Taragraphies — Header Component
Greenpeace action against danger of toxic ash at Phuket waste incinerator, 2000 (Photo : Greenpeace/Yvan Cohen)

ขณะที่เสนอความคิดเห็นในเรื่องนี้ ผมตระหนักดีว่า หลายต่อหลายคนที่นั่งอยู่ในที่นี้มีรายได้หลักจากการทำงานในโรงงานเผาขยะ  และอาจจะโต้แย้งอยู่ในใจกับสิ่งที่ผมกำลังจะพูด  ผมขอปรบมือให้กับหน่วยงานที่จัดการประชุมครั้งนี้ (หมายเหตุ – ผู้เขียนหมายถึงการประชุมการจัดการนานาชาติประจำปีครั้งที่ 4 เรื่อง โรงไฟฟ้าขยะ(Waste-to-Energy) วันที่  24-25  พฤศจิกายน  2541 ณ กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ) ที่มีความกล้าพอในการอนุญาตให้ผมมาพูดในวันนี้

บ่อยครั้งที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจใช้เทคโนโลยีเผาขยะจะยังไม่ค้นพบข้อเสียของมัน จนกระทั่งมีเสียงต่อต้านจากสาธารณชน  หากจะถอดความจากถ้อยคำที่ มาร์ค แอนโทนี ตัวเอกในบทละครของ เชคสเปียร์เคยพูดไว้

ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อสรรเสริญความคิดในเรื่องโรงไฟฟ้าขยะ แต่มาเพื่อฝังความคิดนี้ให้จมธรณี

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยกับผมหรือไม่ ผมก็หวังว่าคุณคงเห็นด้วยกับคำกล่าวของโจเซฟ จูเบิร์ต ที่ว่า

ถกเถียงปัญหาโดยไม่ต้องหาข้อยุติ ดีกว่าพยายามหาข้อสรุปโดยไม่มีการถกเถียงกันเลย

ถกเถียงปัญหาโดยไม่ต้องหาข้อยุติ ดีกว่าพยายามหาข้อสรุปโดยไม่มีการถกเถียงกันเลย

โจเซฟ จูเบิร์ต

ในความเห็นของผม การเผาขยะเป็นการถอยหลังเข้าคลอง เป็นการย้อนกลับไปสู่ศตวรรษที่ 19 หาใช่มองไปข้างหน้ายังศตวรรษที่ 21 โรงงานเผาขยะเพื่อผลิตพลังงานแห่งแรกเปิดดำเนินการในเมืองฮัมบวร์ก ประเทศเยอรมนี ในปี พ. ศ. 2428 และผมเชื่อว่า แม้วิศวกรที่เชี่ยวชาญที่สุดสามารถทำให้การเผาขยะ เป็นวิธีการจัดการของเสียที่ปลอดภัย เช่น มีการดักจับฝุ่นละอองที่เป็นพิษได้ทั้งหมด และคิดค้นหาวิธีการจัดการขี้เถ้าได้เป็นอย่างดี แต่ถ้ามองในแง่จริยธรรมแล้ว เทคโนโลยีการเผาขยะก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับอยู่ดี

มองกันง่าย ๆ คือ ไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องเสียเวลา เงินทองจำนวนมหาศาลและแรงกายแรงใจ ในการกำจัดสิ่งที่เราจะต้องใช้ร่วมกันต่อไปในอนาคต ด้วยเหตุนี้ ท่านทั้งหลายที่พยายามปฏิบัติภารกิจอันหนักหนาสาหัสเกินความสามารถปกติธรรมดาของมนุษย์ เพื่อให้เทคโนโลยีการเผาขยะสมบูรณ์แบบทั้งศาสตร์และศิลป์ กำลังใส่ใจกับวิธีแก้ปัญหาที่ผิดพลาด และสร้างคำตอบอันโก้หรูกับคำถามที่ผิดพลาด การที่เรากำลังเตรียมก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 ภารกิจของเราในสังคมไม่ใช่การหาพื้นที่ทิ้ง หรือฝังกลบขยะแห่งใหม่หรือโรงงานเผาขยะรุ่นใหม่ แต่คือการหาวิธีการในการลดปริมาณขยะเป็นอันดับแรก

ใครก็ตามเมื่อได้ยินข่าวเรื่องการเผาขยะเป็นครั้งแรกดูเหมือนเป็นความคิดที่เข้าท่า ผมเองก็เคยคิดเช่นนั้น เพราะหมายถึงว่าแหล่งฝังกลบขยะจำนวน 32 แห่งของชุมชนทางตอนเหนือในมลรัฐนิวยอร์ค จะไม่มีอีกต่อไป และยังผลิตไฟฟ้าจากการเผาขยะได้อีกด้วย ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์  สำหรับพนักงานเทศบาลที่มีชาวบ้านมาร้องเรียนเรื่องขยะกองเป็นภูเขาเลากา การเผาขยะในเตา เป็นวิธีที่รวดเร็วและได้ผลทีเดียว หรือสำหรับนักการเมืองที่รับเรื่องราวร้องทุกข์จากชาวบ้านอยู่เสมอว่า ไม่ต้องการมีบ้านอยู่ใกล้กับแหล่งฝังกลบขยะ  การเผาขยะเพื่อผลิตพลังงานก็ดูจะเป็นทางออกที่ยอดเยี่ยมในทางการเมือง

การตระหนักว่า“การบริโภคเกินจำเป็น” นำมาซึ่งปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลกและวิกฤติการณ์การจัดการขยะคือการรับรู้ว่าขยะเป็นสายสัมพันธ์อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุดระหว่างปัจเจกบุคคลด้วยกันที่มีต่อวิกฤติการณ์ระดับโลก  ความพยายามประการหนึ่งที่ต้องมีมากขึ้นคือ การแข็งขืนต่อปรัชญาอเมริกันยุคหลังสงครามที่ว่า  “ยิ่งบริโภคมากเท่าใดก็จะมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น”

ก่อนที่พวกเราจะทำให้ในโลกใบนี้ไม่อาจอยู่อาศัยได้อีกต่อไป นั่นคือ ต้องหาทางหยุดยั้งความละโมบของบรรษัทข้ามชาติที่กำลังปล้นสดมภ์โลกเพื่อผลกำไรระยะสั้น ๆ ซึ่งเรื่องนี้จะสัมฤทธิผลได้ หากเราในฐานะปัจเจกชนช่วยกันต่อต้านการโฆษณาชวนเชื่อที่เป็นกับดักให้เราหลงอยู่ในมิจฉาทิฐิ  ความคิดที่จะเอาชนะการบริโภคเกินจำเป็นคือการสร้างพลังชุมชน เสียงคัดค้านอย่างรุนแรงจากชุมชนเรื่องหลุมฝังกลบขยะและการเผาขยะในเตา จะมีส่วนผลักดันให้ประเด็นเหล่านี้บรรจุอยู่ในวาระการประชุมของคณะรัฐมนตรีก็เป็นได้

วิธีการจัดการขยะโดยการเผาอาจดูมีเหตุผล ถ้าหากว่าเราหาทางย้ายไปอาศัยบนดาวดวงอื่นได้ (ซึ่งคงทำได้โดยใช้เทคโนโลยีใน “นิยายวิทยาศาสตร์” เท่านั้น)  เราจำเป็นต้องยืนกรานโดยวิธีการแก้ปัญหาแบบ “คืนสู่สามัญ”ซึ่งเราทำให้สามารถอาศัยอยู่ในชุมชนและบนโลกใบนี้อย่างสันติสุข ทั้งการเผาขยะและการทิ้งขยะในแหล่งฝังกลบที่จัดไว้ ต่างกลบเกลื่อนหลักฐานของวิถีชีวิตแบบกินทิ้งกินขว้างที่ไม่อาจยอมรับได้อีกต่อไป โรงงานเผาขยะทุกแห่งทำให้การอภิปรายถกเถียงและพูดคุยเรื่องที่มีความสำคัญเช่นนี้ล่าช้าอย่างน้อยเป็นเวลาถึง 20 ปี

เราคงต้องมองลึกลงไปจึงจะตระหนักได้ถึง “ก้าวที่ถอยหลัง” ของการเผาขยะทั้งในแง่ของเศรษฐศาสตร์ สังคม และสิ่งแวดล้อมและจากมุมมองของการไปสู่สังคมที่มีความยั่งยืน

ผมจะอภิปรายข้อถกเถียงเรื่องการเผาขยะในประเด็นหลัก 7 ประการ คือ  1) การปล่อยสารพิษ 2) การกำจัดเถ้า 3) ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น 4) การสูญเปล่าของพลังงาน 5) การต่อต้านจากสาธารณชน 6) ทางเลือกอื่น ๆ และ 7) ความยั่งยืน

การปล่อยสารพิษ

ก่อนอื่น ผมขอชี้แจงว่าอุตสาหกรรมการเผาขยะได้มีความคืบหน้ามากในการลดปริมาณการปล่อยสารพิษ นับตั้งแต่ทศวรรษ 70, 80 และแม้แต่ต้นทศวรรษ 90  อย่างไรก็ดี การพัฒนานี้ไม่อาจถือเป็นมาตรฐานได้ ตัวอย่าง ที่เห็นได้ชัดเจนเช่นเมื่อเร็ว ๆ นี้เอง ประเทศฝรั่งเศสได้นำปัญหาไดออกซินขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นผลมาจากความจริงที่ว่างานในระบบอุตสาหกรรมมักจะมีความซับซ้อน จึงเป็นไปได้ที่วิธีการแก้ปัญหาอาจจะไม่สมบูรณ์แบบและที่สำคัญไม่ควรที่จะนำไปดำเนินการในประเทศที่กฎหมายไม่เข้มงวดพอ หรือประเทศที่งบประมาณมีไม่เพียงพอสำหรับใช้จ่ายในโครงการขนาดใหญ่ที่มีค่าใช้จ่ายอื่น ๆอีกมากมายเข้ามาเกี่ยวข้อง

นักเคมีส่วนใหญ่มักจะกระพริบตาด้วยความตื่นเต้น เมื่อพบว่ามีสารเคมีมากกว่า 3 ชนิดอยู่ในหลอดทดลอง หน้าที่ของเตาเผาสมัยใหม่ คือ เผาทุกสิ่งทุกอย่างที่สังคมผลิตขึ้นมาในเตาใบใหญ่ใบเดียว ในขณะเดียวกันก็นำพลังงานความร้อนจากการเผาไปผลิตกระแสไฟฟ้าหรือไอน้ำ  จากกระบวนการที่ซับซ้อนนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้น

เกิดก๊าซไฮโดรเจนคลอไรด์

สารประกอบคลอไรด์ส่วนใหญ่ที่อยู่ในขยะจะเปลี่ยนสภาพเป็นก๊าซไฮโดรเจนคลอไรด์ ซึ่งมีสภาพเป็นกรด และเมื่ออยู่ในสภาวะอุณหภูมิสูงก็จะกัดกร่อนโลหะที่ก๊าซสัมผัส แม้ว่าก๊าซไฮโดรเจนคลอไรด์ส่วนใหญ่จะถูกกำจัดโดยใช้เครื่องมือทำความสะอาดก๊าซโดยผ่านให้เข้าสัมผัสกับสารที่มีคุณบัติเป็นด่าง (Alkaline Scrubbing Device) ก่อนที่ไอร้อนจะถูกปล่อยออกจากปล่องเตาเผา แต่กรดก๊าซนี้ได้ทำลายเนื้อวัสดุที่ใช้สร้างเตาเผาไปก่อนแล้ว ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลตรวจสอบบ่อยครั้ง

เกิดกรดไนตริกออกไซด์

ในระหว่างที่เกิดการเผาไหม้ ไนโตรเจนและออกซิเจนในอากาศจะรวมตัวกันเป็นก๊าซไนตริกออกไซด์ แต่เนื่องจากว่า ก๊าซนี้มีสภาวะเป็นกลางจึงไม่สามารถขจัดด้วยวิธีการเดียวกับก๊าซไฮโดรเจนคลอไรด์ อาทิเช่น การใช้ปูนขาว แม้ว่าระบบการฉีดแอมโมเนียหรือยูเรียจะสามารถเปลี่ยนก๊าซไนตริกออกไซด์ให้กลับเป็นไนโตรเจนได้ แต่เป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายสูง (มักนำไปทำปุ๋ย) และมีประสิทธิภาพประมาณร้อยละ 60% เท่านั้น สำหรับก๊าซไนตริกออกไซด์ที่ยังเหลืออยู่จะเปลี่ยนเป็นก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์โดยแสงอาทิตย์ ซึ่งทำให้เกิดหมอกและควันพิษตลอดจนฝนกรด

โลหะที่เป็นพิษจะถูกปล่อยออกมา

ระหว่างการเผาไหม้ โลหะหลายชนิดที่เป็นพิษจะถูกปล่อยออกมาเช่น ตะกั่ว แคดเมียม อาร์เซนิค ปรอท และโครเมียมซึ่งเกิดจากการเผาขยะพวกพลาสติกและอาจออกมาในรูปของผงฝุ่นหรือก๊าซ เมื่อหลุดรอดออกจากปล่องเตาเผา ผงฝุ่นหรือก๊าซเหล่านี้จะไปรวมตัวกันเป็นบริเวณกว้างในสิ่งแวดล้อม ซึ่งแทรกเข้าไปในปอดของมนุษย์และดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว วิธีการกำจัดสารพิษประเภทโลหะที่ออกมากับอากาศเสียที่นิยมใช้กัน คือใช้เครื่องดักจับฝุ่นแบบประจุไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Precipitators) หรือใช้ถุงกรอง (Baghouses) ข้อเสีย ของเครื่องดักจับฝุ่น คือ ไม่สามารถจับฝุ่นที่มีขนาดเล็กมาก ๆ ได้ ในขณะที่ถุงกรองจะมีปัญหาเรื่องการฉีกขาดและการอุดตันซึ่งต้องบำรุงรักษาอย่างระมัดระวัง
การจัดการกับ “ปรอท” สารพิษเจ้าปัญหา เป็นเรื่องยาก

สารพิษที่ก่อให้เกิดปัญหามากที่สุดคือปรอท  ในอุณหภูมิของการเผาไหม้ ปรอทจะมีสภาวะเป็นก๊าซ และหลุดรอดจากเครื่องมือควบคุมมลพิษที่กล่าวไว้ข้างต้น ผลคือการเผาขยะเป็นแหล่งกำเนิดปรอทออกสู่สภาพแวดล้อมตัวฉกาจ  ปัจจุบันนี้โรงงานเผาขยะรุ่นใหม่ได้นำเอาถ่านกัมมันต์ หรือถ่านสังเคราะห์ซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดซับสูง (Activated Carbon) มาใช้เพื่อดูดซึมปรอท แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง และประชาชนอยากรู้ว่าจะมีการใช้วิธีนี้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ เพราะเท่าที่ผมรู้ ไม่มีโรงงานเผาขยะแห่งใดที่ควบคุมการปล่อยของสารพิษได้ตลอดเวลา การกำจัดปรอทก่อให้เกิดคำถามอื่น ๆ ตามมา เช่น เมื่อถูกดูดซึมเข้าไปในถ่านกัมมันต์แล้วปรอทพวกนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป แล้วกากของเถ้าลอยซึ่งเป็นอนุภาคละเอียดของเถ้า ซึ่งลอยไปตามก๊าซหลังเผาไหม้ (Fly Ash ) ล่ะ ?  จะนำถ่านกัมมันต์ที่ใช้แล้วมาใช้อีกครั้งหรือไม่ ถ้าคำตอบคือใช่ แล้วปรอทหายไปไหน?  ถ่านกัมมันต์ที่ใช้แล้วถูกนำมาเผาในเตาเผาหรือไม่ แล้วปรอทอยู่ที่ไหน? เพราะคงไม่สามารถอยู่ในเตาเผาได้ตลอดกาล ถ่านกัมมันต์จะมีผลต่อการชะล้างและคุณสมบัติของเถ้าที่นำไปกำจัดในที่ฝังกลบขยะหรือไม่? ในสภาพอากาศร้อนปรอทจะระเหยออกจากเถ้าได้หรือไม่ ?

ไดออกซิน ฟิวแรน และผลพลอยได้อื่น ๆ ที่เกิดจากการเผาไหม้

หลังจากเกิดอุบัติเหตุในเมืองเซเวโซ ประเทศอิตาลี เมื่อปี พ.ศ.2519 ซึ่งทำให้เกิดสารเคมีที่ชื่อว่า 2,3,7,8-TCDD หรือเรียกทั่วไปว่า ไดออกซิน ฟุ้งกระจายสู่บ้านเรือนประชาชน คีส์ โอลี่และเพื่อนร่วมงาน ในประเทศ เนเธอร์แลนด์ ระบุว่า สารเคมีชนิดเดียวกันนี้ได้ปล่อยออกจากโรงงานเผาขยะ  และยังตรวจพบการปล่อยสารเคมีในกลุ่มไดออกซินตัวอื่น ๆ (มีสารประเภทโพลีคลอริเนเตดไดเบนไซพาราไดออกซินหรือ PCDDs 75 ตัว) รวมทั้งสารในกลุ่มฟูแรน (มีสารประเภทโพลีคลอริเนเตด ไดเบนไซฟูราน หรือ PCDFs อยู่ 135 ตัว) อีกด้วย ข้อโต้แย้งของบริษัทที่ปรึกษาอุตสาหกรรมเตาเผาขยะต่อการค้นพบครั้งนี้ คือ ตราบเท่าที่มี การเดินเครื่องเตาเผาในอุณหภูมิสูง สารในกลุ่มไดออกซินและกลุ่มฟูแรนทุกตัวจะถูกกำจัดไป  อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาพบว่า คำกล่าวอ้างนี้เป็นการบิดเบือนข้อมูล

การเกิดไดออกซินหลังจากการเผาไหม้

ในการประชุมระดับนานาชาติเรื่องไดออกซิน  ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองเบรุต ประเทศเยอรมนี ในปี พ.ศ.2528 มีการเปิดเผยเหตุผลที่ว่า เหตุใดที่ระดับอุณหภูมิสูงเพียงอย่างเดียวไม่ อาจแก้ไขปัญหาไดออกซินได้ ผู้เข้าร่วมประชุม 2 กลุ่มชี้ให้เห็นว่า ไดออกซินสามารถก่อตัวขึ้นใหม่หลังจากไอร้อน ลอยออกมาจากห้องเผาไหม้   ปัจจุบันนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า ในกรณีที่ไอร้อนจากเตาเผาถูกนำมาผ่านอุปกรณ์ควบคุมมลพิษซึ่งทำงานในอุณหภูมิระดับ 200-400 องศาเซลเซียส การก่อตัวของไดออกซินและฟูแรนจะเพิ่มขึ้นกว่า 100 เท่า  กลวิธีในการลดการก่อตัวของไดออกซินหลังจากการเผาไหม้ คือ จะต้องนำไอร้อนไปทำให้เย็นลงทันที หลังจากลอยออกมาจากห้องเผาไหม้ แต่ทว่า วิธีการนี้ ขัดแย้งกับเป้าหมายในการผลิตกระแสไฟฟ้า เพราะในการผลิตกระแสไฟฟ้านั้นจะต้องปล่อยไอร้อนเข้าไปในหม้อต้มน้ำเพื่อทำให้เกิดไอน้ำที่เป็นตัวขับเคลื่อนกังหันให้หมุน ซึ่งหมายความว่า ช่วงเวลาในการนำไอร้อน มาทำให้เย็นลงต้องล่าช้าออกไป

ปัญหาไดออกซินในเถ้าลอย

หากไม่ใช้วิธีการนำไอร้อนไปทำให้เย็นลงทันที เถ้าลอยซึ่งสะสมอยู่ ในเครื่องชะจับ (Scrabber) จะมีไดออกซินและฟูแรนปนเปื้อนอยู่ ในขณะที่ บางคนมีความเห็นแย้งว่า โรงงานเผาขยะสมัยใหม่สามารถกำจัดไดออกซินและฟูแรนได้อย่างหมดจด  ผมคิดว่าคำกล่าวนี้คงเชื่อถือได้หากว่าปริมาณไดออกซิน ในขยะอยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งหมายถึงว่ารวมปริมาณไดออกซินในเถ้าลอยและเถ้าก้นเตาเข้าไปด้วยแล้ว  แต่อันที่จริง อาจมีปริมาณไดออกซินในเถ้าลอยมากกว่าในการฟุ้งกระจายที่ออกจากปล่องเตาเผาเป็นร้อยๆ เท่าทีเดียว

อย่างไรก็ตาม  เมื่อเร็วๆ นี้  หน่วยงานของรัฐโดยเฉพาะองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่ง สหรัฐอเมริกา (US EPA) ยังเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เกี่ยวกับเรื่องไดออกซินและฟิวรานที่ตกค้างอยู่ในเถ้าลอย  ทั้งที่ในบางครั้ง จะมีการนำส่วนผสมของเถ้า (ทั้งเถ้าก้นเตาและเถ้าลอย) ไปใช้ฝังกลบขยะก็ตาม ในทางตรงกันข้ามที่ประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากมีการตื่นตัวสูงเรื่อง ไดออกซิน  รัฐบาลญี่ปุ่นจึงประกาศออกมาในปี พ.ศ.2540 ว่าได้มีการจำกัดปริมาณไดออกซินที่ปล่อยจากปล่องเตาเผา (ปริมาณของไดออกซินที่อยู่ใน อากาศ, เถ้าลอย และเถ้าธรรมดา) ให้อยู่ที่ระดับ 5 ไมโครกรัม I-TEQ ต่อขยะ ที่นำมาเผาจำนวน 1 เมตริกตัน
ตามที่ได้มีการนำเสนอเรื่องไดออกซินในงานไดออกซิน’ 97 ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองอินเดียนาโพลิส มีการนำเถ้าลอยที่เป็นผลผลิตจากโรงงานเผาขยะในประเทศญี่ปุ่นมาพิสูจน์ แสดงให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายในการเผาขยะต้องเพิ่มสูงขึ้นไปอีก

ไม่มีการควบคุมตรวจสอบไดออกซินอย่างต่อเนื่อง

แม้มีการตื่นตัวเพื่อลดปริมาณการปล่อย ไดออกซิน แต่ก็ยังยากที่จะรับรองต่อสาธารณชนได้ว่าการปล่อยนั้นมีปริมาณไดออกซินในระดับต่ำ  เพราะยัง ไม่มีอุปกรณ์ใดในโลกสามารถควบคุมตรวจสอบไดออกซินและฟูแรนได้ต่อเนื่องตลอดเวลา  แต่กลับต้องขึ้น อยู่กับการวัดในแต่ละจุด ซึ่งมักจะมีการแจ้งให้ผู้เดินเครื่องโรงงานเผาขยะทราบล่วงหน้าว่าจะมีการไป ตรวจสอบในวันนั้น ๆ  แทบจะไม่เกินปีละ 1 ครั้ง

เท่าที่ทราบ มีโรงงานเผาขยะเพียงไม่กี่แห่งที่ได้รับ การตรวจวัดเกินกว่า 1 ครั้งตลอดอายุการใช้งาน  ดังนั้น แม้ว่าเตาเผาได้รับการออกแบบมาอย่างเยี่ยมยอดเพียงไร ประชาชนยังไม่มีอิสระพอที่จะรู้ได้ว่า การเดินเครื่องดำเนินไปอย่างถูกต้องเพียงใด การบำรุงรักษาและการตรวจสอบเป็นอย่างไร ตลอดช่วงอายุการใช้งาน 20 ปี หรือมากกว่านั้น ตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องนี้ คือ โรงงานเผาขยะในเมืองอินเดียนาโพลิส ซึ่งเปิดเดินเครื่องเมื่อปลายปี พ.ศ. 2531 จากการตรวจสอบอย่างไม่ลดละของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมท้องถิ่น ปรากฏว่าในช่วง 2 ปีแรกของการเดินเครื่อง มีการฝ่าฝืนข้อกำหนดในใบอนุญาตมากกว่า 6000 ครั้ง รวมทั้งไม่ติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมมลพิษ จำนวน 18 ครั้ง นอกจากนี้ ท่อของหม้อน้ำขัดข้องถึง 27 ครั้ง ภายใน 1 ปี  ไม่มีใครรู้ว่าปริมาณไดออกซินที่แพร่กระจายออกไปจะเป็นอย่างไร

จากเหตุการณ์เหล่านี้  พูดสั้น ๆ คือ  ในประเทศต่าง ๆ ส่วนใหญ่แล้ว ทั้งมาตรการหรือตัวอุตสาหกรรมเองต่างก็ไม่สามารถตรวจสอบหรือควบคุมปริมาณไดออกซินได้อย่างจริงจัง ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ มีการสร้างโรงงานเผาขยะในประเทศทางตอนใต้และยุโรปตะวันออก ซึ่งมาตรการในการควบคุมต่ำมาก และไม่มีโรงงานเผาขยะแห่งใดเลยที่มีการควบคุมตรวจสอบไดออกซิน แม้แต่เฉพาะจุดก็ตาม

ความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับระดับไดออกซินในปัจจุบัน

ที่ต้องนำเรื่องปริมาณการปล่อยไดออกซินมาพิจารณา เนื่องจากประชาชนมีความวิตกกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับปริมาณของไดออกซินที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อม อาทิ เช่น ในอากาศและร่างกายของเรา  ความวิตกกังวลนี้เกิดขึ้นเนื่องจากความจริงที่ว่า สารเคมีที่เราได้รับเข้าไปในร่างกายในปริมาณสูงสุดนั้นมาจากอาหารที่เรารับประทานและจะส่งต่อไปยังทารกในครรภ์ ในขณะที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของวงการอุตสาหกรรมเตาเผาขยะมักจะออกมาโต้แย้งบ่อย ๆ ว่า ปริมาณการปล่อยไดออกซินอยู่ในระดับต่ำ (โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับสารก่อมลพิษตัวอื่น ๆ)  ข้อโต้กลับคือ  ไดออกซิน แม้ในระดับ 1 ส่วนในพันล้านส่วน ส่งผลกระทบกับฮอร์โมนหลายชนิดซึ่งมีหน้าที่ต่าง ๆ กันในร่างกาย ผลการศึกษาที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากเปิดเผยขึ้นในปี พ.ศ.2535  เมื่อนักวิทยาศาสตร์ ชาวฮอลแลนด์ค้นพบว่า แม้แต่ ไดออกซินที่มีอยู่เดิมในสิ่งแวดล้อมก็สามารถเข้าไปเป็นอันตรายต่อต่อม ไทรอยด์ซึ่งมีหน้าที่ในการเผาผลาญ ของเด็กอ่อนวัย 1 สัปดาห์ได้

ไดออกซินเข้าไปปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหารได้ง่ายมาก

ไดออกซินที่ถูกปล่อยออกมาจากปล่องโรงงานเผาขยะ/โรงไฟฟ้าขยะ ไม่ว่าจะในปริมาณมากเพราะการเดินเครื่องไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ หรือในปริมาณน้อย หากว่าการเดินเครื่องมีประสิทธิภาพสูง ต่างก็พร้อมที่จะเข้าไปปนเปื้อนในสัตว์กินหญ้าและสัตว์น้ำประเภทปลาได้ทั้งสิ้น  เมื่อปี พ.ศ. 2529 ผมและทอม เวบสเตอร์ ร่วมกันคำนวณหาปริมาณของไดออกซินที่ปนเปื้อนในนม 1 ลิตร พบว่ามีมากเท่ากับ ที่มนุษย์ได้รับผ่านทางการสูดอากาศเข้าไปเมื่อหายใจอยู่ข้าง ๆ วัวเป็นเวลาถึง 8 เดือน ผลการคำนวณครั้งล่าสุด ชี้ให้เห็นว่าใน 1 วัน วัวที่กินหญ้าจะได้รับไดออกซินเข้าสู่ร่างกาย (จากที่ปนเปื้อน อยู่ตามยอดหญ้า)  ในปริมาณเท่ากับที่มนุษย์จะได้รับจากการหายใจอยู่ข้าง ๆ วัวตัวนั้น เป็นเวลา 14 ปี

นี่ไม่ใช่ข้อมูลทางวิชาการเพียงเท่านั้น ในปี พ.ศ. 2532 ฟาร์มโคนมจำนวน 16 ฟาร์ม ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ลมของโรงงานเผาขยะขนาดใหญ่ในเมืองรอทเทนแดมถูกสั่งระงับมิให้จำหน่ายผลิตภัณฑ์นม เพราะมีไดออกซินปนเปื้อนในระดับสูงกว่าที่อื่น ๆ ในเนเธอร์แลนด์ ถึง 3 เท่า  สถานการณ์นี้ดำเนินอยู่จนกระทั่งปี พ.ศ.2538 จึงได้สิ้นสุดลง เนื่องจากมีการยกเครื่องเตาเผาครั้งใหญ่ ไม่เช่นนั้นแล้วคงยังแก้ปัญหาไม่ได้จนบัดนี้ เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2541 โรงงานเผาขยะในเมืองลิซเล ประเทศฝรั่งเศส จำนวน 3 เครื่องต้องหยุดเดินเครื่อง  เนื่องจากมีไดออกซินปนเปื้อนในนมซึ่งผลิตจากฟาร์มที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ลมของเตาเผา  ในปริมาณมากกว่าระดับที่อนุญาตให้จำหน่ายได้ถึง 3 เท่า  (5 ส่วนต่อล้านส่วน TEQ ในไขมันนม)

ไอร์แลนด์เป็นประเทศที่แสดงให้เห็นว่าโรงงานเผาขยะได้ทำให้เกิดมลพิษไดออกซินในระดับมหาศาลเพียงใด

รายงานจากประเทศไอร์แลนด์ชี้ให้เห็นว่า การปนเปื้อนของไดออกซินในนมที่ผลิต ในกลุ่มประเทศยุโรปมีปริมาณสูงมาก ดร.คริสโตเฟอร์ แรพเป ได้วิเคราะห์ตัวอย่างนมจากเมืองต่าง ๆ ในไอร์แลนด์ พบว่าการปนเปื้อนของไดออกซิน อยู่ในช่วง 0.12-0.51 ส่วนต่อพันล้านส่วน I-TEQ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 0.23 ส่วนต่อพันล้านส่วน ซึ่งต่ำกว่าปริมาณที่ตรวจพบ ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เยอรมนี ฮอลแลนด์ ฝรั่งเศส และอังกฤษ  ในความเห็นของผมคิดว่าเป็นเพราะไม่มีการสร้างโรงงานเผาขยะในประเทศไอร์แลนด์นั่นเอง

ความก้าวหน้าในประเทศหนึ่งไม่ได้แปลว่าจะต้องประสบผลสำเร็จในอีกประเทศหนึ่งเสมอไป

ครั้งแล้วครั้งเล่า จะมีรายงานข่าวว่าประเทศนั้นประเทศนี้ หรือโรงงานเผาขยะแห่งโน้นแห่งนี้สามารถควบคุมการปล่อยไดออกซินอย่างได้ผลเพื่อที่จะส่งเสริมให้มีการสร้างโรงงานเผาขยะในประเทศต่าง ๆ ซึ่งในประเทศ นั้น ๆ คนควบคุมเตาเผา อาจไม่รอบคอบพอหรือมาตรการในการควบคุมไม่เข้มงวดพอ

ตัวอย่างเช่นเมื่อบริษัทที่ปรึกษาและนักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดนประกาศต่อโลกว่า สวีเดนสามารถแก้ปัญหาการปล่อยไดออกซินได้แล้ว  หลังจากนั้น อีกนานทีเดียวกว่าที่จะมีการสร้างโรงงานเผาขยะขึ้นในสหรัฐอเมริกา ซึ่งปรากฏว่ามีปัญหาการปล่อยไดออกซินในปริมาณสูงมาก  อย่างเช่น  โรงงานเผาขยะในเมือง นอร์ฟอล์ค รัฐเวอร์จิเนีย  ซึ่งเผาขยะวันละ 2000 ตัน  มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 ถูกตรวจพบว่าปล่อยไดออกซิน ออกมาในปริมาณมากกว่าไดออกซินที่เกิดจากการจราจร  โรงงานเผาขยะ โรงงานอุตสาหกรรมและแหล่งอื่นๆ ในประเทศสวีเดน  เยอรมนี  และเนเธอร์แลนด์รวมกันเสียอีก(ประมาณ 2000 กรัมต่อปี)

การให้ความสนใจกับการควบคุมไดออกซินที่ปลายปล่องโรงเผาขยะ/โรงไฟฟ้าขยะไม่อาจจะแก้ปัญหาการปนเปื้อนไดออกซินในสิ่งแวดล้อมได้

ไม่ว่าคุณจะยอมรับความจำเป็นที่จะต้องมีโรงงานเผาขยะหรือไม่  แต่คุณคงต้องปรบมือให้กับความสำเร็จของผู้พยายามลดปริมาณการปล่อยไดออกซินที่ออกมาจากโรงงานเผาขยะ  อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่ว่านี้ไม่สามารถแก้ปัญหาที่ขยะก่อขึ้นได้  ตราบเท่าที่ยังมีพลาสติกที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ เช่น พีวีซีและโพลีไวนิลไดคลอไรด์ (PVDC) ปะปนอยู่ในขยะ  ซึ่งไดออกซินและฟูแรนพร้อมจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อที่มีการเผาขยะ ไม่ว่าจะเป็นการเผาขยะที่สนามหลังบ้านของคุณ, การเผาขยะที่ที่ทิ้งขยะ  การเผาสิ่งของตามริมถนน และอุบัติเหตุไฟไหม้บ้าน, สำนักงานหรือโรงงานอุตสาหกรรม

การลดปริมาณการปล่อยไดออกซินที่ออกมาจากโรงงานเผาขยะในประเทศซีกโลกเหนือไม่อาจทำให้เราพอใจกับการปนเปื้อนของไดออกซินซึ่งเกิดจากการสร้างโรงงานเผาขยะคุณภาพต่ำในประเทศซีกโลกใต้ได้ รวมทั้งการปนเปื้อนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการเผาขยะในประเทศทั้งทางเหนือและทางใต้ ทั้งในส่วนที่เกิดขึ้นอย่างตั้งใจและโดยบังเอิญ  ในทัศนะของผม  ปัญหาไดออกซินจะแก้ไขได้โดยการหยุดใช้พลาสติกที่มีคลอรีนเป็นองค์ประกอบ และคลอไรด์ในทางอุตสาหกรรมเท่านั้น

การเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพื่อลดปริมาณสารก่อมลพิษชนิดหนึ่งอาจนำไปสู่การเพิ่มปริมาณสารก่อมลพิษอีกชนิดหนึ่งได้

วงการอุตสาหกรรมการเผาขยะมีการปรับปรุงในเรื่องการปล่อยมลพิษทางอากาศ การค้นพบทางวิทยาศาสตร์และด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ก่อให้เกิดอุปกรณ์ควบคุมมลพิษรุ่นใหม่ๆ  และการเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยให้แก่โรงงานเผาขยะ  เมื่อมีการลงทุนและสร้างโรงงานเผาขยะ เราก็มักจะคาดหวังว่าโรงงานเผาขยะจะมีอายุการใช้งานได้อย่างน้อย 20 ปี  อย่างไรก็ตาม โรงงานเผาขยะที่เดินเครื่องกันอยู่ทุกวันนี้แตกต่างจากที่เคยสร้างกันมาเมื่อ 20 ปีก่อน  และเราอาจเดาได้ว่าเครื่องที่จะสร้างในอีก 20 ปีต่อจากนี้  คงจะแตกต่างกว่าที่เดินเครื่องกันอยู่ทุกวันนี้เช่นกัน

เรื่องที่ยุ่งยากคือ วิธีแก้ปัญหามลพิษชนิดหนึ่งอาจทำให้ปัญหาเกี่ยวกับสารก่อมลพิษอีกชนิดหนึ่ง เลวร้ายยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น การเพิ่มอุณหภูมิในเตาเผาและการเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาไหม้เพื่อลดปัญหาไดออกซิน ทำให้เกิดก๊าซไนตริกออกไซด์และสารโลหะหนักที่เป็นพิษในปริมาณมากขึ้น รวมทั้งควบคุมปรอทได้น้อยลง (ดูดซึมปรอทได้น้อยลง)  การดักจับพลังงานผ่านหม้อต้มน้ำ และการใช้เครื่องดักจับฝุ่นแบบ ประจุไฟฟ้าสถิตย์  ทำให้เกิดไดออกซินหลังการเผาไหม้มากขึ้น  การใช้ปูนขาวและถุงกรองทำให้เกิดเถ้าลอยที่เป็นพิษ

สาธารณชนต้องใช้ชีวิตอยู่กับการทดลองแบบนี้ไปอีกหลายปี และมีแนวโน้มว่าจะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ  อาทิเช่น  ในปี พ.ศ.2536 ประชาชนในเมือง โคลัมบัส รัฐโอไฮโอ ซึ่งเกิดตื่นตัวกันขึ้นกับรายงานสั้น ๆ ในเรื่อง การเจ็บป่วยและอาการวิตกกังวลที่ไม่ค่อยพบเห็น รวมทั้งโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นกับผู้คนในละแวกใกล้เคียงกับ โรงงานเผาขยะขนาดใหญ่ซึ่งรองรับขยะได้ 2000 ตันต่อวัน  ค้นพบว่าค่าของไดออกซินที่ปล่อยออกมา จากเตาเผาในแต่ละปีซึ่งวัดในปี พ.ศ.2535 แต่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณชน อยู่ในระดับเกือบ 1000 กรัม TEQs ซึ่งมากกว่าปริมาณรวมของไดออกซินที่เกิดขึ้นในเยอรมนีในขณะนั้น

ยิ่งไปกว่านั้น  สาธารณชนต้องตกตะลึงกับข่าวอีก 2 เรื่อง  คือ เรื่องแรก นักวิทยาศาสตร์จากองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกาได้รายงานในงานไดออกซิน 93 ว่า  ปริมาณของไดออกซิน ที่เกิดจากโรงงานเผาขยะทุกแห่งในสหรัฐอเมริการวมกัน (ประมาณ 130 เครื่อง) อยู่ในช่วงระหว่าง 60 – 200 กรัม TEQs ซึ่งน้อยกว่าที่โรงงานเผาขยะที่โคลัมบัสแห่งเดียวผลิตออกมา  เรื่องที่ 2 คือ กรมสุขภาพ แห่งรัฐโอไฮโอ รายงานว่าปริมาณของไดออกซินในระดับ 1000 กรัม (ราว 1.5 เท่าของอุบัติเหตุที่เซเวโซ)  ซึ่งแพร่กระจายสู่ประชาชนและสิ่งแวดล้อมนั้น ไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพแต่อย่างใด

ในอังกฤษ เจ้าหน้าที่ออกมายอมรับว่าโรงงานเผาขยะที่เดินเครื่องในช่วงทศวรรษ 70, 80 และต้นทศวรรษ 90 ไม่ได้มาตรฐานตามข้อกำหนดฉบับใหม่ของยุโรปเกี่ยวกับไดออกซินหากว่าไม่ได้ยกเครื่องใหม่

โรงงานเผาขยะเหล่านี้นั่นเองที่เป็นตัวการปล่อยไดออกซินออกสู่สภาพแวดล้อม รวมทั้ง เข้าไปปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์นม  เราได้รับทราบไปแล้วว่าระดับเฉลี่ยของไดออกซินที่ปนเปื้อนในนมของประเทศอังกฤษมีค่าสูงกว่าของประเทศไอร์แลนด์ แทนที่จะกล่าวคำขอโทษต่อประชาชนในการสร้างมลพิษให้เกิดขึ้นกับแหล่งผลิตอาหาร รัฐบาลอังกฤษกลับเสนอให้ก่อสร้างเตาเผาเพิ่มขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกเกี่ยวกับการผลิตพลังงาน

การกำจัดเถ้า

การเผาขยะจะทำให้เกิดเถ้า 2 ประเภท คือ  เถ้าก้นเตา (Bottom Ash) ซึ่งจะตกลงไปรวมตัวกันในตะแกรงเหล็ก (ประมาณร้อยละ 90 ของปริมาณขี้เถ้าทั้งหมด)  และเถ้าลอย (Fly Ash) ซึ่งเป็นวัตถุที่เบามาก และจะสะสมกันอยู่ในหม้อต้มน้ำ เครื่องถ่ายเทความร้อนและอุปกรณ์ควบคุมมลพิษทางอากาศ  ตราบเท่าที่ยังมีการวิตกกังวลเรื่องสารโลหะหนักที่เป็นพิษ  ความจริงทางเคมี คือ ยิ่งควบคุมมลพิษทางอากาศได้ดีเพียงใดเถ้าลอยจะมีอันตรายมากขึ้นเท่านั้น

อันตรายจากเถ้าลอยมักไม่ค่อยเป็นที่รับรู้

ในบางประเทศที่กฎหมายมีประสิทธิภาพพอ เช่น แคนาดา และเยอรมนี  เถ้าลอยถือว่าเป็นสารที่มีพิษมากและจะส่งไปทิ้งในที่ฝังกลบขยะที่จัดไว้สำหรับขยะประเภทมีพิษ ในประเทศญี่ปุ่น กฎหมายที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน มีแนวโน้มว่าจะผลักดันให้มีการพิสูจน์และตรวจสอบเถ้าลอย  อย่างไรก็ตาม ในประเทศอื่น ๆ ส่วนใหญ่อันตรายจากเถ้าลอยมักจะไม่ค่อยเป็นที่รับรู้ เนื่องจาก
เถ้าลอยมักจะรวมอยู่กับเถ้าก้นเตาก่อนนำไปทดสอบและกำจัด

ไม่ได้ตรวจสอบในลักษณะเดียวกับสารพิษ

เช่น สารโลหะหนักและไดออกซินในเถ้า แต่ตรวจสอบ เพียงแค่ดูว่ามีอะไรออกมาจากขี้เถ้าบ้างระหว่างการทดสอบน้ำชะละลายขยะ (leachate test)

มีปูนขาวเข้ามาผสมในเถ้าระหว่างการทดสอบน้ำชะละลายขยะ

สาเหตุทั้ง 3 ข้อนี้ เป็นสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา จากสถานการณ์เหล่านี้ ผมคิดว่า คงจะไม่มีการเตือนให้ทั้งคนงานและชาวบ้านในชุมชนตระหนักถึงอันตรายที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสกับเถ้าโดยตรง ยิ่งไปกว่านั้นในบางประเทศ มักนำขี้เถ้าไปกำจัดโดยใช้วิธีดึกดำบรรพ์ ซึ่งอาจเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ถ้ามองในแง่สิ่งแวดล้อมแล้วไม่น่าพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง  ตัวอย่างเช่น ในประเทศเนเธอร์แลนด์ ในช่วงปี พ.ศ.2537 มีการนำเถ้าลอยไปทำเป็นยางมะตอยถึงร้อยละ 35  ในสหรัฐอเมริกา  ส่วนผสมของเถ้าทั้งเถ้าลอยและเถ้าก้นเตา จะนำไปทิ้งในที่ทิ้งขยะโดยรวมอยู่กับขยะประเภทอินทรีย์สาร และนำไปใช้ฝังกลบขยะในหลาย ๆ ที่  นอกจากนี้ ยังมีการนำเถ้าลอยไปผลิตคอนกรีต โดยไม่มีการเขียนเตือนบนฉลากว่ามีส่วนประกอบของสารโลหะหนักที่เป็นพิษแต่อย่างใด

เถ้าคือปัญหาที่ไม่มีทางแก้ของอุตสาหกรรมเผาขยะ

ในกรณีที่จัดการกับเถ้าได้อย่างเหมาะสม ค่าใช้จ่ายในการเผาขยะจะสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาสำหรับทุกชุมชน ไม่เว้นแม้แต่ชุมชนที่มีรายได้สูง และหากว่าจัดการกับเถ้าไม่ได้แล้ว จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

โรงงานเผาขยะ/โรงไฟฟ้าขยะมีค่าใช้จ่ายสูงมากจนน่ากลัว

เมื่อมีการต่อต้านข้อเสนอการสร้างโรงงานเผาขยะขนาดเล็ก (เผาขยะได้ในปริมาณ 200 ตันต่อวัน) ในชุมชนของเราทางตอนเหนือของมลรัฐนิวยอร์ค (เซนต์ลอเรนซ์ เคาน์ตี้) ในปี  พ.ศ.2523 เงินลงทุนได้เพิ่มขึ้นเป็น 34 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 850 ล้านบาทในขณะนั้น)  บริษัทเงินทุนมูดีส์ได้คำนวณว่าค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม (ค่าใช้จ่ายที่ผลักให้ลูกค้ารับผิดชอบซึ่งคือค่าขนส่งขยะ 1 ตัน ไปยังเตาเผา) ตกประมาณ 180 บาท(ราคาปัจจุบันจะเป็น 7200 บาท) ต่อตัน  ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มนี้เอง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรงงานเผาขยะในสหรัฐอเมริกาต้องลดขนาดลงเหลือเพียงรองรับขยะได้ 750 ตันต่อวัน

ในปี พ.ศ.2526 มีการสร้างโรงงานเผาขนาดรองรับขยะ1500 ตันต่อวันขึ้นในเมืองนอร์ธแอนโคเวอร์  ซึ่งติดตั้งเครื่องดักจับฝุ่นเพียง 3 ตัว มีราคาประมาณ 190 ล้านเหรียญสหรัฐ (4,750 ล้านบาทในขณะนั้น)  โดยมีค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มอยู่ที่ 2,375 บาทต่อตัน  แต่อาจเพิ่มขึ้นเป็น 5,000 บาทต่อตันหากมีการติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมมลพิษตัวใหม่ ตัวอย่างเช่น ค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มของโรงงานเผาขยะขนาดรองรับขยะ 1000 ตันต่อวัน ในเมืองโซราคิวส์ ซึ่งเปิดเดินเครื่องเมื่อปี พ.ศ. 2537 ตกราว 178 ล้านเหรียญสหรัฐ  (ราว 7,120 ล้านบาท) เนื่องจากมีการติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมมลพิษรุ่นใหม่ล่าสุด

ค่าใช้จ่ายของโรงงานเผาขนาดรองรับขยะ 2000 ตันต่อวัน ซึ่งเดินเครื่องอยู่ใกล้ ๆ เมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในปี พ.ศ.2538  สูงถึง 600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 24,000 ล้านบาท) โดยครึ่งหนึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในส่วนของอุปกรณ์ควบคุมมลพิษ และยังมีรายงานจากประเทศเยอรมนีอีกว่าค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มของโรงงานเผาขยะในประเทศนั้นมีจำนวนสูงมาก

ลงทุนด้วยเงินจำนวนมหาศาล แต่การสร้างงานมีน้อยมาก

เงินส่วนใหญ่ในการลงทุนมักใช้ไปในการจัดหาอุปกรณ์ที่ซับซ้อน นอกเหนือจากงานก่อสร้างตัวโรงงงานเผาขยะแล้ว  งานประจำที่จะเกิดขึ้นต่อไปมีน้อยมาก โรงงานเผาขยะขนาดใหญ่อาจจ้างคนงานได้ประมาณ 100 คน  แต่หากว่าชุมชนใช้ความพยายามในการคัดแยกขยะ  การนำวัสดุที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่  การซ่อมแซม  การหมุนเวียนใช้ใหม่  และการนำขยะ ไปทำปุ๋ยหมัก  จะเกิดการสร้างงานขึ้นมากมาย  ทั้งในส่วนของการจัดการกับขยะซึ่งเป็นระดับปฐมภูมิ  และในระดับทุติยภูมิคือวงการอุตสาหกรรมที่นำขยะไปผ่านกระบวนการผลิตอีกครั้งหนึ่ง

เงินส่วนใหญ่ที่นำไปใช้ในการสร้างโรงงานเผาขยะ/โรงไฟฟ้าขยะมักไหลออกจากชุมชน

บริษัทวิศวกรรมขนาดใหญ่ ที่เป็นผู้ก่อสร้างโรงงานเผาขยะไม่ได้ตั้งอยู่ในชุมชนนั้น ๆ และเงินลงทุนส่วนใหญ่จึงไหลออกจากชุมชน (หรือไหลออกนอกประเทศในกรณีที่เป็นบริษัทต่างชาติ)  ในทางตรงกันข้าม หากนำเงินไปลงทุนในการใช้เทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อน ซึ่งเป็นทางเลือกอื่น ๆ ในการจัดการกับขยะ เงินเหล่านั้นก็จะยังคงหมุนเวียนอยู่ในชุมชนนั้นและสร้างงาน พร้อมทั้งพัฒนาชุมชนในรูปแบบอื่น ๆ ต่อไป

เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างสูญเปล่า

เศรษฐกิจที่กำลังพัฒนาอาจได้รับผลกระทบ  หากโอกาสในการสร้างงานในท้องถิ่นต้องลดลง ในปี พ.ศ. 2540  รัฐบาลฟิลิปปินส์ดำเนินการพิจารณาข้อเสนอการสร้างโรงงานเผาขยะขนาดใหญ่จำนวน 3 แห่งในกรุงมะนิลา (และอีก 7 เครื่อง นอกกรุงมะนิลา)  บริษัทโวลันด์จากประเทศเดนมาร์คยื่นข้อเสนอสร้างโรงงานเผาขยะขนาดรองรับขยะได้ 1300 ตันต่อวัน ในบริเวณที่ฝังกลบขยะเดิมที่เรียกว่า สโมคกี้เมาน์เทน เพื่อเผาขยะประเภทพลาสติกซึ่งจะขุดมาจากแหล่งฝังกลบขยะดังกล่าว  ส่วนบริษัทอ็อกเด็น จากประเทศสหรัฐอเมริกา เสนอให้สร้างโรงงานเผาขยะขนาดเผาขยะ 2000 ตันต่อวัน ที่แหล่งฝังกลบขยะที่เรียกว่า คาร์โมนา ซึ่งอยู่ชานกรุงมะนิลา  ในขณะที่บริษัทร่วมทุนสวีเดนเอเซียบราวน์ แอนด์โบเวอรี่(ABB) เสนอให้สร้างโรงงานเผาขยะขนาดรองรับขยะ 4500 ตันต่อวัน  (ซึ่งจะเป็นโรงงานเผาขยะขนาดใหญ่ที่สุดในโลก) ที่แหล่งฝังกลบขยะที่เรียกว่า ชานมาทิโอ

คงเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดใจทีเดียวที่จะต้องเห็นเงินจากภาษีของเราจำนวนมหาศาลถูกนำไปใช้จ่ายอย่างสิ้นเปลืองเพื่อการลงทุนนี้  ในขณะที่การพัฒนาโครงการหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ และการนำขยะไปทำปุ๋ยหมักในเมืองบารานเกย์ส์ ขาดแคลนงบประมาณและการสนับสนุนจากรัฐบาล ความจริงเหล่านี้มักถูกปิดบังไม่ให้ประชาชนผู้เสียภาษีอากรรับรู้ เพราะโครงการสร้างโรงงานเผาขยะชอบโฆษณาว่าสร้างด้วย “เงินทุนส่วนตัว”  รวมทั้งการโหมประชาสัมพันธ์เรื่อง “โรงไฟฟ้าขยะ” ยิ่งทำให้ประชาชนเข้าใจว่าตนเองคงไม่ต้องเสียเงินทองในเรื่องการสร้างโรงงานเผาขยะแต่อย่างใด ซึ่งอันที่จริงนอกจากเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้มาจากการขายพลังงานที่ผลิตได้ เงินลงทุนส่วนใหญ่ (รวมทั้งกำไร) ก็ต้องเรียกคืนกลับมาในรูปของค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม  ซึ่งมาจากกระเป๋าของประชาชนทุกคนนั่นเอง

ประชาชนผู้เสียภาษีอากรมักจะได้ทราบความจริงก็ต่อเมื่อสายเกินไปแล้ว

เพื่อที่จะได้เงินในส่วนที่ลงทุนกลับคืนมา บริษัทผู้สร้างโรงงานเผาขยะมักจะทำสัญญากับคณะกรรมการในชุมชนว่า จะมีการขนส่งขยะไปยังเตาเผาในระยะเวลาที่กำหนด ในการนี้คณะกรรมการฯ จะต้องเซ็นสัญญาที่เรียกว่า “ส่งและจ่าย” (put or pay) ซึ่งจะผูกมัดให้ชุมชนต้องส่งขยะไปเผาในแต่ละเดือน แต่ละปี ในปริมาณที่กำหนดไว้  และหากทำไม่ได้ตามนั้นก็ต้องจ่ายเงินอยู่นั่นเอง

ในสหรัฐอเมริกา การควบคุมเส้นทางการขนส่งถือว่าผิดกฎหมาย ในสหรัฐอเมริกา ศาลฎีกาได้ขัดขวางระบบนี้ด้วยการออกกฎว่า  การควบคุมเส้นทางการขนส่งรถขนขยะถือว่าผิดกฎหมาย  โดยอ้างว่าเป็นการเข้าไปวุ่นวายกับ “กิจการเชิงพาณิชย์ภายในรัฐ” กล่าวสั้น ๆ คือ ปัจจุบันนี้รถขนขยะได้รับอนุญาตให้นำขยะไปที่ไหนก็ได้ที่ต้องการ  ผลก็คือ ในหลายต่อหลายรัฐจะมีรถขนขยะจำนวนมากนำขยะไปทิ้งยังที่ทิ้งขยะที่ห่างไกลที่มีค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มต่ำ 

ตัวอย่างเช่น  ในปี พ.ศ. 2541 ราคาค่ากำจัดขยะในท้องตลาดของรัฐแมสซาชูเสทท์ตกราว 45 เหรียญต่อตัน  ซึ่งนั่นหมายถึงว่า เตาเผาเครื่องอื่น ๆ เช่น โรงงานเผาขยะที่เมืองนอร์ธแอนโดเวอร์ ที่มีค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มอยู่ที่ 95 เหรียญต่อตัน  ต้องประสบปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรง  ในรัฐนิวเจอร์ซี นักการเมืองกำลังกระวนกระวายใจว่าจะหาเงินมาชดใช้หนี้จำนวน 1.6 ล้านล้านเหรียญที่เกิดจากการก่อสร้างโรงงานเผาขยะจำนวน 5 แห่งได้อย่างไร  (รัฐนิวเจอร์ซีต้องการสร้างโรงงานเผาขยะทั้งหมด 22 แห่ง)  และนอกจากนี้เตาเผาแต่ละเครื่องก็ไม่ได้รับขยะรวมทั้งรายได้ตามที่คาดการณ์ไว้  ประเด็นที่ถกเถียงกันในตอนนี้ คือใครจะเป็นผู้รับผิดชอบหนี้จำนวนมหาศาลนี้ ชุมชนที่ดำเนินการเตาเผาชุมชนที่ใช้บริการหรือรัฐทั้งรัฐโดยรวม

การเผาขยะคือการสูญเปล่าของพลังงาน

โรงงานไฟฟ้าขยะไม่ใช่พลังงานหมุนเวียน

ผมยอมรับว่าโรงงานเผาขยะสมัยใหม่สามารถนำไปใช้ผลิตน้ำร้อน ไอน้ำและ/หรือกระแสไฟฟ้าได้จริง  ขยะในประเทศอุตสาหกรรมมีปริมาณของกระดาษ และพลาสติกมากพอที่จะนำไปใช้เผาโดยไม่ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงอื่น ๆ  แต่เนื่องจากว่า มีชุมชนเพียงไม่กี่แห่งที่จะนำขยะจากที่ทิ้งขยะไปเผาเพื่อผลิตพลังงาน  พลังงานที่ได้จึงเป็นพลังงานสุทธิที่สามารถนำไปใช้ได้เฉพาะในชุมชนนั้นๆ เท่านั้น การทำสัญญาขายไอน้ำให้แก่บริษัทในท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐในระยะยาว  เปรียบเสมือนถูกจับขังคุก  ในบางกรณีมลรัฐหรือรัฐบาลเอง อาจต้องการให้หน่วยงานซื้อพลังงานจากเตาเผา  ในประเทศอังกฤษ รัฐบาลถึงกับเสนอความช่วยเหลือด้านเงินทุนให้กับอุตสาหกรรมการเผาขยะภายใต้โครงการจูงใจในข้อตกลงการใช้เชื้อเพลิงที่ไม่ใช่ฟอสซิล” เพื่อส่งเสริมทางเลือกใหม่ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งเดิมเคยใช้แต่เชื้อเพลิงประเภทฟอสซิล

ความจริงกับการประชาสัมพันธ์ 

ในขณะที่มีการประชาสัมพันธ์ว่า การเผาขยะคือการนำขยะมาผลิตพลังงาน ความจริงคือ โรงงานเผาขยะผลิตได้ในปริมาณน้อยมาก  และพลังงานที่ผลิตได้นั้นไม่คุ้มกับเงินที่ลงทุนไป  ตัวอย่างเช่น โรงงานเผาขนาดรองรับขยะ 1500 ตันต่อวัน  ที่สร้างในเมืองนอร์ธแอนโดเวอร์ (มลรัฐแมสซาชูเสทท์) ใช้เงินลงทุนไป 190 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5,000 ล้านเหรียญ)  โดยรับขยะจากประชาชนประมาณ 5 แสนคน  แต่กระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ส่งไปใช้ตามบ้านเรือนได้เพียง 28,000 หลัง  โรงงานเผาขยะที่มีอยู่ทั้งหมดในญี่ปุ่นจำนวน 193 แห่ง ผลิตพลังงานในปริมาณน้อยกว่าโรงไฟฟ้าฐานเพียง 1 โรงเสียอีก  และหากว่าสหรัฐอเมริกาจะเผาขยะที่มีอยู่ทั้งหมดในประเทศจะผลิตพลังงานได้เพียงร้อยละ 1 ของความต้องการในประเทศเท่านั้น

ขอให้พิจารณาประเด็นง่าย ๆ ต่อไปนี้

โรงงานเผาขยะเป็นโรงไฟฟ้าชนิดเดียวที่ต้องได้เงินเป็นค่าจ้างในการรับเชื้อเพลิงมาเผา ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการผลิตกระแสไฟฟ้ามากขึ้น เนื่องจากเชื้อเพลิงจะสกปรกมากขึ้น  และขยะถือเป็นเชื้อเพลิงที่สกปรกที่สุดเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงประเภทอื่น ๆ ซึ่งจะต้องมีการนำเงินจำนวนมหาศาลไปใช้ในการควบคุมมลพิษทางอากาศ และการกำจัดเถ้าหากว่าจะดำเนินการอย่างถูกต้องเหมาะสม

โรงงานเผาขยะจะต้องเดินเครื่องต่อไปเป็นเวลาหลายปีกว่าที่จะได้ผลผลิตที่เป็นพลังงานสุทธิ  แต่พลังงานปริมาณมหาศาลจะถูกนำไปใช้ในการก่อสร้าง การเดินเครื่อง  การบำรุงรักษา และการรื้อถอน เมื่อหมดอายุการใช้งาน

ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างและเดินเครื่องได้มาจากค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มที่ชุมชนเป็นผู้จ่ายเมื่อใช้บริการโรงงานเผาขยะ รายได้จากการขายกระแสไฟฟ้ามีอยู่น้อยมาก อาทิเช่น เตาเผาในเมืองพอจจี้บอนซี ประเทศอิตาลี  ซึ่งผมได้ไปเยี่ยมชมมาเมื่อปี พ.ศ.2541 มีรายได้จากค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มมากกว่าที่ได้จากค่าขายกระแสไฟฟ้าถึง 10 เท่า

การรีไซเคิลประหยัดพลังงานมากกว่าการเผา

ข้อโต้แย้งที่ถูกนำมาถกเถียงกันมากที่สุดเกี่ยวกับการส่งเสริมในเรื่องการนำขยะมาผลิตเป็นพลังงานมาจากผลการศึกษาในสหรัฐอเมริกา  แสดงให้เห็นว่า หากนำขยะซึ่งเป็นวัสดุที่หมุนเวียนกลับมาใช้ แทนที่จะนำไปเผา จะประหยัดพลังงานได้ 3-5 เท่า  เปรียบเทียบกับที่ได้พลังงานจากการเผาขยะ  ผลต่างที่เห็นได้ชัดนี้ เนื่องจากการเผาขยะสามารถดึงเอาปริมาณความร้อนที่มีอยู่ในขยะมาได้เพียงบางส่วนเท่านั้น  และไม่สามารถดึงพลังงานที่เกิดจากการสกัด  การผลิต การประกอบและการสังเคราะห์ทางเคมีซึ่งเกี่ยวข้องกับการผลิตวัสดุต่าง ๆ แต่การนำขยะกลับมาใช้ใหม่และการหมุนเวียนกลับมาใช้ สามารถทำเรื่องเหล่านี้ได้

ต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างขึ้น

จากมุมมองในระดับประเทศหรือระดับโลก  โรงงานเผาขยะคือ  “การสูญเปล่าของพลังงาน”  หาใช่ “โรงไฟฟ้า” ไม่  แต่น่าเสียดายที่มุมมองเหล่านี้มักจะจางหายไป เมื่อขึ้นไปถึงระดับผู้มีอำนาจตัดสินใจในชุมชน ซึ่งเห็นผลประโยชน์ระยะสั้นของการผลิตพลังงานจากขยะเมื่อ เปรียบเทียบกับการฝังกลบขยะ  วิสัยทัศน์ที่กว้างขึ้นเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อทำให้เล็งเห็นความสูญเปล่าที่เกิดจากการเผาขยะ  แต่ละครั้งที่ชุมชนเผาสิ่งของอะไรก็ตาม  ชุมชนในระดับใหญ่กว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพลังงานที่ใช้ในการผลิต  มีเพียงแต่วิธีการนำขยะกลับมาใช้ใหม่,  การหมุนเวียนกลับมาใหม่  และการนำขยะ ไปทำปุ๋ยหมักเท่านั้นที่ช่วยให้เราลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพลังงานที่ใช้ในการผลิตลง

เสียงต่อต้านจากประชาชน

ในสหรัฐอเมริกา การเผาขยะเป็นวิทยาการที่ไม่เป็นที่นิยมเลย นอกเหนือจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์  นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2528  โรงงานเผาขยะจำนวนกว่า 300 แห่งถูกต่อต้านหรือถูกชะลอโครงการไว้  ในปี พ.ศ. 2528 มลรัฐแคลิฟอร์เนียวางแผนที่จะสร้างโรงงานเผาขยะจำนวน 35 โรง  และมีเพียง 3 โรง เท่านั้น ที่ได้รับการสร้างจริง ๆ ส่วนที่เหลือถูกยกเลิกหมด  ส่วนมลรัฐนิวเจอร์ซีมีแผนการจะสร้างถึง 22 โรง และได้สร้างเพียง 5 โรง  ในปี พ.ศ. 2539  โรงงานเผาขยะแห่งที่ 6 ที่กำหนดจะสร้างในเมอร์เซอร์เคาน์ตี้  ถูกต่อต้านในที่สุดหลังจากพยายามดิ้นรนอยู่หลายปี  และนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2537  จำนวนโรงงานเผาขยะที่ถูกปิดดำเนินการมีมากกว่าที่ดำเนินการอยู่

การพัฒนาเรื่องโรงงานเผาขยะในสหรัฐอเมริกาหยุดนิ่งอยู่กับที่   ในขณะที่เขียนบทความอยู่นี้ (ตุลาคม 2541)  ไม่มีการยื่นข้อเสนอในเรื่องการสร้างโรงงานเผาขยะขนาดใหญ่ปานกลาง (รองรับขยะมากกว่า 40 ตันต่อวัน) ในสหรัฐอเมริกาเลย  ข้อเสนอฉบับล่าสุดที่ได้รับการพิจารณา คือ  ฉบับที่ยื่นโดย บริษัทฟอสเตอร์วีลเลอร์ ในเมืองเพนน์สวิลล์ มลรัฐนิวเจอร์ซี  ไม่เพียงแต่คณะกรรมการชุมชนจะปฏิเสธข้อเสนอนี้เท่านั้น  บริษัทฟอสเตอร์ วีลเลอร์เองได้ประกาศถอนตัวจากธุรกิจเทคโนโลยีเผาขยะ  เนื่องจากแรงต่อต้าน  และเหตุการณ์น่าอดสูเกี่ยวกับเตาเผาชนิดฟลูอิด (Fluidized-bed – เตาเผาแบบใช้ตัวกลางนำความร้อน) ในเมืองรอนฟินส์  รัฐอิลินอยส์  มีบริษัทวิศวกรรมขนาดใหญ่หลายต่อหลายรายในสหรัฐอเมริกาที่ได้ถอนตัวออกจากวงการธุรกิจเทคโนโลยีเผาขยะ  อาทิเช่น  บริษัทคอมบัสชั่น เอนจิเนียริ่ง, บริษัท เบลานท์, บริษัทดราโว,   บริษัท เวสติงเฮาส์,  บริษัทเจเนรัลอิเลคตริค  และบริษัทอิปาสโค  ที่ยังเหลืออยู่ก็คือ 3 บริษัทใหญ่  ได้แก่  บริษัทอ็อกเด็น มาร์ติน, บริษัทวีลาบราเทอร์  และบริษัทอเมริกันรีฟูเอล   ซึ่ง 2 ใน 3 รายนี้  เจ้าของคือ บริษัทที่มีกิจการเกี่ยวกับขยะ  (คือ WMI และ BFI)  ซึ่งสามารถหารายได้ส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับธุรกิจขยะมา ชดเชยกับเงินที่สูญเสียไปในกิจการโรงงานเผาขยะ

การเผาขยะไม่ได้รับความนิยมในหลาย ๆ ประเทศไม่เพียงเฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น  อาทิเช่น  ออสเตรเลีย  เบลเยียม  แคนาดา  ฝรั่งเศส  เยอรมนี  อิตาลี  ญี่ปุ่น  เนเธอร์แลนด์  นิวซีแลนด์  โปแลนด์  สเปน  อังกฤษ  และอีกหลายต่อหลายประเทศ  ทั้งในซีกโลกเหนือและใต้  ซึ่งคงไม่มีเวลาพอที่จะกล่าวถึงโดยละเอียด ดังนั้นผมจะขอยกตัวอย่างเพียง 3 ประเทศ คือ

เยอรมนี   แม้ว่า เยอรมนีจะเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถก่อสร้าง  เดินเครื่อง  และควบคุม โรงงานเผาขยะได้ดีกว่าประเทศอื่น ๆ  แต่การคัดค้านไม่ให้มีการสร้างเตาเผาอีกนับแต่ปลายทศวรรษ 80 จนถึงปัจจุบัน ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและรุนแรง  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด  คือ  การรวมตัวกันของประชาชน ที่เรียกว่า “Das Bessere Mulkoncept”  (แนวคิดการจัดการขยะที่ดีกว่า)  ในปี พ.ศ. 2533  สามารถผลักดันให้มีการลงคะแนนลับในเมืองบาวาเรีย  ผลคือทำให้การเผาขยะเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งในการจัดการขยะ  ในขณะนั้นเจ้าหน้าที่ของเมืองบาวาเรีย กำลังวางแผนจะสร้างโรงงานเผาขยะอีก 17 โรง  การรวมตัวกันครั้งนั้นสามารถเชิญชวนให้ประชาชนกว่าล้านคนเคลื่อนขบวนเข้าสู่หอประชุมในเมือง  โดยใช้เวลา 12 วัน  เพื่อไปลงชื่อพร้อมลงคะแนนลับ  แม้ว่าผลที่ออกมาจะพ่ายแพ้แต่ก็ถือเป็นชัยชนะอันน่าทึ่ง และเป็นตัวบ่งชี้ให้เห็นว่าการเผาขยะไม่ได้รับความนิยมเลยในรัฐนี้

ฝรั่งเศส พวกเราหลายคนที่เคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมได้เลิกกับฝรั่งเศสไปแล้วในเรื่องการเผาขยะ  คิดดูว่า ประเทศที่โคจรไปได้กว่าครึ่งรอบโลกและยังสามารถนำระเบิดนิวเคลียร์ไปทิ้งลงที่หลังบ้านของใครก็ได้นั้น จะยอมมาพูดคุยเกี่ยวกับจริยธรรมและสิ่งแวดล้อม ?  อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2-3 ปีมานี้  การต่อต้านการเผาขยะเริ่มหยั่งรากลึกลงในประเทศฝรั่งเศส  สมาคมต่อต้านการนำเข้า-ส่งออก  และการเผาขยะแห่งชาติ  ซึ่งมีชุมชนกว่า 100 แห่งเป็นสมาชิก  หยุดการเดินเครื่องของโรงงานเผาขยะได้เป็นจำนวนมาก  และออกข่าวผ่านสื่อมวลชนเกี่ยวกับเรื่องไดออกซินและการปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหารมากกว่าประเทศใด ๆ ในโลก

บังคลาเทศ  เมื่อประชาชนในเมืองคุลนา (เมืองท่าของอ่าวเบงกอล)  ได้ยินข่าวว่าบริษัทอเมริกันยื่นข้อเสนอก่อสร้างโรงไฟฟ้าในเมืองของตนต่างก็ตื่นเต้นกันมาก  แต่เมื่อสมาคมกฎหมายสิ่งแวดล้อมแห่งบังคลาเทศ ตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ กลับพบว่าอันที่จริงข้อเสนอนี้คือการสร้างโรงงานเผาขยะขนาดใหญ่  ซึ่งจะรับขยะที่ส่งมาทางเรือจากเมืองนิวยอร์ค  เป็นการยากที่จะหยุดโครงการนี้ได้  อย่างไรก็ตาม แม้ในประเทศที่สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ประชาชนจะมองเห็นความจริงผ่านการโฆษณา  “การผลิตพลังงานจากขยะ”  หากว่ามีใคร คนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดและจริงจัง

อันตรายจากการเพิกเฉยต่อความคิดเห็นของสาธารณชน  บ่อยครั้งทีเดียวที่ผู้มีอำนาจมักตัดสินใจสร้างโรงงานเผาขยะ ก่อนที่จะสอบถามความคิดเห็นจากประชาชน ส่วนใหญ่แล้วมักจะมอบหมายให้บริษัทที่ปรึกษาเป็นผู้พิจารณาทบทวนทางเลือก  และเนื่องจากบริษัทเหล่านี้มักมีประสบการณ์ทางด้านงานวิศวกรรม  จึงมีแนวโน้มอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ที่จะแก้ปัญหาโดยใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อน และให้ความเชื่อถือกับองค์กรหรือสถาบันวิชาการ  นอกจากนี้ยังมีการจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์มาคิดออกแบบกลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อรับมือ “การต่อต้าน”  จากประชาชน  อย่างไรก็ตาม  การกระทำเช่นนี้มักจะนำไปสู่ความล้มเหลว  สิ่งที่ได้ชื่อว่าเป็น “การแก้ปัญหาที่รวดเร็วและได้ผล”  กลายเป็นเชื่องช้า หากว่ามีเสียงต่อต้านจากประชาชน

มองหาทางเลือกให้มากกว่าหนึ่ง  แม้ว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจจะเชื่ออยู่ตลอดเวลาว่าการเผาขยะในเตา เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา  แต่ควรได้รับการแนะนำให้หันไปพิจารณาทางเลือกอื่น ๆ ด้วย  ซึ่งใช้เงินลงทุนในจำนวนเท่ากัน (ต้องเลือกบริษัทที่ปรึกษาอย่างรอบคอบ) และทำให้ไม่ต้องเดินเข้าหาประชาชนพร้อมกับกล่าวว่า “ยอมรับโรงงานเผาขยะของเราเสีย  ไม่เช่นนั้นจะเจอปัญหา”

แม้แต่ผู้ที่ปักใจเชื่ออย่างจริงจังก็ยังไม่คิดจะก้าวไปพร้อมกับการเผาขยะ  พูดในเชิงการเมือง  ไม่มีเหตุผลเลยที่จะนำเอาทางเลือกที่มีปัญหาที่สุด  ราคาแพงที่สุด  และถูกต่อต้านมากที่สุดมาใช้แทนการฝังกลบขยะ  และจะดูมีเหตุมีผลขึ้น หากนำเอาทางเลือกที่ถูกคัดค้านน้อยที่สุดมาใช้แทน  เช่น  การนำขยะกลับไปใช้ใหม่ การหมุนเวียนใหม่ หรือการนำขยะไปทำปุ๋ย  ซึ่งถ้าในกรณีที่วิธีการเหล่านี้ถูกนำมาใช้ มากเกินไปแล้ว  นั่นแหละจึงควรนำวิธีการเผาขยะมาพิจารณา

“การไม่เผา” เป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากกว่า  หากเปรียบเทียบกันการหมุนเวียนกลับมาใช้ และการนำขยะไปทำปุ๋ยหมัก เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมจากสาธารณชนมากกว่า  ในสหรัฐอเมริกาผู้ที่นำขยะหมุนเวียนกลับไปใช้ใหม่มีมากกว่าผู้ที่ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง  ทั้ง ๆ ที่มีการพยากรณ์ในเชิงลบจากผู้เชี่ยวชาญด้านการกำจัดขยะในช่วงกลางทศวรรษ 80  คนอเมริกันยังคงยืนยันที่จะนำขยะหมุนเวียนกลับมาใช้  ปัจจุบันมีโครงการหมุนเวียนขยะมาใช้ใหม่เกือบ 900 โครงการ  และโครงการการทำปุ๋ยอีกกว่า 300 โครงการ  ที่เมืองซีแอตเทิลซึ่งมีประชากรประมาณ 1 ล้านคน  ลดปริมาณขยะที่แหล่งทิ้งขยะได้เกือบร้อยละ 50  มลรัฐนิวยอร์คทั้งรัฐสามารถลดปริมาณขยะในที่ทิ้งขยะประมาณร้อยละ  45 ในขณะที่ชุมชนบางแห่งทำได้ทะลุเป้าคือมากกว่าร้อยละ 60  ตัวอย่างเช่น  ชุมชนในเขตควินเต้ของ ออนตาริโอ ประเทศแคนาดาทำได้ มากกว่าร้อยละ 70 และชุมชน 2 แห่งใกล้เมืองพาดูรา มีอัตราอยู่ที่ร้อยละ 80 และมากกว่านั้น

ทางเลือกอื่นๆ

การนำเสนอครั้งนี้ใช้เวลามามากแล้ว จนผมคงไม่สามารถแจกแจงรายละเอียดของทางเลือกอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ “การเผาขยะ” ได้มากนัก  จึงใคร่ขอเสนอเพียงประเด็นสำคัญ ๆ ดังต่อไปนี้

หลุมฝังกลบที่ดูแลโดยชุมชน

เป็นที่แน่ชัดว่า ไม่มีการแก้ปัญหาวิธีใดที่จะกำจัดแหล่งฝังกลบขยะไปได้  อย่างน้อยที่สุด เท่าที่มองเห็นในอนาคตอันใกล้นี้  คำถามคือแหล่งฝังกลบประเภทไหนที่คนในชุมชนยอมรับได้  แหล่งฝังกลบที่นำขยะมาทิ้งโดยไม่ผ่านการบำบัดใดๆ หรือ?  แหล่งฝังกลบที่รองรับทั้งเถ้า ขยะกองโต  รวมทั้งผลพลอยได้ทั้งหลายจากการเผาขยะหรือ?  แหล่งฝังกลบที่มีแต่กากของเสียหลังจากได้มีการคัดแยก, การลดปริมาณขยะ, การนำขยะไปหมุนเวียนใช้ใหม่  การนำขยะกลับไปใช้ใหม่  การแยกวัสดุมีพิษออก และการนำขยะไปทำปุ๋ย แล้วหรือ? 

หากเรียงลำดับในลักษณะเช่นนี้ คนส่วนใหญ่คงเลือกข้อที่ 3  โดยสรุปว่าเนื่องจากเชื่อมั่นในคุณภาพของโครงการ  แต่เราสามารถทำแหล่งฝังกลบขยะให้อยู่ในสภาพดีกว่านั้นได้  ถ้าเรายืนกรานว่าจะต้องมีการคัดแยกเสียก่อนว่าจะไม่มีขยะประเภทมีพิษและอนินทรีย์สารถูกฝังไปด้วย  แต่น่าเสียดายที่วิธีการแก้ปัญหา “ที่ต้นเหตุ” นี้  มักจะถูกข้ามขั้นตอนไป  กลายเป็นการแก้ปัญหา “ที่ปลายเหตุ” แทน ซึ่งวิธีการในการฝังกลบขยะนั้นเริ่มตั้งแต่การนำขยะมาวางซ้อน ๆ กันในที่ที่ขุดไว้  การเก็บรวบรวมและการบำบัด การกลบหน้าดินประจำวัน การกลบหน้าดินครั้งสุดท้าย  และการตกแต่งเพื่อความสวยงามและรักษาสภาพแวดล้อม

แต่เนื่องจากเงื่อนไขเศรษฐศาสตร์ วิธีการ “ควบคุมสิ่งที่ออกมา”  จึงดูจะมีแนวโน้มให้เกิดการก่อสร้างที่ฝังกลบขยะขนาดใหญ่ขึ้น ๆ  ซึ่งเกิดเสียงต่อต้านจากชุมชน และจบลงด้วยการตัดสินใจ แบบเผด็จการ  วิธีการ “ควบคุมสิ่งที่จะนำเข้าไป” น่าจะใช้เป็นทางเลือกแทนวิธีเดิม  เพราะผลที่ได้คือ ที่ฝังกลบขยะที่มีขนาดเล็กควบคุมได้และเป็นที่ยอมรับจากชุมชน
ความสำคัญของการนำขยะไปทำปุ๋ย  ในขณะที่คนส่วนใหญ่มักเสนอว่าทางเลือกของการฝังกลบขยะ และการเผา คือการหมุนเวียนกลับมาใหม่

แต่สำหรับผมแล้ว  ส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของกลยุทธ หลังจากขั้นตอนสำคัญของการคัดแยกขยะแล้วคือ  “การทำปุ๋ยหมัก”  เนื่องจากว่าขยะที่สร้างปัญหามากที่สุดในที่ฝังกลบขยะก็คือ อินทรีย์สาร (ขยะประเภทที่ย่อยสลายได้โดยจุลินทรีย์)  ที่ปล่อยก๊าซมีเธนออกมา  ก๊าซตัวนี้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาโลกร้อน เกิดกลิ่นฉุน  และมีกรดเกิดขึ้นซึ่งจะปล่อยสารพิษสู่น้ำผิวดิน  ปัญหาเหล่านี้จะแก้ไขได้ด้วยการนำขยะไปทำเป็นปุ๋ยหมัก  ซึ่งค่าใช้จ่ายและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำมาก เมื่อเทียบกับการนำขยะไปเผา

การจัดการขยะแบบผสมผสาน

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการขานรับสิ่งที่ผมได้นำเสนอไปวันนี้  จากกลุ่มผู้สนับสนุนการเผาขยะคือคำกล่าวที่ว่า  “พวกเราเห็นด้วยกับคุณที่ว่าจะต้องมีการสนับสนุนให้มีการลดปริมาณขยะ  การนำขยะกลับไปใช้ใหม่  และการหมุนเวียนกลับมาใหม่  (พวกเขามักลืมที่จะรวม “การทำปุ๋ยหมัก” ไปด้วย)  แต่ยังมีขยะบางส่วนหลงเหลืออยู่  น่าจะเป็นการดีที่จะนำขยะเหล่านี้ไปเผาเพื่อผลิตพลังงานแทนที่จะนำไปทิ้งในที่ฝังกลบขยะไม่ใช่หรือ?  ข้อกล่าวอ้างนี้มาในรูปของ “การจัดการกับขยะแบบผสมผสาน”  ซึ่งฟังดูดี แต่ผลที่ได้ไม่ค่อยจะเป็นไปตามที่กล่าวอ้างไว้

ทันทีที่ชุมชนยินยอมให้สร้างโรงงานเผาขยะ  เงินงบประมาณจะถูกนำไปใช้ในการก่อสร้างเกือบทั้งหมด  โดยเหลือเพื่อหมุนเวียนมาใช้ใหม่  หรือการทำปุ๋ยหมักเพียงเล็กน้อย  ยิ่งไปกว่านั้น  ทันทีที่โรงงานเผาขยะสร้างเสร็จ  มันต้องการขยะที่มีอยู่ทั้งหมด  (ในสหรัฐอเมริกา อาจรวมถึงขยะอื่นๆ นอกเหนือจากขยะที่จัดเก็บโดยเทศบาล)  เพื่อจะนำรายได้ที่เกิดขึ้นมาชดใช้หนี้สินจำนวนมหาศาล ที่กู้มาเพื่อการก่อสร้าง

ที่สำคัญ เมื่อโรงงานเผาขยะสร้างขึ้นมาแล้ว  เราก็ต้องใช้ประโยชน์ให้เต็มที่  ซึ่งเป็น เรื่องที่ไม่ยืดหยุ่นเอาเสียเลย  เพราะทางเลือกอื่น ๆ ถูกมองข้ามไปหมด  แต่ในทางกลับกัน  หากเราสนับสนุนให้มีการนำขยะกลับมาใช้ใหม่  นำขยะหมุนเวียนกลับมาใหม่  หรือนำไปหมักเป็นปุ๋ยโดยดำเนินการ จัดหาแหล่งฝังกลบที่เสียค่าใช้จ่ายสูง  (หรือนำขยะไปทิ้งยังแหล่งฝังกลบไกล ๆ)  จะสามารถลดการใช้โรงงานเผาลงได้ 

ความจริงแล้ว  ผู้มีอำนาจตัดสินใจควรจะผลักดันให้มีการออกแบบโครงการที่ช่วยลดปริมาณขยะ  ส่งเสริมการนำขยะกลับมาใช้ใหม่  นำขยะหมุนเวียนกลับมาใหม่ และนำขยะไปทำเป็นปุ๋ย  ซึ่งหากทำได้ จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของชุมชนที่จะต้องนำไปจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม  รวมทั้งมีหนทางแก้ไขที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมีความคุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ

หลักการ 5 ข้อ  นอกเหนือจากที่ต้องจ่ายเงินให้กับบริษัทที่ปรึกษาเป็นจำนวนสูงแล้ว  ขยะยังกลายเป็นธุรกิจที่ยุ่งยากซับซ้อนอีกด้วย  แต่ความจริงแล้ว  หากเราลองมอง “ขยะ”  ที่อยู่ในบ้านของเรา  มันเป็นเพียงอะไรอย่างหนึ่งที่เราใช้เงินซื้อมาเมื่อวานนี้  และไม่ต้องการใช้มันแล้วอีกต่อไปในวันนี้เท่านั้นเอง

ขยะทั้งหลายคือ ของต่าง ๆ เหล่านั้นมารวมกันอยู่  และจัดการได้โดยการคัดแยกซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก  จากการคัดแยกขยะเราจะได้สิ่งของที่นำกลับมาใช้ได้ใหม่อีกครั้ง  ขยะที่สามารถหมุนเวียนกลับมาใหม่  ขยะที่นำไปทำเป็นปุ๋ย (ซึ่งทำได้ที่สนามหลังบ้าน) และขยะอันตราย  แต่ในการผลิตโดยเฉพาะช่วงบรรจุหีบห่อ  จะมีวัสดุที่ผสมผสานกันซับซ้อนมากยิ่งขึ้น  ซึ่งแม้จะนำไปคัดแยก อาจก่อให้กิดปัญหาอยู่ดี

อย่างไรก็ตาม  แทนที่จะปล่อยให้วัสดุที่ผลิตหรือออกแบบมาไม่ดีเหล่านี้ มีส่วนผลักดันให้มีการสร้างโรงงานเผาขยะ สิ่งของ“เหลือใช้”พวกนี้ น่าจะก่อให้เกิดการพัฒนาในการออกแบบที่ดีกว่า  ในความเห็นของผม  หลักการ 5  ข้อที่เราควรนำมาประยุกต์ใช้หรือแก้ไขวิกฤติปัญหาขยะที่เกิดขึ้น  โดยไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์  คือ 1) หาวิธีแก้ไขที่ง่าย ๆ  2 ) หาวิธีแก้ไขที่ดำเนินการได้ในท้องถิ่น 3) ผสมผสานวิธีแก้ปัญหากับเศรษฐกิจของชุมชน 4) ผสมผสานวิธีแก้ปัญหากับการพัฒนาชุมชน 5) ต้องแน่ใจว่าการแก้ปัญหานี้มีความยั่งยืน

ความยั่งยืน

การใช้ฟอสซิลซึ่งมีราคาถูกเป็นเชื้อเพลิงทำให้มองไม่เห็น “ความไม่ยั่งยืน”

ผมเห็นว่า ชีวาลัยแห่งโลกที่เราอาศัยถูกคุกคามเนื่องจากประเทศอุตสาหกรรมหันมาใช้ระบบการผลิตแบบเชิงเส้น, ในระดับที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมา,  ซึ่งกระทำต่อระบบชีวภาพในลักษณะที่จัดการให้วัสดุหมุนเวียนไปมาในระบบการผลิตแบบเชิงเส้นนี้ไม่เหมาะกับสภาพของโลก  แต่ทว่าความไม่ยั่งยืนนี้ถูกซ่อนเร้นมากว่า  200  ปี โดยการใช้ ฟอสซิล เป็นเชื้อเพลิง  ผลสุดท้ายคือ  ทรัพยากรถูกเปลี่ยนสภาพเป็นขยะในอัตราที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา  แม้แต่นักเศรษฐศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงระดับโลกยังหาเหตุผลเพื่อรองรับระบบการผลิตเชิงเส้น ซึ่งคิดถึงเงินลงทุนมากกว่ารายได้  โรงงานเผาขยะเป็นสิ่งแสดงให้เห็นความล้มเหลวของระบบการผลิตดังกล่าว

การเผาขยะเป็นโอกาสที่สูญเปล่า

ทุกครั้งที่เราเผาขยะในเตาเผา  หรือนำไปฝังกลบในที่ทิ้งขยะ  เราต้องหาอะไรสักอย่างมาแทนที่  ซึ่งหมายถึงการกลับไปใช้ปัจจัยนำเข้าที่ต้องใช้พลังงานสูง การร่อยหรอของทรัพยากร รวมทั้งมลภาวะของการผลิต  เป็นความจริงที่ว่าการเติบโตของกระบวนการผลิตขั้นแรก เป็นตัวการทำให้อุณหภูมิในโลกสูงขี้น  พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ  การบริโภคเกินจำเป็นนั่นเองที่ก่อให้เกิดวิกฤติปัญหาขยะทั้งในระดับชุมชนและระดับโลก  สิ่งที่เราสามารถทำได้คือ  นำขยะกลับมาใช้ใหม่  นำขยะหมุนเวียนกลับมาใหม่ และลดปริมาณการอุปโภคบริโภคลง  ถุงหรือกระป๋องคือความสัมพันธ์ที่เป็นรูปธรรมระหว่าง บุคคลกับวิกฤติการณ์ระดับโลก ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด

แรงผลักดันที่อยู่เบื้องหลังการบริโภคเกินจำเป็น 

ในระดับประเทศ  การบริโภคเกินจำเป็นจะถูกเติมเชื้อด้วยเศรษฐกิจซึ่งวัดความสำเร็จบนเวทีเศรษฐกิจโลกที่อัตราความเจริญเติบโตของผลผลิตมวลรวมของประเทศ  ซึ่งไม่ใช่ความอยู่ดีกินดีของคนทั้งประเทศหรือคุณภาพของสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด โดยภาพรวมแล้ว  เรามักถูกล่อลวงให้ติดอยู่ในโยงใยของความต้องการแบบผิด ๆ ที่ถักถอด้วยคำโฆษณา  และถูกปลูกฝังความคิดด้วยสิ่งเย้ายวนที่เรียกว่า โทรทัศน์

ต่อสู้กับแนวคิดที่ครอบงำสังคมส่วนใหญ่ 

หลักปรัชญาตะวันตก (หลังสงครามอเมริกา)  ที่ว่า “ยิ่งบริโภคมากเท่าใด ยิ่งมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น” เป็นการคุกคามกฎธรรมชาติของโลก  ในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธ์หนึ่ง วาระของเรากำลังจะมาถึง  การล้างบาปของเราขึ้นอยู่กับกลุ่มคนที่มีความสุขได้มากขึ้น ทั้ง ๆ ที่พวกเขาเองบริโภคน้อยลง  ดังเช่นที่คานธีเคยกล่าวไว้ว่า  “โลกมีทุกสิ่งทุกอย่างเพียงพอสำหรับความต้องการของเราทุกคน  แต่ไม่พอสำหรับความตะกละของคนคนเดียว”

การก่อร่างสร้างชุมชน 

เราจำเป็นต้องหาพลังความแข็งแกร่งเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และชุมชนให้เป็นศูนย์กลางของชีวิต แทนที่จะปล่อยให้โทรทัศน์เข้ามามีอิทธิพลอย่างที่เป็นอยู่  โดยให้การศึกษาประชาชนทุกคนเกี่ยวกับการลดปริมาณขยะ  การหมุนเวียนกลับมาใหม่  และการทำปุ๋ยหมัก  แม้ว่าวิธีการเหล่านี้จะใช้แก้ปัญหาไม่ได้ทั้งหมด  แต่เป็นการเริ่มต้นที่ดี  ในทางกลับกัน  โรงงานเผาขยะทุกแห่งเป็นตัวการชะลอการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ล่าช้าออกไป  และใช้เวลาไปอย่างสูญเปล่า แทนที่จะชักนำ ให้ชุมชนและเผ่าพันธ์ของมนุษย์ก้าวเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง  เพื่อต่อสู้กับการบริโภคเกินจำเป็น และหาทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลก

บทสรุป

จากที่ได้นำเสนอมาทั้งหมด ผมพยายามชี้ให้เห็นเหตุผลหลายอย่างที่สนับสนุนความคิดที่ว่า การเผาขยะไม่ใช่วิธีการจัดการกับขยะที่เหมาะสมในศตวรรษที่  21 

ความตื่นตระหนกของประชาชนเกี่ยวกับมลพิษและกากของเสีย รวมทั้งเงินจำนวนมหาศาลที่ต้องนำไปใช้ในการลงทุน  สิ่งเหล่านี้ทำให้การก่อสร้างโรงงานเผาขยะลดน้อยลงทั้งในประเทศทางตอนเหนือและตอนใต้ หากมีใครสักคนไม่หลงไปกับถ้อยคำที่ดึงดูดใจแต่ไม่ถูกต้องที่ว่า “โรงไฟฟ้าขยะ”  เขาจะเห็นได้ว่าโรงงานเผาขยะไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาสำหรับอนาคตซึ่งเรื่องของความยั่งยืนจะเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่รอด

ในทัศนะของผม  เมื่อคุณสร้างโรงงานเผาขยะขึ้น คุณกำลังประกาศให้โลกรู้ว่าคุณไม่สู้จะฉลาดนักทั้งทางด้านการเมืองและเทคนิคในการนำทรัพยากรกลับคืนมาด้วยพฤติกรรมที่ไม่รับผิดชอบต่อชุมชนและเยาวชนรุ่นหลัง


Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading