Taragraphies — Header Component

🌍 รายงานอัปเดตเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC 3.0) ของ UNFCCC : ตัวเลขบอกอะไร และประเทศไทยอยู่ตรงไหน

1️⃣ จุดตรวจสอบสำคัญของ global stocktake เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 สำนักเลขาธิการ UNFCCC เผยแพร่เอกสาร “Message to Parties and Observers” ซึ่งเป็นการอัปเดตรายงานสังเคราะห์ NDC Synthesis Report ตามมาตรา 4 ของความตกลงปารีส รายงานนี้รวบรวม NDC ฉบับใหม่จาก 113 ประเทศที่ส่งเข้ามาระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ.2567 ถึงกันยายน พ.ศ.2568 ครอบคลุม ร้อยละ 69 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก (ฐานปี พ.ศ.2562) เอกสารนี้ไม่ใช่เพียงการสรุปเชิงสถิติ แต่เป็นเอกสารเชิงการเมือง เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างการสรุป Global Stocktake 2023 ที่ COP28 ดูไบ) กับเส้นทางสู่ COP30 ที่เมืองเบเลง บราซิล ซึ่งเป็นเวทีสำคัญให้ประเทศต่างๆ นำเสนอ NDC รอบใหม่ที่ขยายเป้าหมายถึงปี พ.ศ.2578 […]

10 ประเด็นหลักที่บราซิลกำลังวางไว้เป็นแกนกลางของวาระการประชุม COP30

ขณะที่เตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม COP30 ที่เมืองเบเลงในเดือนพฤศจิกายนนี้ บราซิลกำลังวางวิสัยทัศน์ที่ทะเยอทะยานซึ่งมุ่งสู่การ “ลงมือปฏิบัติจริง” (implementation-driven vision) ซึ่งหลายฝ่ายคาดหวังว่าจะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการประชุมด้านภูมิอากาศโลก จดหมายอย่างเป็นทางการสี่ฉบับจากฝ่ายประธานการประชุม COP30 ร่วมกับสารสื่อสารที่สม่ำเสมอจากทีมประสานงานตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้เน้นย้ำสามลำดับความสำคัญหลัก ได้แก่ การปฏิบัติ (implementation), การมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุม (inclusion) และ นวัตกรรม (innovation) ความคาดหวังอยู่ในระดับสูง — COP30 จะเป็นการครบรอบ 10 ปีของ “ความตกลงปารีส (Paris Agreement)” ถือเป็นจังหวะสำคัญในการทบทวนความก้าวหน้าระดับโลก ประเมินคำมั่นใหม่ของแต่ละประเทศ และตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่ความเร่งด่วนในครั้งนี้เกินกว่าการเฉลิมฉลองวันครบรอบ เพราะทั่วโลกยังคงมีข่าวพาดหัวเกี่ยวกับอุทกภัย ภัยแล้ง และไฟป่า ซึ่งมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์ — ทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณเตือนถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ต่อชีวิตผู้คน เศรษฐกิจ และระบบนิเวศ จากการปฏิรูประบบการเงินด้านภูมิอากาศ ไปจนถึงการยกระดับบทบาทของผู้นำภาคประชาชน ต่อไปนี้คือ 10 ประเด็นสำคัญ ที่รัฐบาลบราซิลในฐานะประธานการประชุม COP30 กำลังวางไว้เป็นหัวใจของวาระการประชุมที่เบเลง: 1. การเรียกร้องให้รวมพลังของสังคมโลก บราซิลมองว่า COP30 […]

คณะเจรจาต้องเตรียมพร้อมสำหรับการเจรจาที่วุ่นวายใน COP30 ที่บราซิล

การประชุมสุดยอดโลกร้อนจะทั้งร้อน ชื้นและไม่สะดวกสบาย ซึ่งอาจเป็นตัวช่วย เมืองเบเล็ง (Belém) เป็นเมืองที่ทรุดโทรมในแอมะซอนของบราซิล อากาศร้อน มีท่อระบายน้ำเปิดจำนวนมากและขาดแคลนที่พักโรงแรม โดยประมาณ 40% ของบ้านเรือนไม่ได้เชื่อมต่อกับระบบบำบัดน้ำเสีย และในเดือนพฤศจิกายนนี้ เมืองดังกล่าวจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ (COP30) ซึ่งคาดว่าจะเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ถอนสหรัฐฯ ออกจากความตกลงปารีส ซึ่งเป็นความตกลงที่ประเทศต่าง ๆ ให้คำมั่นว่าจะพยายามจำกัดภาวะโลกร้อนให้อยู่ที่ไม่เกิน 1.5°C เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม แต่ระดับอุณหภูมินั้นได้ถูกทำลายไปแล้วเมื่อปีที่แล้ว ทำให้การเจรจาเรื่องสภาพภูมิอากาศดูไร้ความหวังยิ่งขึ้น และนี่จะเป็นการประชุม COP ครั้งแรกในรอบสามปีที่ไม่ได้จัดขึ้นในรัฐปิโตรเผด็จการ บราซิลเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มีองค์กรการกุศลและภาคประชาสังคมที่คึกคักและมักแสดงออกอย่างอื้ออึงมากมายซึ่งแตกต่างจากเจ้าภาพก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง มากกว่าพื้นที่อื่นใด ภูมิภาคแอมะซอนสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งที่ต้องตัดสินใจระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และประเด็นนี้อาจช่วยทำให้การเจรจาในปีนี้-ซึ่งจะเน้นไปที่การระดมเงินทุนเพื่อช่วยเหลือประเทศยากจนในการปรับตัวต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ—มีความเข้มข้นและชัดเจนยิ่งขึ้น การประชุม COP สามครั้งที่ผ่านมาจัดขึ้นที่ชาร์ม เอล เชค (Sharm el-Sheikh) ดูไบ และบากู ซึ่งเริ่มมีลักษณะคล้ายกับวันหยุดพักผ่อนในรีสอร์ต มีงานเลี้ยงค็อกเทลเกิดขึ้นทั่วทุกมุมและจำนวนผู้เข้าร่วมก็พุ่งสูงถึงกว่า 50,000 คน แต่เบเล็ง (Belém) จะต่างออกไป เมืองที่มีประชากร 1.3 ล้านคนแห่งนี้มีห้องพักโรงแรมเพียงพอสำหรับผู้เข้าร่วมเพียง 18,000 คน ขณะที่อีกประมาณ 5,000 […]

ฝนที่ตกในพื้นที่ของชนพื้นเมืองแอมะซอนมีส่วนช่วยสร้างรายได้จากภาคเกษตรกรรมของบราซิลถึง 57% จากการศึกษาระบุ

จากการศึกษาครั้งสำคัญซึ่งไม่เคยมีมาก่อน พบว่า พื้นที่ของชนพื้นเมืองในแอมะซอนมีอิทธิพลต่อปริมาณน้ำฝนที่หล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรมถึง 80% ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมดในบราซิล การศึกษานี้ดำเนินการโดยนักวิทยาศาสตร์ 10 คน และได้รับการรับรองโดยผู้เชี่ยวชาญชั้นนำของประเทศในประเด็นดังกล่าว ระบุว่า ฝนที่เกิดจากกระบวนการในพื้นที่เหล่านี้มีผลต่อเศรษฐกิจอย่างมาก โดยในปี 2021 รายได้ทางเศรษฐกิจจากภาคเกษตรกรรมในพื้นที่ที่ได้รับอานิสงส์จากฝนเหล่านี้สูงถึง 338,000 ล้านเรอัล หรือคิดเป็น 57% ของรายได้ภาคเกษตรกรรมทั้งประเทศ ข้อสรุปสำคัญคือ การอนุรักษ์พื้นที่ของชนพื้นเมืองไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของความมั่นคงด้านน้ำ อาหาร และเศรษฐกิจของบราซิล การศึกษานี้จัดทำโดยกลุ่มวิจัยนิเวศวิทยาเขตร้อนจากสถาบัน Serrapilheira โดยอ้างอิงและวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น MapBiomas, IBGE และ Funai ข้อมูลระบุว่า มีทั้งหมด 18 รัฐรวมถึงเขตสหพันธ์ของบราซิลที่อยู่ภายในหรือได้รับอิทธิพลจากพื้นที่ของชนพื้นเมืองในแอมะซอน (Indigenous Lands – ILs) ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ในรัฐอย่างอาเกร, มาตูโกรสซู, มาตูโกรสซูดูซูล และปารานา พบว่าบางภูมิภาคมีปริมาณฝนที่เกิดจากกระบวนการรีไซเคิลน้ำโดยป่าของ ILs สูงถึงหนึ่งในสามของปริมาณน้ำฝนรายปีของพื้นที่นั้น ๆ โดยรวมแล้ว มากถึง 30% ของปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยที่ตกลงบนพื้นที่เกษตรกรรมทั่วประเทศมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับกระบวนการรีไซเคิลน้ำที่มีประสิทธิภาพในเขตเหล่านี้ ภาคเกษตรกรรมและปศุสัตว์ถือเป็นกิจกรรมที่ใช้น้ำมากที่สุดในบราซิล กล่าวอีกนัยหนึ่ง […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings