พืดน้ำแข็งแอนตาร์กติกา เครื่องทำความเย็นตามธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ในวิกฤต
โลกต้องให้ความสําคัญกับขั้วโลกใต้มากขึ้น เรียบเรียงจาก : Antarctica, Earth’s largest refrigerator, is defrosting https://www.economist.com/interactive/science-and-technology/2024/03/27/antarctica-earths-largest-refrigerator-is-defrosting from The Economist พายุเฮอริเคนที่ร้ายแรงที่สุดที่เคยถล่มอเมริกาได้สร้างความเสียหายต่อเมืองกัลเวสตัน รัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นเกาะกั้นในอ่าวเม็กซิโก เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2443 ชาวเมืองที่หวาดกลัวเฝ้าดูกําแพงน้ําสูง 4.5 เมตร เข้าใกล้ชายฝั่งและทะลายบ้านของพวกเขาพังราบคาบ มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 8,000 คน ผลที่ตามมา กําแพงทะเลคอนกรีตขนาดใหญ่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกันคลื่นพายุในอนาคต วิศวกรคิดว่าการสร้างกำแพงให้สูง 5 เมตรก็เพียงพอแล้ว และนั่นเป็นเวลา 120 ปีมาแล้ว แต่ถึงแม้ในขณะที่มีการสร้างกําแพงขึ้น วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์ก็ชัดเจนขึ้น สะสมความร้อนและพลังงานใหม่เข้าสู่ระบบสภาพภูมิอากาศโลกซึ่งจะผลักดันให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นตามแนวชายฝั่งทั่วโลก วันนี้ หน่วยวิศวกรของกองทัพสหรัฐฯ มีแผนการมูลค่า 57 พันล้านดอลลาร์ในการสร้างกําแพงกั้นใหม่ขนานนามว่า “Ike Dike” เพื่อปกป้องกัลเวสตัน รวมถึงภูมิภาคฮูสตันและโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหลังเกาะจากคลื่นพายุที่ใหญ่และทรงพลังยิ่งขึ้น อาจเป็นโครงการวิศวกรรมโยธาที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา คำถามคือ มวลน้ำที่ทำให้มีการออกแบบกำแพงทะเลนี้มาจากไหน? คำตอบคือมวลน้ำส่วนใหญ่จะมาจากทวีปทางใต้สุดของโลกที่อยู่ห่างออกไปมากกว่า 10,000 กม. ซึ่งเป็นที่ตั้งของมวลน้ําแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลก : […]
แอนตาร์กติกาละลายในวันที่ร้อนที่สุดที่มีการบันทึกในประวัติศาสตร์
ในวันที่ 6 กุมภาพันธุ์ 2563 สถานีตรวจวัดสภาพอากาศรายงานอุณหภูมิที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกในประวัติศาสตร์สำหรับทวีปแอนตาร์กติก เทอร์โมมิเตอร์ที่สถานีวิจัย Esperanza ด้านปลายสุดของคาบสมุทรแอนตาร์ติกขึ้นสูงถึง 18.3°C (64.9°F) หรือประมาณอุณหภูมิที่เมืองลอสแอนเจอลิสในวันเดียวกัน ความร้อนนำไปสู่การละลายของธารน้ำแข็งในบริเวณแถบนั้นในวงกว้าง อุณหภูมิที่สูงขึ้นมาถึงในวันที่ 5 กุมภาพันธุ์ และยาวไปจนถึงวันที่ 13 กุมภาพันธุ์ ปี พ.ศ.2563 ภาพด้านบนแสดงการละลายของธารน้ำแข็งที่ปกคลุมเกาะ Eagle จับภาพโดยอุปกรณ์ Operational Land Imager (OLI) บนดาวเทียม Landsat 8 ในวันที่ 4 และ 13 กุมภาพันธุ์ พ.ศ.2563 ความร้อนแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในแผนที่ด้านล่าง ซึ่งแสดงอุณหภูมิในบริเวณคาบสมุทรแอนตาร์กติกในวันที่ 9 กุมภาพันธุ์ 2563 แผนที่ทำขึ้นจากแบบจำลอง Goddard Earth Observing System (GEOS) และแสดงอุณหภูมิอากาศในระดับที่สูงจากพื้น 2 เมตร (ประมาณ 6.5 ฟุต) พื้นที่สีแดงเข้มคือจุดที่แบบจำลองแสดงอุณหภูมิที่เกิน 10°C (50°F). Mauri Pelto […]
เมืองใหญ่ริมฝั่งทะเลจะจมอยู่ใต้น้ำหรือไม่?
เป็นเรื่องของช่วงเวลา ในปี 2001 IPCC คาดการณ์ว่าระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นจาก 90 มิลลิเมตรไปจนถึง 880 มิลลิเมตรภายในปี 2100 ช่วงเวลากว้างนับ 100 ปีนี้แสดงถึงความไม่แน่นอนว่าจะมีการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างไร ธารน้ำแข็งและพืดน้ำแข็งจะละลายมากน้อยเพียงไหน การคาดการณ์สูงสุดนั้นคาดว่า พื้นที่ลุ่มต่ำของเมืองบางเมืองจะจมอยู่ใต้น้ำ และถึงแม้ว่าการเพิ่มขึ้นของน้ำทะเลจะอยู่ในระดับปานกลาง แต่พายุและคลื่นสูงก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาได้ คำถามที่ใหญ่กว่านั้น คือ อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากปี 2100 หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังเพิ่มขึ้นในช่วงศตวรรษนี้ พืดน้ำแข็งกรีนแลนด์อาจจะตกอยู่ในวัฏจักรของการละลายที่ไม่อาจหยุดยั้งได้ ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นมากกว่า 7 เมตร กระบวนการดังกล่าวนี้ต้องใช้เวลา ซึ่งอาจเป็น 2-3 ศตวรรษ ไม่มีใครสรุปได้ชัดเจนในขั้นนี้ แต่หากเวลานั้นมาถึง เมืองต่างๆ อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราก็ยากที่จะอยู่รอด
หิมะแห่งคีลีมานจาโร (Snow of Kilimanjaro)
คงไม่เกินเลยไปนัก หากจะกล่าวว่าเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ (Ernest Hemingway) ไม่ได้คิดถึงเรื่อง ‘ปรากฏการณ์เรือนกระจก’ ในขณะที่เขาเขียนเรื่องของชายคนหนึ่งที่ทิ้งร่างไร้วิญญาณซึ่งเน่าเปื่อยไว้ใกล้กับเทือกเขาที่ซึ่งหิมะที่ปกคลุมบนยอดกำลังจะหายไป เรื่องสั้นคลาสสิกของเฮมิงเวย์ที่ชื่อ ‘หิมะแห่งคีลิมานจาโร (Snow of Kilimanjaro)’ ขณะนี้เป็นผลงานมาตรฐานของภาพลักษณ์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แท้จริงแล้วหิมะที่ปกคลุมยอดเขาที่สูงที่สุดของทวีปแอฟริกากำลังหายไปอย่างรวดเร็ว นี่เป็นกระบวนการที่เริ่มขึ้นมาหลายทศวรรษแล้วก่อนที่เฮมิงเวย์จะจับปากกาเขียนเรื่องของเขา ในจำนวนยอดเขา 3 แห่งที่ประกอบเป็นคีรีมานจาโรอันมหึมา มีเพียงยอดเดียว คือ คิโบ (Kibo) ความสูง 5,893 เมตร ซึ่งเป็นยอดที่สูงที่สุดที่ยังมีน้ำแข็งปกคลุม หิมะบนยอดคิโบลดขนาดลงร้อยละ 80 ในช่วงศตวรรษที่ 20 และมีการรายงานว่า ความหนาของชั้นหิมะก็ลดลงในอัตราราว 50 เซนติเมตรต่อปีนับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ถึงแม้ว่ายอดภูเขาจะมีหิมะปกคลุมในช่วงฤดูหนาว แต่การหดตัวของหิมะที่มีอย่างต่อเนื่องในระยะยาวนำไปสู่การคาดการณ์ที่ค่อนข้างจะเที่ยงตรงว่า หิมะบนคีลีมานจาโรจะหายไปในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2558-2563 อาจเรียกได้ว่า ‘คีลีมานจาโร’ เป็นตำราว่าด้วย ‘การเกิดความร้อนและการละลาย’ ซึ่งได้กลายเป็นประเด็นที่เรียกความสนใจ นำไปสู่หัวข้อในการถกเถียงเชิงจิตวิญญาณในหมู่นักวิจัยด้านธารน้ำแข็ง รวมถึงเป็นหัวข้อนิยมของผู้ที่สงสัยเรื่องโลกร้อน ซึ่งคาดประมาณการหายไปของหิมะบนยอดเขาเพียงยอดเดียวเพื่อเป็นข้อโต้แย้งกับปรากฏการณ์ของการหดตัวของธารน้ำแข็งในพื้นที่อื่นๆ ของโลก อะไรที่ทำให้เรื่องของหิมะแห่งคีลีมานจาโรยังไม่มีข้อสรุป ประเด็นหนึ่งก็คือ อุณหภูมิอากาศเฉลี่ยเหนือยอดคิโบนั้นอยู่ใต้จุดเยือกแข็งจนถึงประมาณลบ 7 องศาเซลเซียสตลอดทั้งปี […]