Taragraphies — Header Component

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของแผ่นดินไหว

เรียบเรียงจาก https://www.polytechnique-insights.com/en/columns/planet/climate-change-will-lead-to-an-increase-in-earthquakes/ เขียนโดย Christophe Larroque Lecturer at Université de Reims-Champagne Ardenne and at Geoazur Laboratory (CNRS/OCA/UniCA/IRD) และ Marco Bohnhoff Professor of Experimental Seismology and Drilling at Freie Universität of Berlin ประเด็นสำคัญ ในแต่ละปี มีแผ่นดินไหวขนาดใหญ่หลายสิบครั้งเกิดขึ้นทั่วโลก เหตุการณ์เหล่านี้สามารถคร่าชีวิตผู้คนได้หลายแสนราย เช่นที่เคยเกิดขึ้นในปี 2010 (เสียชีวิต 226,000 ราย) และปี 2004 (เสียชีวิต 227,000 ราย) แผ่นดินไหวเกิดจากการเลื่อนตัวอย่างฉับพลันของรอยเลื่อน — หรือรอยแตก — ในเปลือกโลก ซึ่งอยู่เพียงไม่กี่กิโลเมตรใต้ฝ่าเท้าของเรา การเลื่อนตัวนี้จะเกิดขึ้นเมื่อแรงเค้นที่กระทำต่อรอยเลื่อนเกินค่าขีดจำกัดของการแตกหัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีประเด็นวิจัยใหม่เกิดขึ้นในแวดวงวิทยาศาสตร์ : […]

Berkeley Earth จัดให้เดือนมีนาคม 2568 เป็นเดือนมีนาคมที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกมา

รายงานอุณหภูมิเดือนมีนาคมจากชุดข้อมูลอุณหภูมิความละเอียดสูงของ Berkeley Earth ระบุ เดือนมีนาคม 2025 เป็นเดือนมีนาคมที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการสังเกตโดยตรง โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งเดือนสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม (ช่วงปี 1850–1900) อยู่ที่ 1.55 ± 0.15 องศาเซลเซียส (2.32 ± 0.22 องศาฟาเรนไฮต์) อย่างไรก็ตาม อุณหภูมิในเดือนนี้สูงกว่าเดือนมีนาคม 2024 และ 2016 เพียงเล็กน้อย และเนื่องจากค่าความไม่แน่นอนที่ทับซ้อนกัน ทำให้ทั้งสามปีนี้ถือว่ามีอุณหภูมิใกล้เคียงกัน แม้ว่าการวัดของ Berkeley Earth จะพบว่าเดือนมีนาคม 2025 ร้อนกว่าเดือนมีนาคม 2024 และ 2016 อยู่ที่ 0.02 และ 0.04 องศาเซลเซียสตามลำดับ แต่ทาง Copernicus จัดอันดับให้เดือนมีนาคม 2025 เป็นเดือนมีนาคมที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับสอง ส่วน NOAA จัดให้อยู่ในอันดับที่สาม แม้ว่าในเดือนกุมภาพันธ์ อุณหภูมิโลกจะลดลงเล็กน้อยต่ำกว่าค่าขีดจำกัด 1.5°C ตามที่กำหนดไว้ในความตกลงปารีส (โดยมีค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 1.49°C) […]

เข้าใจอุณหภูมิสุดขั้วปี 2024 ผ่าน 4 แผนภูมิและ 2 แผนที่

เรียบเรียงจาก How to make sense of 2024’s wild temperatureshttps://www.economist.com/graphic-detail/2025/01/10/how-to-make-sense-of-2024s-wild-temperatures from The Economist เมื่อวันที่ 10 มกราคม องค์กรหลายแห่งที่ติดตามสถานการณ์ภูมิอากาศโลกได้เผยแพร่รายงานประเมินสถานการณ์ปี 2024 ซึ่งยืนยันว่าปีนี้เป็นปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูลสมัยใหม่ และคาดว่าเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ อีกทั้งยังมีวันที่ร้อนที่สุดที่เคยบันทึกไว้ในปีนี้ด้วย จากชุดข้อมูลหลัก 5 ชุดที่พยายามวัดอุณหภูมิโลก พบว่าชุดข้อมูลหนึ่งระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยในปี 2023 เพิ่มขึ้นมากกว่า 1.5°C เมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม และในปี 2024 มีถึง 3 ชุดที่ยืนยันข้อมูลดังกล่าว ตัวเลขนี้กลายเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญ แม้ว่าข้อมูลของปีเดียวจะไม่เพียงพอสำหรับการประเมินความสำเร็จหรือความล้มเหลวของ “ความพยายามในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิให้อยู่ที่ไม่เกิน 1.5°C เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม” ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เกือบ 200 ประเทศให้คำมั่นในความตกลงปารีสปี 2015 โดยทั่วไปแล้วผู้คนมักมองไปที่แนวโน้มหรือค่าเฉลี่ยในรอบทศวรรษแทน แต่ถึงแม้ปี 2024 จะยังไม่ทำลาย “ขีดจำกัด” ตามความตกลงปารีสในแง่นั้น แต่นั่นแทบไม่มีความสำคัญ เพราะปีนี้ได้สร้างสถิติใหม่ และยิ่งแสดงให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นว่าไม่มีสถานการณ์ที่เป็นไปได้ใดที่แนวโน้มจะไม่ทะลุขีดจำกัดดังกล่าวในเร็ว ๆ นี้ แผนภูมิแรกแสดงให้เห็นว่าอุณหภูมิในแต่ละวันเปรียบเทียบกับค่าปกติในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 […]

แผนภูมิทั้ง 6 อธิบายความผิดเพี้ยนของอุณหภูมิโลกในปี 2567

เรียบเรียงจาก Six charts help to explain 2024’s freakish temperatures https://www.economist.com/graphic-detail/2024/05/15/six-charts-help-to-explain-2024s-freakish-temperatures from The Economist นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศกล่าวว่าพวกเขากําลังจะหมดคําคุณศัพท์เพื่ออธิบายความผิดปกติของระบบสภาพภูมิอากาศล่าสุด ปี 2566 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ : องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกกล่าวว่าอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกสูงกว่าประมาณ 1.45°C เมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม ซาแมนธา เบอร์เจส รองผู้อํานวยการหน่วยงานด้านสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป กล่าวว่าช่วงครึ่งหลังของปี 2566 นั้น “น่าตกใจจริงๆ” ปี 2567 นี้อาจจะยังเป็นปีที่ร้อนอยู่ต่อไป แผนภูมิทั้ง 6 ต่อไปนี้แสดงภาพความผิดปกติล่าสุดและแนวโน้มที่จะมีต่อไป ในเดือนมิถุนายน 2566 โลกเข้าสู่ช่วง “เอลนีโญ” วัฏจักรของสภาพอากาศตามธรรมชาตินี้ (ส่วนหนึ่งของแบบแผนที่เรียกว่า El Niño Southern Oscillation หรือ ENSO) สามารถเพิ่มอุณหภูมิพื้นผิวชั่วคราวและทําให้เกิดความผิดปกติของสภาพอากาศที่รุนแรง แม้ว่าจะเป็นเอลนีโญแบบมาตรฐาน อุณหภูมิอากาศที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในปี 2566 ก็ทําให้นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศตื่นตระหนก ปี 2567 นี้ยังเป็นปีแห่งการทําลายสถิติด้วย : […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings