาะป่าชายเลนซึ่งภาคธุรกิจแจ้งความจำนงเข้าร่วมมากกว่า 550,000 ไร่ [8] ไปจนถึงโครงการปลูกป่าและการเตรียมประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติในหลายพื้นที่ซึ่งมีชุมชนชาติพันธุ์ตั้งถิ่นฐานมานานนับศตวรรษและจัดการป่าใช้สอย ป่าอนุรักษ์และทำกินแบบไร่หมุนเวียนนั้นกลายเป็นจุดศูนย์กลางของความไม่เป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมที่ขัดกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน(SDGs) ตัวอย่างเช่น การไม่ยอมรับโครงการปลูกป่าในชุมชนกะเหรี่ยงบ้านแม่จอกฟ้า [9] [10]

ข้ออ้างของการปลูกป่าเพื่อชดเชยคาร์บอนยังเป็นส่วนหนึ่งที่เร่งเร้าปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าภายหลังการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ดำเนินเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2557 มีชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าถูกรัฐประกาศทับ ถูกยึดพื้นที่ทำกินและถูกดำเนินคดี ในช่วงเวลาเพียง 6 ปีหลังมีคำสั่ง คสช. มีคดีความเพิ่มขึ้นถึง 46,600 คดี [11]

การวิจัยระบุว่า ยุทธศาสตร์ net zero ที่พึ่งพาการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกแบบชั่วคราวเพื่อชดเชยกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งกำเนิดจริงจะประสบความล้มเหลว ข้อจำกัดของธรรมชาติ พื้นที่ที่มีจำกัดและกรอบเวลาในการเพิ่มปริมาณการดูดกลับซึ่งเป็นหัวใจของการรักษาเสถียรภาพของระบบโลกนั้นไม่สามารถชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างต่อเนื่องได้ [12]

แทนที่จะนำพื้นที่ป่าธรรมชาติ 11.29 ล้านไร่ มาแปลงเป็นสินค้าในตลาดซื้อขายคาร์บอนและสร้างความไม่เป็นธรรมทางสังคม สิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ(climate justice)เพิ่มขึ้น รัฐบาลจะต้องปฏิรูปการจัดการป่าไม้โดยกระจายอำนาจสู่ชุมชนและท้องถิ่น รับรองสิทธิทางกฏหมายของชุมชนในการดูแลพื้นที่ป่า และยุติโครงการพัฒนาทั้งหลายที่ทำลายผืนป่าโดยทันที

มีเวลาที่ซ้อนทับกันระหว่างหมุดระหว่างทางและหมุดหมายปลายทาง นอกเหนือจากการฟอกเขียวโดยภาคการใช้ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและภาคป่าไม้ (Land Use Land-use Change and Forestry – LULUCF) ยังมีการระบุถึงการลดโรงไฟฟ้าถ่านหิน(phase down coal-fired power plant)/การปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหิน(phase out coal-fired power plant) ระหว่างปี 2583-2593 ซึ่งจริงๆ แล้วต้องเกิดขึ้นภายในปี 2580 เป็นอย่างช้า การใช้ไฮโดรเจนเขียว(green hydrogen)ในภาคการคมนาคมขนส่งและภาคอุตสาหกรรมในปี 2588 และเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 74% ภายในปี 2593

กลลวงอันโดดเด่นในสองหมุดหมายที่คร่อมเวลากันนี้คือ การใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนแบบต่างๆ เช่น Carbon Captuer and Storage-CCS, Carbon Capture Usage and Storage(CCUS), Bioenergy with Captuer and Storage-BECCS โดยจะเริ่มนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2583 ไปจนถึงปี 2608

หัวเรือใหญ่เรื่องนี้ก็คือ ปตท.สผ.(PTTEP) ซึ่งริเริ่มศึกษาและพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นครั้งแรกที่แหล่งอาทิตย์ในอ่าวไทย พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนา CCS ในพื้นที่อื่นๆ เพื่อเป้าหมาย net zero ของประเทศ [13] เมื่อพิจารณาจากประสบการณ์ระดับโลก นี่คือ กลลวงคาร์บอนอย่างแท้จริง

ที่แคนาดา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติอนุมัติโครงการ Quest เพื่อผลิตน้ำมันจากทรายน้ำมัน(tar sand) ซึ่งมีเงินอุดหนุน 654 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอ้างว่า เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน(CCS) เป็น “เครื่องมือสำคัญสู่เป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศที่มุ่งมั่นของแคนาดา” นั่นคือ net zero ภายในปี 2593 แต่โครงการ Quest ปล่อยคาร์บอนมากกว่าที่ดักจับ/กักเก็บได้และเพิ่มการผลิตทรายน้ำมันซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่สกปรกที่สุดและมีคาร์บอนเข้มข้นมากที่สุดในโลก เป้าหมาย net zero จึงล่องลอยในสายลม [14]

นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการและนักวิเคราะห์ด้านพลังงานระหว่างประเทศ 400 คนลงนามในจดหมายถึงรัฐบาลแคนาดาเพื่อขอให้ยุติการสนับสนุนโครงการ จดหมายเตือนว่า การดักจับ กักเก็บและใช้ประโยชน์คาร์บอน(CCUS) ไม่ใช่ “เทคโนโลยีการปล่อยคาร์บอนเป็นลบ(negative emission technology)”แถมยังใช้เงินภาษีประชาชนหลายพันล้านเหรียญกระตุ้นการผลิตน้ำมัน นักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการเตือนถึงผลกระทบด้านสุขภาพต่อชุมชนท้องถิ่นว่าการอุดหนุนเงินให้กับโครงการนี้จะทำให้แคนาดาต้องพึ่งพาทรายน้ำมันอันสกปรก และโครงการจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นราว 50 ล้านตันต่อปีภายในปี 2578

จากข้อมูลของสำนักข่าวรอยเตอร์ โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน(CCS)เชิงพาณิชย์ 26 แห่งทั่วโลกสามารถดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ราว 40 ล้านตันต่อปี ในขณะที่การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของทั้งโลกอยู่ในราว 36.4 พันล้านตันต่อปี

โครงการ CCS แห่งแรกของปตท.สผ.(PTTEP) ที่แหล่งอาทิตย์ในอ่าวไทย คาดว่าจะดักจับและกักเก็บคาร์บอนได้ราว 700,000 ตันต่อปี ภายใต้แผน net zero ของประเทศไทย ประมาณว่าจะใช้ทั้ง CCS และ BECCS ดักจับและกักเก็บคาร์บอนได้ 61.3 ล้านตันภายในปี 2608 เมื่อคำนวณต้นทุนที่ 100-200 เหรียญสหรัฐต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า การดักจับและกักเก็บคาร์บอนดังกล่าวนี้จะใช้เงินลงทุนมหาศาลถึง 6,130-12,260 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 216,934-433,869 ล้านบาท) [15]

หลังจาก 5 ทศวรรษของการพัฒนาเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนด้วยเงินอุดหนุนหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ การโฆษณาเกินจริง การลดหย่อนภาษี การค้ำประกันและการหลอกลวง อุตสาหกรรมฟอสซิลดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพียง 0.1% ของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของทั้งโลก ในขณะเดียวกัน คาร์บอนไดออกไซด์ที่ดักจับก็ถูกนำไปใช้เพื่อผลิตน้ำมันมากขึ้น

นับตั้งแต่มีโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอนแห่งแรกในปี 2515 การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของโลกเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าจาก 14.68 เป็น 36.4 พันล้านตันต่อปี  ไม่ใช่แม้กระทั่ง “การปล่อยเป็นศูนย์สุทธิ” ตามที่สัญญาไว้ [16]

ตั้งแต่หมุดหมายแรกจนถึงปลายทางของ net zero ไทยดังที่กล่าวมานี้ เราจำเป็นต้องตั้งคำถามต่อการฟอกเขียวและกลลวงคาร์บอน และติดตามตรวจสอบเพื่อรับรองว่า ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ทั้งหลายจะต้องมีภาระรับผิด(accountability) โดยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งห่วงโซ่อุปทานของตนอย่างแท้จริง (real zero) และยุติการผลักภาระให้กับผู้คน ชุมชน สังคมและโลกใบนี้

ไทยถูกจัดเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดอันดับที่ 9 ของโลกที่จะได้รับผลกระทบระยะยาวจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่นโยบายสภาพภูมิอากาศ(Climate Policy)ของไทยไม่ได้สัดส่วน โดยมุ่งให้ความสำคัญกับมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (mitigation) เป็นหลัก และเน้นการปรับตัวจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ (adaptation) น้อยเกินไปโดยเปรียบเทียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับตัวที่ริเริ่มโดยท้องถิ่น(locally-led adaptation) เพื่อให้มั่นใจว่าชุมชนท้องถิ่นและกลุ่มคนที่เสี่ยง เปราะบางและอ่อนไหวต่อผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศมากที่สุดจะมีสิทธิ์ตัดสินใจใช้ทรัพยากรทางการเงิน และเข้าถึงเงินทุนและการสนับสนุนที่จำเป็นเพื่อสร้างศักยภาพภูมิคุ้มกันจากวิกฤต (resilience)

กรอบท่าทีเจรจาของไทยในการประชุม COP27 ไม่พูดถึงประเด็นความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage) ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นหลักของการเจรจาใน COP27 ที่ผลักดันโดยกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา จากรายงาน Global Climate Risk Index 2021 ระบุชัดเจนว่าในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว 146 ครั้ง สร้างความสูญเสียต่อชีวิต 0.21 ต่อประชากร 1 แสนคน และเกิดความเสียหาย 7,719.15 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 0.82% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) คำถามและสิ่งที่ต้องจับตาคือ คณะเจรจาของไทยที่ COP27 จะมีท่าทีที่ชัดเจนหรือไม่อย่างไรต่อข้อเสนอการจัดตั้งกองทุนว่าด้วยความสูญเสียและความเสียหาย(Loss and Damage Fund) รวมถึงการดำเนินการภายใต้ข้อ 8 ของความตกลงปารีส และความตกลงกลาสโกว์

หากขาดสมดุลและไม่ได้สัดส่วน กรอบท่าทีเจรจาของไทยในการประชุม COP27 จะเป็นกลไกสำคัญของการฟอกเขียว(Greenwashing) ทั้งเอกสารการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 (2nd Updated Nationally Dertermined Contribution) และยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศฉบับปรับปรุง (Thailand’s Long-Term Low Greenhouse Gas Emission Development Strategy : LT-LEDS Revised Version) หรือ Net Zero ที่จะนำเสนอต่อ UNFCCC รวมถึงการประชุมภาคีการขับเคลื่อนการปฎิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย(Thailand Climate Action Conference: TCAC)ที่เป็นอีเว้นท์ของอุตสาหกรรมฟอสซิล ต่างพยายามผลักดันเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) พลังงานชีวภาพที่มีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Bioenergy with Carbon Capture and Storage: BECCS) โครงการ CCS แห่งแรกที่วางแผนในประเทศไทยนำโดย ปตท.สผ.(PTTEP) ที่แหล่งอาทิตย์ในอ่าวไทย ซึ่งคาดว่าจะดักจับและกักเก็บคาร์บอนราว 700,000 ตันต่อปี ภายใต้แผน net zero ของประเทศไทย ประมาณว่าจะใช้ทั้ง CCS และ BECCS ดักจับและกักเก็บคาร์บอนได้ 61.3 ล้านตันภายในปี 2608 เมื่อคำนวณต้นทุนที่ 100-200 เหรียญสหรัฐต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า การดักจับและกักเก็บคาร์บอนดังกล่าวนี้จะใช้เงินลงทุนมหาศาลถึง 216,934-433,869 ล้านบาท [9] อนึ่ง ต้องไม่ลืมว่าหลังจาก 5 ทศวรรษของการพัฒนาเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนด้วยเงินอุดหนุนหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ การโฆษณาเกินจริง การลดหย่อนภาษี การค้ำประกันและการหลอกลวง อุตสาหกรรมฟอสซิลดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพียง 0.1% ของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของทั้งโลก ในขณะเดียวกัน คาร์บอนไดออกไซด์ที่ดักจับก็ถูกนำไปใช้เพื่อผลิตน้ำมันมากขึ้น

กรอบท่าทีเจรจาของไทยในการประชุม COP27 โน้มเอียงอย่างชัดเจนในการสนับสนุนอุตสาหกรรมฟอสซิลและบรรษัทขนาดใหญ่ที่ทรงอิทธิพลทางการเมืองทำการค้าขายคาร์บอนภายใต้แนวทางและกลไกความร่วมมือตามข้อ 6 ของความตกลงปารีส (Ariticle 6) ที่ถูกตีความโดยประเทศรัฐภาคีและภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ รวมถึงรัฐบาลไทยและอุตสาหกรรมฟอสซิลของไทยว่า Article 6 เกี่ยวข้องกับการเปิดตลาดโลกเพื่อชดเชยคาร์บอน(carbon offset) แท้ที่จริงแล้ว การชดเชยคาร์บอนคือใบอนุญาตให้อุตสาหกรรมฟอสซิลผู้ก่อมลพิษเดินหน้าปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อไป ขณะเดียวกัน เป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจในการแปลงทรัพยากรธรรมชาติให้กลายเป็นสินค้าและเอื้ออำนวยให้บรรษัทและรัฐบาลที่ทรงอิทธิพลเข้ายึดครองผืนแผ่นดินของชุมชนที่เปราะบาง ละเมิดสิทธิมนุษยชน และทำลายระบบนิเวศ ดังในกรณีข้ออ้างของการปลูกป่าขายคาร์บอนที่เป็นส่วนเร่งเร้าปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าภายหลังการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ดำเนินเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2557 มีชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าถูกรัฐประกาศทับ ถูกยึดพื้นที่ทำกินและถูกดำเนินคดี ในช่วงเวลาเพียง 6 ปีหลังมีคำสั่ง คสช. มีคดีความเพิ่มขึ้นถึง 46,600 คดี

ในระหว่างการประชุม COP27 ที่สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ (6-18 พฤศจิกายน 2565) และการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศเอเปคที่กรุงเทพฯ (17-18 พฤศจิกายน) กรีนพีซ ประเทศไทย จะติดตามความเคลื่อนไหวของการประชุมเจรจา ทั้งในเรื่องท่าทีของคณะเจรจาไทยต่อประเด็นความสูญเสีญและความเสียหาย(Loss and damage) การฟอกเขียวและกลลวงคาร์บอนของรัฐบาลไทย และเปิดโปงอิทธิพลของอุตสาหกรรมฟอสซิลที่มีต่อนโยบายสภาพภูมิอากาศของไทย และเรียกร้องให้อุตสาหกรรมฟอสซิลทั้งหลายมีภาระรับผิด(accountability) ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แหล่งกำเนิดทั้งห่วงโซ่อุปทานของตนอย่างแท้จริง (real zero) และยุติการผลักภาระ “หนี้นิเวศ” ให้กับผู้คน ชุมชน สังคมและโลกใบนี้

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading