Taragraphies — Header Component

ข้อตกลงคาร์บอนเครดิตที่ใหญ่ที่สุดในโลกถูกวิจารณ์หนัก ขณะที่อัยการรัฐแอมะซอนเดินหน้าขอเพิกถอน

เรียบเรียงจาก : https://news.mongabay.com/2025/06/worlds-largest-carbon-credit-deal-under-fire-as-amazon-prosecutors-seek-repeal/ ในเดือนกันยายน 2024 รัฐบาลรัฐปารา (Pará) ซึ่งตั้งอยู่ในแถบแอมะซอนของประเทศบราซิล ได้ลงนามในสัญญามูลค่า 180 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขายคาร์บอนเครดิตจำนวน 12 ล้านหน่วยให้กับผู้ซื้อระดับนานาชาติ รวมถึงบริษัทต่างๆ เช่น Amazon, Bayer, H&M Group และมูลนิธิ Walmart ข้อตกลงนี้ ซึ่งใช้คาร์บอนเครดิตที่ได้จากโครงการ REDD+ ระดับเขตอำนาจศาลของรัฐปารา ได้รับความสนใจในฐานะการขายคาร์บอนเครดิตที่ใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีมา เก้าเดือนต่อมา สัญญาดังกล่าวซึ่งจัดการโดยองค์กรไม่แสวงหากำไรชื่อ Emergent ในนามของบริษัทผู้ซื้อกำลังถูกท้าทายทางกฎหมายในศาลรัฐบาลกลางของบราซิล และอาจถูกเพิกถอนโดยสิ้นเชิง เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน สำนักงานอัยการรัฐบาลกลางของบราซิลได้ยื่นฟ้องเพื่อขอให้เพิกถอนข้อตกลงนี้ และเรียกร้องค่าเสียหายเชิงจริยธรรมจำนวน 200 ล้านเรียลบราซิล (ประมาณ 36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อชดเชยให้แก่ชุมชนท้องถิ่น คดีนี้เกิดขึ้นหลังจากอัยการได้หยิบยกข้อกังวลหลายประการเกี่ยวกับโครงการ และความพยายามในการไกล่เกลี่ยระหว่างคู่กรณีไม่ประสบผลสำเร็จ แม้ว่าผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางจะปฏิเสธคำร้องขอคำสั่งชั่วคราว แต่กระบวนการทางคดียังคงดำเนินต่อไป คำฟ้องระบุว่ารัฐบาลรัฐปาราได้ขายคาร์บอนเครดิตล่วงหน้า ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายตลาดคาร์บอนฉบับใหม่ของบราซิล กฎหมายฉบับนี้ซึ่งเริ่มบังคับใช้ในปี 2024 ได้กำหนดกฎเกณฑ์เพื่อป้องกันการนับคาร์บอนเครดิตซ้ำซ้อนจากโครงการหลายแห่งที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน เฟลิเป เด มูรา […]

84% ของคาร์บอนเครดิตเป็นของปลอม

เรียบเรียงจาก https://reddmonitor.substack.com/p/84-of-carbon-credits-are-junk งานวิจัยที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญพบว่า ‘มีเพียงไม่ถึง 16% ของคาร์บอนเครดิตที่ออกให้กับโครงการที่ถูกตรวจสอบนั้นเป็นการลดการปล่อยก๊าซจริง‘ “หนึ่งในปัญหาของคาร์บอนเครดิตคือ มันมักไม่ได้สะท้อนถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างแท้จริง คาร์บอนเครดิตเหล่านี้จึงเป็นเครดิตปลอม และแม้ว่าโครงการคาร์บอนบางโครงการจะสามารถลดการปล่อยก๊าซได้จริง การสร้างคาร์บอนเครดิตขึ้นมาก็หมายความว่าประโยชน์ต่อสภาพอากาศภูมิอากาศจะถูกลบล้างไป เพราะผู้ซื้อจะใช้คาร์บอนเครดิตเหล่านี้เพื่อดำเนินการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไป” “งานวิจัยล่าสุดที่เผยแพร่ใน Nature Communications ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเครดิตปลอมในตลาดคาร์บอนสมัครใจ โดยงานวิจัยนี้มีชื่อว่า “Systematic assessment of the achieved emission reductions of carbon crediting projects” ซึ่งได้ทำการศึกษาคาร์บอนเครดิตที่ออกให้กับโครงการคาร์บอนจำนวน 2,346 โครงการ นักวิจัย ระบุว่า การวิเคราะห์นี้ครอบคลุมปริมาณคาร์บอนเครดิตประมาณหนึ่งในห้าของทั้งหมดที่ออกมาในปัจจุบัน หรือเกือบ 1 พันล้านตันของ CO₂e เราประเมินว่ามีเพียงไม่ถึง 16% ของคาร์บอนเครดิตที่ออกให้กับโครงการที่ถูกตรวจสอบนั้นเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจริง โดยแบ่งเป็น 11% สำหรับเตาปรุงอาหารที่ปรับปรุงแล้ว, 16% สำหรับการทำลาย SF6, 25% สำหรับการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า, 68% สำหรับการลด HFC-23 และไม่มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีนัยสำคัญทางสถิติจากโครงการพลังงานลมและการจัดการป่าไม้ที่ปรับปรุงแล้ว นี่เป็นผลการค้นพบที่ร้ายแรง จากคาร์บอนเครดิตจำนวน 972 […]

ไม่มีพื้นที่สำหรับการชดเชยคาร์บอนใดๆ ในงบประมาณคาร์บอนที่เหลือตามรายงานของ IPCC

เรียบเรียงจาก : “No space for ANY offsets in IPCC’s remaining carbon budget” – Climate Land Ambition and Rights Alliance(CARLA) โลกไม่สามารถชดเชยคาร์บอนเพื่อจำกัดอุณหภูมิที่ 1.5 °C ได้ ในขณะที่วิกฤตสภาพภูมิอากาศเลวร้ายลงทั่วโลก คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change หรือ IPCC) กำลังดำเนินการสรุปรายงานสังเคราะห์ (Synthesis Report หรือ SYR) สำหรับรอบการประเมินครั้งที่หก จากการวิจัยพื้นฐานในกลุ่มทำงานที่ 1 เราทราบแล้วว่าโอกาสที่จะจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่ 1.5 °C กำลังหายไปอย่างรวดเร็ว ในร่างรายงาน SYR ที่เผยแพร่ให้รัฐบาลในปลายปี 2022 IPCC ได้ระบุปัญหาสำคัญของวิกฤตสภาพภูมิอากาศในทศวรรษนี้ว่า: “งบประมาณคาร์บอนที่เหลืออยู่จะหมดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบัน และโครงสร้างพื้นฐานด้านเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีอยู่และที่วางแผนไว้” ในเอกสารนี้ เราประเมินเรื่องการชดเชยคาร์บอน […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings