Taragraphies — Header Component

โรงงานเผาขยะ/โรงไฟฟ้าขยะ : วิธีการจัดการวัสดุเหลือใช้ที่ล้าหลังสำหรับศตวรรษที่ 21

ขณะที่เสนอความคิดเห็นในเรื่องนี้ ผมตระหนักดีว่า หลายต่อหลายคนที่นั่งอยู่ในที่นี้มีรายได้หลักจากการทำงานในโรงงานเผาขยะ  และอาจจะโต้แย้งอยู่ในใจกับสิ่งที่ผมกำลังจะพูด  ผมขอปรบมือให้กับหน่วยงานที่จัดการประชุมครั้งนี้ (หมายเหตุ – ผู้เขียนหมายถึงการประชุมการจัดการนานาชาติประจำปีครั้งที่ 4 เรื่อง โรงไฟฟ้าขยะ(Waste-to-Energy) วันที่  24-25  พฤศจิกายน  2541 ณ กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ) ที่มีความกล้าพอในการอนุญาตให้ผมมาพูดในวันนี้ บ่อยครั้งที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจใช้เทคโนโลยีเผาขยะจะยังไม่ค้นพบข้อเสียของมัน จนกระทั่งมีเสียงต่อต้านจากสาธารณชน  หากจะถอดความจากถ้อยคำที่ มาร์ค แอนโทนี ตัวเอกในบทละครของ เชคสเปียร์เคยพูดไว้ ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อสรรเสริญความคิดในเรื่องโรงไฟฟ้าขยะ แต่มาเพื่อฝังความคิดนี้ให้จมธรณี อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยกับผมหรือไม่ ผมก็หวังว่าคุณคงเห็นด้วยกับคำกล่าวของโจเซฟ จูเบิร์ต ที่ว่า ถกเถียงปัญหาโดยไม่ต้องหาข้อยุติ ดีกว่าพยายามหาข้อสรุปโดยไม่มีการถกเถียงกันเลย ถกเถียงปัญหาโดยไม่ต้องหาข้อยุติ ดีกว่าพยายามหาข้อสรุปโดยไม่มีการถกเถียงกันเลย โจเซฟ จูเบิร์ต ในความเห็นของผม การเผาขยะเป็นการถอยหลังเข้าคลอง เป็นการย้อนกลับไปสู่ศตวรรษที่ 19 หาใช่มองไปข้างหน้ายังศตวรรษที่ 21 โรงงานเผาขยะเพื่อผลิตพลังงานแห่งแรกเปิดดำเนินการในเมืองฮัมบวร์ก ประเทศเยอรมนี ในปี พ. ศ. 2428 และผมเชื่อว่า แม้วิศวกรที่เชี่ยวชาญที่สุดสามารถทำให้การเผาขยะ เป็นวิธีการจัดการของเสียที่ปลอดภัย […]

ต้นทุนจริงของถ่านหิน : สารปรอท

อุตสาหกรรมถ่านหินเป็นแหล่งกำเนิดสารปรอทที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก ด้วยมีปริมาณสารปรอทถึง 2,190 ตัน ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศในแต่ละปี กว่าครึ่งนั้นมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน การเผาไหม้ถ่านหินได้ปลดปล่อยสารปรอทจำนวนมากสู่บรรยากาศจากปรอทที่อยู่ในถ่านหิน สารปรอทนี้ในที่สุดจะตกไปสู่แม่น้ำ ลำธารและทะเลสาบจากการตกของน้ำฟ้า(ฝนและหิมะ)ฝุ่นละอองหรือจากแรงโน้มถ่วงของโลก เมื่อตกไปในแหล่งน้ำ มันจะแทรกซึมเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อาหาร เริ่มจากสาหร่ายและคืบคลานไปสู่ฝูงปลา หลังจากนั้นก็เป็นนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมต่างๆ ความเข้มข้นของสารปรอทจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณตามระดับห่วงโซ่อาหารที่สูงขึ้น สารปรอทสามารถทำร้ายมนุษย์ได้หรือไม่? คำตอบคือได้ สารปรอทนั้นเป็นสารพิษที่ก่อกวนระบบประสาท(Neurotoxin) ที่สามารถส่งต่อจากแม่ไปสู่ลูกน้อยในครรภ์ได้ ส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่สมอง สูญเสียการมองเห็น ลมชักและปัญหาอื่นอีกมากมาย การสัมผัสสารปรอทมักมาจากการกินปลาที่ปนเปื้อน ในสหรัฐอเมริการ้อยละ 8 ของผู้หญิงที่อยู่ในวัยเจริญพันธ์มีสารปรอทในเลือดของตนมากกว่าระดับที่องค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (US EPA) กำหนดว่าปลอดภัย นี่ส่งผลให้เด็ก 410,000 คนที่เกิดมาในแต่ละปีได้รับสารปรอทในระดับที่เป็นอันตรายตั้งแต่อยู่ในครรภ์ —————- จาก ต้นทุนจริงของถ่านหิน : ผู้คนและโลกต้องจ่ายให้กับเชืิ้อเพลิงที่สกปรกที่สุดในโลกอย่างไร จัดพิมพ์ภาษาไทยโดยกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คณะผู้เขียน: ดร.อีเรก้า เจอร์บาย, มาไรกา บริทเทน, ไอริช เชง, มาร์ธา คาเมียสกา, เออร์เนส มีแซค, วิคเตอร์ มุนนิค, จายาชรี นานดี, ซารา เพนนิงตัน, เอมิลี โรชอน, นีนา ชลูลซ์, นาฮิญา […]

แซนด์วิชทูน่าคู่หนึ่ง มีสารปรอทปนเปื้อนเท่าไร ?

สารเคมีทั้งหลายที่เราได้รับเข้าสู่ร่างกายโดยผ่านมาทางอากาศ น้ำและอาหารนั้น องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของสหรัฐฯ(USEPA) รวมถึงหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องได้กำหนดปริมาณ “ที่ปลอดภัย” ให้ประชาชนทั่วไปเอาไว้ใช้เป็นแนวทาง กระนั้นก็ยังเป็นการยากที่จะแปลงหน่วยไมโครกรัมและจำนวนส่วนในล้านส่วน ให้เข้าใจง่ายและใช้การได้ในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่น จะตัดสินใจได้อย่างไรว่า แต่ละครั้งที่เรากินแซนด์วิชปลาทูน่า จะได้รับสารปรอทเข้าสู่ร่างกายมากเพียงไร มีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับค่าเทียบเท่ากับข้อเท็จจริงในรูปย่นย่ออยู่บ้าง ที่ช่วยในการคำนวณ เพื่อจะได้ระบุบอกได้ว่า ร่างกายของเรารับสารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่งเข้าไปมากเพียงไร ขั้นตอนแรกในการระบุปริมาณ คือการเปลี่ยนหน่วยต่างๆ ให้อยู่ในหน่วยเดียวกัน ตัวเลขที่ใช้กันในสหรัฐอเมริกานั้น มักจะบอกน้ำหนักตัวคนในหน่วยปอนด์ และปริมาณอาหารที่กินในหน่วยออนซ์ ทว่าความเข้มข้นของสารเคมีต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อม และปริมาณสารเคมี ที่รับเข้าสู่ร่างกายนั้น ปกติแล้ว จะคำนวณโดยใช้หน่วยเมตริก (กรัม, กิโลกรัม)     ขอให้สังเกตค่าเปรียบเทียบดังต่อไปนี้ 1 กิโลกรัม (ใช้ตัวย่อว่า “กก.”)  = 2.2 ปอนด์ 1 ปอนด์      = 16 ออนซ์ = 454 กรัม 1 ออนซ์ = 28 กรัม (ใช้ตัวย่อว่า “ก.”) เนื่องจากเรามักกังวลกับการได้รับสารเคมีเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่น้อยมาก […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings