Taragraphies — Header Component

หน้าตาที่สุดขั้วของสภาพภูมิอากาศ

บรรยากาศโลกเป็นได้หลายอย่าง แต่ที่แน่นอนที่สุดประการหนึ่งคือ มันจะไม่เหมือนกันไปหมด ในหลายๆ กรณี ในขณะที่ด้านหนึ่งของโลกหนาวถึงขั้น อีกด้านหนึ่งก็ร้อนตับแลบ ในขณะที่ด้านหนึ่งฝนตกชุกชุมไม่ลืมหูลืมตา อีกด้านหนึ่งก็แห้งแล้งสุดๆ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงแบบสุดขั้วนี้กำลังเกิดขึ้นในซีกโลกเหนือในขณะนี้ สิ่งที่เป็นลักษณะพื้นฐานที่เชื่อมโยงขั้วตรงกันข้ามของสภาพอากาศที่เกิดขึ้นนี้คือการไหวเวียนขนาดใหญ่ของกระแสลมในชั้นบรรยากาศระดับสูงที่เรียกว่า “คลื่นรอสบี้” (Rossby waves) คลื่นกระแสลมระดับโลกที่เป็นตัวกำหนด “กระแสลมกรด” (jet stream) และกำหนดแบบนแผนสภาพอากาศในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของวัน หรือสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม คลื่นกระแสลมนั้นอยู่ภายใต้กฎพื้นฐานของ “พลศาสตร์ของไหล” (fluid dynamics) และ เทอร์โมไดนามิก (thermodynamics) ซึ่งบอกว่าผลรวมของพลังงานที่ไหลวนผ่านอุณภูมิในชั้นบรรยากาศโลกไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าสภาพอากาศสุดขั้วอยู่ด้านใดด้านหนึ่งของโลก ช่วงต้นปี 2557 นี้ แบบแผนอุณหภูมิในซีกโลกเหนือเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าบรรยากาศโลกนั้นเปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้วพร้อมๆ กันได้อย่างไร ในอเมริกาเหนือ มวลอากาศที่หมุนวนจากอาร์กติกขยับเคลื่อนลงใต้และนำเอาความหนาวเย็นสุดขั้วลงมาด้วย และส่วนใหญ่ก็เป็นการพูดอธิบายปรากฎการณ์ในเรื่อง “โพลาวอร์เทกซ์” (polar vortex) ในขณะเดียวกัน ทวีปยุโรปต้องเจอกับอากาศที่อุ่นผิดปกติทำให้การเฉลิมฉลองเทศกาลวันหยุดเป็นสภาพฝนตกมากกว่าเป็นหิมะตก และนำไปสู่การอภิปรายกันว่า จะมีหิมะเพียงพอหรือไม่สำหรับกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่จะจัดขึ้นในเมืองโซชิ (Sochi) สหพันธรัฐรัสเซีย แผนที่ส่วนบนแสดงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวในทวีปอเมริกาเหนือในช่วงวันที่  1–7 มกราคม 2557 จากข้อมูลจากเครื่องมือวัด Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer (MODIS) บนดาวเทียม Terra ขององค์การนาซา พื้นที่ที่มีอุณหภูมิอุ่นกว่าเป็นสีแดง อุณหภูมิที่ค่อนข้างปกติเป็นสีขาว […]

400 ส่วนในล้านส่วน กราฟของคีลิ่ง และประวัติล้านปีของคาร์บอนไดออกไซด์

ในที่สุด ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2556 ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโลกก็แตะที่ระดับ 400 ส่วนในล้านส่วน (part per million, ppm) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ 400 ppm เป็นค่าที่วัดได้เฉลี่ยต่อวันซึ่งรายงานโดยองค์การมหาสมุทร และบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NOAA) ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นไปถึง 400 ส่วนในล้านส่วนนี้ถือเป็นหลักไมล์ที่น่าเศร้าใจ มันบอกว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์ออกสู่ชั้นบรรยากาศโลกนั้นมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ภาวะเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้น และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น ภาพด้านล่างแสดงกราฟของคีลิ่ง (Keeling Curve) ที่เป็นหัวใจสำคัญของเรื่องราวว่าด้วยการวัดระดับความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ กราฟของคีลิ่ง (Keeling Curve) เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นให้กับกราฟที่บันทึกระดับความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ ณ หอสังเกตการณ์ Mauna Loa บนเกาะฮาวาย การสังเกตการณ์โดยการวัดนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1960 (ในปี ค.ศ.1958) การหาความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ที่สะสมในชั้นบรรยากาศย้อนหลังไปจากนี้ทำโดยการศึกษาจากแกนน้ำแข็ง จากกราฟของคีลิ่ง เราจะเห็นได้ว่าปฏิบัติการของมนุษย์ที่พยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศยังไม่ได้ผลที่จะชะลอการเพิ่มขึ้นของระดับความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้เลย และคาร์บอนไดออกไซด์ก็มาถึงระดับ 400 ส่วนในล้านส่วนแล้ว กราฟของคีลิ่งนับตั้งแต่มีการวัดนับตั้งแต่ปี 1958 มาจนถึงปัจจุบัน เผยให้เราเห็นปฏิสัมพันธ์และการปะทะสังสรรค์ระหว่าง “กิจกรรมของมนุษย์” และ “คาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกตัวสำคัญที่เป็นผลผลิตโดยตรงจากกิจกรรมของมนุษย์” หลักไมล์แรกคือการตีพิมพ์รายงานทางวิทยาศาสตร์ของ […]

แผนที่อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลก – ฤดูร้อนร้อนขึ้น

ข้อมูลจาก the National Climatic Data Center (NCDC) of the National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) เดือนกรกฎาคม 2555 เป็นเดือนที่ร้อนที่สุดที่มีการบันทึกมาในสหรัฐอเมริกา ( hottest month on record ) และเป็นเดือนที่ร้อนไปทั่วโลกด้วยเช่นกัน ถือว่าเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดอันดับที่สี่ นับตั้งแต่ที่มีการบึกทึกอุณภูมิในยุคประวัติศาสตร์สมัยใหม่ทีเริ่มขึ้นในช่วงคริสตทศวรรษ 1880 แผนที่ด้านบนแสดงการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่วิเคราะห์โดย Goddard Institute for Space Studies (GISS) ขององค์การนาซาในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2555  แผนที่แสดงถึงอุณหภูมิที่ร้อยขึ้นหรือเย็นลงในแต่ละแห่งเทียบกับค่าเฉลี่ยของเดือนกรกฎาคมในช่วงปี 1951–1980 การสร้างแผนที่นี้ นักวิทยาศาสตร์ใช้ข้อมูลจากสถานีอุตอนิยมวิทยา 6,300 แห่งทั่วโลก รวมถึงหอสังเกตการณ์ในมหาสมุทร ดาวเทียมตรวจวัดอุณหภูมิพื้นผิวทะเลและสถานีวิจัยที่แอนตาร์กติกา ข้อมูลเพิ่มเติมอ่านได้จาก World of Change: Global Temperatures. ต้องกล่าวไว้ในที่นี่ว่า แผนที่ไม่ได้แสดงถึงอุณหภูมิสัมบูรณ์ (absolute temperatures) แต่แสดงการเปลี่ยนแปลงจากค่าเฉลี่ยในระยะยาว ส่วนที่เป็นสีแดงเข้มที่สุดมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นได้ถึง 4° เซลเซียส (7° ฟาเรนไฮต์) มากกว่าค่าเฉลี่ยปกติของเดือนนั้น […]

โลกร้อนและชั้นโอโซน-คนละเรื่องเดียวกัน

มีความเชื่อมโยงระหว่างการร่อยหรอลงของชั้นโอโซนกับภาวะโลกร้อนอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ทั้งสองเรื่องเป็นประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกัน การเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนนั้นเกิดขึ้นที่ชั้นบรรยากาศที่อยู่ใกล้ผิวโลกมากที่สุด นั่นคือ ชั้นโทรโพสเฟียร์ (Troposphere) ระยะทาง 10-15 กิโลเมตรห่างจากผิวโลกขึ้นไป ซึ่งบรรยากาศในชั้นนี้มีปริมาณโอโซนอยู่น้อยมาก เนื่องจากหากโอโซนอยู่ในชั้นนี้จะเป็นอันตรายต่อมนุษย์ ส่วนชั้นบรรยากาศที่พบก๊าซโอโซนมาก ได้แก่ ชั้นสตราโตสเฟียร์ (Stratosphere) ซึ่งอยู่ไกลจากพื้นผิวโลกขึ้นไปประมาณ 50 กิโลเมตร และอยู่เหนือชั้นโทรโพสเฟียร์ โดยก๊าซโอโซนในชั้นบรรยากาศนี้มีหน้าที่ดูดซับรังสีทุกชนิดที่แผ่ออกมาจากดวงอาทิตย์ไว้มิให้ส่องไปยังโลกทั้งหมด โดยเฉพาะรังสีอัลตราไวโอเลตชนิดบีหรือ UV-B ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติ แม้การเกิดภาวะโลกร้อนมิได้มีสาเหตุโดยตรงจากการเกิดรูโหว่ในชั้นโอโซน แต่การเพิ่มขึ้นของสารทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศ นอกจากจะไปเพิ่มความหนาของบรรยากาศในชั้นโทรโพสเฟียร์ซึ่งทำให้รังสีความร้อนถูกสกัดกั้นและแผ่ความร้อนกลับมายังผิวโลกได้มากขึ้นแล้วนั้น สารทำลายชั้นโอโซนที่สามารถทะลุผ่านชั้นโทรโพสเฟียร์ขึ้นไปยังชั้นสตราโตสเฟียร์ได้ก็จะไปทำลายโอโซนได้อย่างรวดเร็วจากการเกิดปฏิกิริยาแบบลูกโซ่ ดังนั้น ผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกจึงยิ่งรุนแรงมากขึ้น  

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings