Taragraphies — Header Component

34 คำถามก่อนตัดสินใจสร้างโรงงานเผาขยะ/โรงไฟฟ้าขยะ

โรงงานเผาขยะ/โรงไฟฟ้าขยะไม่ใช่วิธีกำจัดขยะที่เหมาะสม แต่จนถึงในปัจจุบัน มีการเสนอโครงการสร้างโรงงานเผาขยะ/โรงไฟฟ้าขยะทั่วโลก แม้จะมีทางเลือกอื่นมากมาย แต่รัฐบาลและหน่วยงานรัฐในระดับท้องถิ่นก็ยังสนับสนุนโรงงานเผาขยะ/โรงไฟฟ้าขยะต่อไป นี่คือชุดคำถามที่ประชาชนและผู้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจสามารถนำไปใช้ในการอภิปรายต่อสาธารณะ และใช้สำหรับเผยแพร่ข่าวต่อสื่อมวลชน คำถามเหล่านี้มีประโยชน์และชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของโครงการโรงงานเผาขยะ/โรงไฟฟ้าขยะ หากคำตอบจากฝ่ายสนับสนุนโครงการต่างไปจากที่ระบุไว้ในตาราง เราอาจยกประเด็นนี้เพื่อนำไปสู่การยกเลิกโครงการโรงงานเผาขยะ/โรงไฟฟ้าขยะ Note : คำถามเหล่านี้จะใช้อย่างมีประสิทธิภาพหากสังคมมีกระบวนการตัดสินใจต่อนโยบายสาธารณะที่เป็นประชาธิปไตย คำถาม/////// คำตอบ ///////// การพิจารณาทางเลือก 1) มีการพิจารณาถึงทางเลือกนอกจากโรงงานเผาขยะ/โรงไฟฟ้าขยะอย่างถ่องแท้แล้วหรือไม่ ใช่ 2) มีการเก็บแยกขยะอินทรีย์เพื่อการหมัก (composting) หรือให้บักเตรีจำพวกที่ไม่ต้องการอากาศหายใจย่อยสลาย (anaerobic digestion) แล้วหรือไม่ ใช่ 3) มีความพยายามป้องกันการเกิดของเสีย(waste prevention) ใช้ซ้ำ(reuse) รีไซเคิล(recycle) และหมักทำปุ๋ย(composting) แล้วหรือไม่ ความพยายามเหล่านี้ต้องรวมถึงการลดการใช้วัตถุมีพิษ การขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต และวิธีการที่ “เข้าใกล้ต้นตอของการผลิต” เพื่อลดปริมาณและความเป็นพิษของวัสดุที่ใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์และสินค้าแล้วหรือไม่ ใช่ ประเด็นว่าด้วยความปลอดภัย 4) ในโครงการก่อสร้างโรงงานเผาขยะ/โรงไฟฟ้าขยะ มีการเตรียมใช้อุปกรณ์เพื่อควบคุมมลพิษอย่างยอดเยี่ยมหรือไม่ (อย่างเช่น lime scrubbers, activated carbon injection systems, bag filters, และ […]

สมาชิกรัฐสภายุโรป (EP) อนุมัติให้โรงไฟฟ้าขยะ(เทศบาล) ภายใต้แผนการซื้อขายคาร์บอนของยุโรป

วันที่ 22 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา สมาชิกรัฐสภายุโรป (EP) ได้อนุมัติให้รวมโรงไฟฟ้าขยะ(เทศบาล) หรือ Municipal Waste Incinerator เข้าไว้ภายใต้แผนการซื้อขายคาร์บอนของยุโรป (EU Emissions Trading Scheme-ETS) โดยเริ่มในปี 2569 การตัดสินใจนี้เกี่ยวข้องกับการกำหนดราคาการปล่อย CO2 ฟอสซิลจากโรงไฟฟ้าขยะเทศบาล จากมุมมองของกลุ่ม Zero Waste Europe ข้อเสนอข้างต้นนี้เป็นไปในเชิงบวกอย่างมาก อย่างไรก็ตาม กลุ่มเชื่อว่าปี 2569 นั้นช้าเกินไป เนื่องจากโรงไฟฟ้าขยะเผาขยะพลาสติกจำนวนมากและเป็นผลให้มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่เข้มข้นมากขึ้น รายงานล่าสุดแสดงให้เห็นว่า หนึ่งในสามของการปล่อย CO2 จากวัฐจักรชีวิตพลาสติกมาจากการเผาขยะพลาสติก[1] การกำหนดราคาการปล่อย CO2 จากฟอสซิลของโรงไฟฟ้าขยะเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อจูงใจให้เกิดการรีไซเคิลพลาสติกและป้องกันการเกิดขยะ [2] Janek Vähk ผู้ประสานงานโครงการสภาพภูมิอากาศ พลังงาน และมลพิษทางอากาศของ Zero Waste Europe กล่าวว่า “เราเชื่อว่าโรงไฟฟ้าขยะเทศบาลจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านสภาพภูมิอากาศและควรรวมไว้ด้วยแล้ว” Vähk กล่าวเสริมว่า: “การคิดรวมต้นทุนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโรงไฟฟ้าขยะจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าวัสดุรีไซเคิลจะถูกดึงออกจากกองขยะที่จะนำไปสู่โรงไฟฟ้าขยะ และกองวัสดุรีไซเคิลโดยสอดคล้องกับลำดับชั้นของการจัดการขยะของสหภาพยุโรปโดยใช้ระบบคัดแยกขยะแบบผสม” จากการวิจัย […]

โรงงานเผาขยะ/โรงไฟฟ้าขยะ : วิธีการจัดการวัสดุเหลือใช้ที่ล้าหลังสำหรับศตวรรษที่ 21

ขณะที่เสนอความคิดเห็นในเรื่องนี้ ผมตระหนักดีว่า หลายต่อหลายคนที่นั่งอยู่ในที่นี้มีรายได้หลักจากการทำงานในโรงงานเผาขยะ  และอาจจะโต้แย้งอยู่ในใจกับสิ่งที่ผมกำลังจะพูด  ผมขอปรบมือให้กับหน่วยงานที่จัดการประชุมครั้งนี้ (หมายเหตุ – ผู้เขียนหมายถึงการประชุมการจัดการนานาชาติประจำปีครั้งที่ 4 เรื่อง โรงไฟฟ้าขยะ(Waste-to-Energy) วันที่  24-25  พฤศจิกายน  2541 ณ กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ) ที่มีความกล้าพอในการอนุญาตให้ผมมาพูดในวันนี้ บ่อยครั้งที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจใช้เทคโนโลยีเผาขยะจะยังไม่ค้นพบข้อเสียของมัน จนกระทั่งมีเสียงต่อต้านจากสาธารณชน  หากจะถอดความจากถ้อยคำที่ มาร์ค แอนโทนี ตัวเอกในบทละครของ เชคสเปียร์เคยพูดไว้ ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อสรรเสริญความคิดในเรื่องโรงไฟฟ้าขยะ แต่มาเพื่อฝังความคิดนี้ให้จมธรณี อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยกับผมหรือไม่ ผมก็หวังว่าคุณคงเห็นด้วยกับคำกล่าวของโจเซฟ จูเบิร์ต ที่ว่า ถกเถียงปัญหาโดยไม่ต้องหาข้อยุติ ดีกว่าพยายามหาข้อสรุปโดยไม่มีการถกเถียงกันเลย ถกเถียงปัญหาโดยไม่ต้องหาข้อยุติ ดีกว่าพยายามหาข้อสรุปโดยไม่มีการถกเถียงกันเลย โจเซฟ จูเบิร์ต ในความเห็นของผม การเผาขยะเป็นการถอยหลังเข้าคลอง เป็นการย้อนกลับไปสู่ศตวรรษที่ 19 หาใช่มองไปข้างหน้ายังศตวรรษที่ 21 โรงงานเผาขยะเพื่อผลิตพลังงานแห่งแรกเปิดดำเนินการในเมืองฮัมบวร์ก ประเทศเยอรมนี ในปี พ. ศ. 2428 และผมเชื่อว่า แม้วิศวกรที่เชี่ยวชาญที่สุดสามารถทำให้การเผาขยะ เป็นวิธีการจัดการของเสียที่ปลอดภัย […]

โรงไฟฟ้าขยะและไดออกซิน

ธารา บัวคำศรี – เขียน โรงไฟฟ้าขยะกลับมาฮอตฮิตใหม่ด้วยวาระแห่งชาติที่ต้องการกำจัดขยะล้นเมือง นำไปสู่การตั้งคำถามผิดๆ ว่า “ถ้าเราไม่ฝังกลบหรือเผาขยะ แล้วเราจะทำอย่างไร ?” การที่ผู้ตัดสินใจนโยบายตั้งคำถามผิด จึงเกิดทางตันสองอย่าง 1) โรงงานเผาขยะและ 2) หลุมฝังกลบ นักธุรกิจรีไซเคิลคนหนึ่งเคยกล่าวว่า “ เราต้องถามประเทศเราร่ำรวยหรือยากจน? เป็นหนี้เป็นสินเขาหรือเปล่า? เราเอางบประมาณที่มีอยู่จำกัดไปซื้อเครื่องมือราคาแพง ๆ มาเผาสิ่งของเหลือใช้ที่มีค่า แล้วปล่อยมลพิษให้คนไทยสูดดม ทรัพยากรเราไม่พออยู่แล้วกลับนำไปเผา นี่เรียกว่าเผาเงินกันเล่น ๆ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นแนวทางการจัดการปัญหาที่ไปพ้นจากเทคโนโลยีเผาขยะ โดยทั่วไป เราวัดมลพิษในอากาศ อาหารและน้ำ ดินหรือฝุ่นเพื่อชี้ให้เห็นระดับการปนเปื้อน แต่การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพบนฐานข้อมูลเหล่านั้นมีความไม่แน่นอนอย่างมาก ต้องไม่ลืมว่าร่างกายแต่ละคนรับเอามลพิษผ่านช่องทางต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกาย ร่ายแต่ละคนก็ดูดซึม กระจาย เผาผลาญและขับถ่ายของเสียแตกต่างกัน ผลกระทบด้านสุขภาพอาจเกิดจากการรับเอาสารพิษปริมาณน้อย ๆ เข้าไป กว่าจะเกิดโรคก็ใช้เวลานาน การวัดความเข้มข้นของมลพิษจากตัวชี้วัดทางชีวภาพในร่างกายคน (เลือด ปัสสาวะหรือเนื้อเยื่อ) เป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในการบ่งชี้ถึงการรับเอามลพิษเข้าสู่ร่างกายแล้วก่อให้เกิดโรค ปัจจุบัน หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยยังอิงอยู่กับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมแบบเดิมซึ่งไม่ได้แก้ปัญหาอะไร ด้วยเหตุนี้ การที่โรงงานเผาขยะที่ดำเนินการที่ภูเก็ต และหาดใหญ่ เป็นต้น ปล่อยไดออกซินหรือมลพิษชนิดอื่น ๆ […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings