ในที่สุด ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2556 ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโลกก็แตะที่ระดับ 400 ส่วนในล้านส่วน (part per million, ppm) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ 400 ppm เป็นค่าที่วัดได้เฉลี่ยต่อวันซึ่งรายงานโดยองค์การมหาสมุทร และบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NOAA) ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นไปถึง 400 ส่วนในล้านส่วนนี้ถือเป็นหลักไมล์ที่น่าเศร้าใจ มันบอกว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์ออกสู่ชั้นบรรยากาศโลกนั้นมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ภาวะเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้น และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น ภาพด้านล่างแสดงกราฟของคีลิ่ง (Keeling Curve) ที่เป็นหัวใจสำคัญของเรื่องราวว่าด้วยการวัดระดับความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ

IMG_0313

กราฟของคีลิ่ง (Keeling Curve) เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นให้กับกราฟที่บันทึกระดับความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ ณ หอสังเกตการณ์ Mauna Loa บนเกาะฮาวาย การสังเกตการณ์โดยการวัดนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1960 (ในปี ค.ศ.1958) การหาความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ที่สะสมในชั้นบรรยากาศย้อนหลังไปจากนี้ทำโดยการศึกษาจากแกนน้ำแข็ง

IMG_0314

จากกราฟของคีลิ่ง เราจะเห็นได้ว่าปฏิบัติการของมนุษย์ที่พยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศยังไม่ได้ผลที่จะชะลอการเพิ่มขึ้นของระดับความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้เลย และคาร์บอนไดออกไซด์ก็มาถึงระดับ 400 ส่วนในล้านส่วนแล้ว

IMG_0315

กราฟของคีลิ่งนับตั้งแต่มีการวัดนับตั้งแต่ปี 1958 มาจนถึงปัจจุบัน เผยให้เราเห็นปฏิสัมพันธ์และการปะทะสังสรรค์ระหว่าง “กิจกรรมของมนุษย์” และ “คาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกตัวสำคัญที่เป็นผลผลิตโดยตรงจากกิจกรรมของมนุษย์” หลักไมล์แรกคือการตีพิมพ์รายงานทางวิทยาศาสตร์ของ Wallace Broecker ว่าด้วยเรื่อง “โลกร้อน (Global Warming)”

IMG_0316

ในปี 1988 ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศแตะที่ระดับ 350 ส่วนในล้านส่วน (350 ppm) เป็นระดับสูงมากพอที่จะกระตุ้นให้เกิดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมิหวนคืนกลับมาเป็นดังเดิมได้

IMG_0317

ในปี 1990 คณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change, IPCC) ออกรายงานฉบับแรกโดยหยิบยกถึงความเสี่ยงของภาวะโลกร้อน

IMG_0318

ในปี 1992 เป็นปีแห่งประวัติศาสตร์ที่ประชาคมโลกเห็นร่วมกันในการแก้ปัญหาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยประเทศต่างให้สัตยาบันภายใต้กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ (United Nations Framwork on Climate Change Convnetion, UNFCCC) โดยมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์

IMG_0319

อีก 13 ปีต่อมา ในปี 2005 หลังจากการเจรจาภายใต้กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ (United Nations Framwork on Climate Change Convnetion, UNFCCC) มายาวนาน และการเจรจาข้อตกลงโลกร้อนที่เห็นร่วมกันในปี 1998 ณ การประชุมสุดยอดที่เกี่ยวโต และใช้เวลาอีก 7 ปี จนกระทั่งพิธีสารเกียวโตก็มีผลบังคับใช้ในปี 2005

IMG_0320

ในปี 2009 ทุกประเทศภายใต้กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ (United Nations Framwork on Climate Change Convnetion, UNFCCC) เห็นตรงกันว่าจะต้องจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกมิให้สูงไปกว่า 2 องศาเซลเซียส

IMG_0321

แล้วก็มาถึงจุดสำคัญครั้งประวัติศาสตร์เมื่อระดับความเข้มข้มของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศมาแตะที่ระดับ 400 ส่วนในล้านส่วน ในปี 2013 ถือเป็นระดับความเข้มข้นที่สูงที่สุดในช่วงเวลา 4.5 ล้านปีที่ผ่านมาของโลก

IMG_0322

เมื่อเราพิจารณากราฟของคีลิ่งอย่างใกล้ชิด ลักษณะของกราฟจะขึ้นลงเป็นรูปคล้าย ๆ ฟันเลื่อย ทั้งนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล โดยเฉพาะในซีกโลกด้านเหนือซึ่งมีพีชพรรณมากกว่าซีกโลกด้านใต้ ช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน พืชพรรณดึงก๊าซคาร์ไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเข้าไป ส่วนช่วงฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว พืชพรรณจะคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา

IMG_0323

เมื่อดูภาพรวม เราจะเห็นว่าคาร์บอนไดออกไซด์มีการสะสมเพิ่มขึ้นในชั้นบรรยากาศอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรม และจะเห็นว่ากราฟของคีลิ่ง(สีแดง) ในบริบททางประวัติศาสตร์ของความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในรอบสองล้านปี ระดับของคาร์บอนไดออกไซด์นั้นนิ่งมาโดยตลอดและมาโงหัวขึ้นหลังจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างแพร่หลายในช่วงศตวรรษ 1800

IMG_0324

ระดับความเข้มข้นของก๊าซคร์บอนไดออกไซด์ยังจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีการลดการปล่อยก๊าซจากกิจกรรมของมนุษย์อย่างถอรากถอนโคน เส้นประสีแดงแสดงภาพอนาคตของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่คาดการณ์ล่าสุดโดย IPCC และคณะอื่นๆ โดยรวม การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ก็ยังเป็นไปตามแนวทางของเส้นประสีแดง ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป ภายในสิ้นศตวรรษนี้ ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ก็จะทะลุไปถึง 1000 ส่วนในล้านส่วนได้

IMG_0325

เมื่อพิจารณาถึงความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศที่สะสมเพิ่มมากขึ้นจากปัจจุบันต่อไปยังอนาคต อาจกล่าวได้ว่า เรากำลังเข้าสู่อาณาเขตที่มนุษย์ไม่เคยประสบการณ์มาก่อน การศึกษาหลักฐานจากแกนน้ำแข็งแสดงให้เห็นว่าในช่วงระยะเวลากว่า 800,000 ปีที่ผ่านมา ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นและลดลงอยู่ในช่วงแคบ ๆ ระดับที่ 400 ส่วนในล้านส่วน เป็นระดับที่เกิดขึ้นครั้งสุดท้ายเมื่อล้านปีก่อน เป็นช่วงที่โลกดูแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากที่เป็นอยู่และโลกมีความร้อนมากกว่านี้ ด้วยเหตุนี้ นักวิทญาศาสตร์หลายท่านคิดว่า ระดับความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศปัจจุบันนั้นเป็นระดับที่มีอันตรายมากอย่างสุดขั้วและยังคงเพิ่มระดับขึ้นไปในทศวรรษแห่งอนาคต

IMG_0326

Leave a Reply

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings

Discover more from taragraphies

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading