Taragraphies — Header Component

ถึงเวลาฟื้นฟูโลก เกิดอะไรขึ้นบ้างกับสิ่งแวดล้อมในช่วงไวรัสโควิดระบาด

โลกของเรายังคงถูกเขย่าจากโรคระบาดขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบกับคนนับล้านอย่าง Covid-19 ในขณะที่ทุกๆ วันที่ 22 เมษายนของทุกปี ทั่วโลกต่างก็เฉลิมฉลองเนื่องในวันคุ้มครองโลก(Earth Day) แม้จะดูย้อนแย้ง แต่ประเด็นทั้งสองนี้เชื่อมโยงกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชื่อมโยงระหว่างการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและโรคที่ติดเชื้อจากสัตว์สู่คน จนถึงวันที่ 20 เมษายน 2564 รายงานของ WHO ระบุ การระบาดของ COVID-19 แพร่กระจายไปยัง 217 ประเทศและเขตการปกครองทั่วโลก โดยมีผู้ป่วยยืนยันแล้ว มากกว่า 141,754,944 คนและมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 3,025,835 คน และจนถึงวันที่ 19 เมษายน 2564 แม้มีการฉีดวัคซีนจำนวน 843,158,196 ชุดให้ประชากรโลก แต่ความทุกข์ยากและความสูญเสียทางสังคมและเศรษฐกิจจะยังคงขยายเพิ่มขึ้น โดยผลกระทบจากการระบาด ของโรคจะดำเนินสืบเนื่องในอีกหลายปีข้างหน้า ผลกระทบเชิงรูปธรรมของ COVID-19 ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงระบบอาหารและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ยังมีอยู่อย่างจำกัด ด้วยธีมของวันคุ้มครองโลกปี 2564 นี้คือ “ฟื้นฟูโลก(Restore Our Earth™)” เราขอยกประเด็นสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงในช่วงปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน และปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้ วิกฤตมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ดำเนินการ ตามคำแนะนำที่มีอยู่ในอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่ง ชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ […]

ทำไมมลพิษพลาสติกต้องเป็นความรับผิดชอบของผู้ผลิต

เรามักจะได้ยินคำพูดที่ว่า “ทุกคนมีส่วนสร้างปัญหามลพิษพลาสติก” คำพูดเหล่านี้ ส่วนใหญ่ เราจะได้ยินจากนักการเมือง หน่วยงานรัฐ รวมไปถึงภาคอุตสาหกรรม มันเป็นคำพูดที่ถูกออกแบบไว้ ถ้าใครเคยสั่งชุดตัวกรองคาร์บอนสำหรับถังปุ๋ยหมัก ก็จะพบว่า สินค้าถูกส่งมาในซองพลาสติกกันกระแทก ยังมีถุงพลาสติกใสอีกใบที่หุ้มไส้กรอง สุดท้าย เพื่อเพิ่มการป้องกันความเสียหาย ใส้กรองแต่ละอันถูกห่อด้วยพลาสติกแยกกัน สรุป ตัวกรองคาร์บอนมีพลาสติกอย่างน้อยสามชั้น ตัวอย่างข้างต้น แสดงให้เห็นว่า หลายครั้งที่ความพยายามลดขยะของเรา เรากลับสร้างขยะมากขึ้น งานวิจัยในวารสาร Science Advances มีข้อมุลอ้างอิงที่ระบุว่าปริมาณขยะพลาสติกของไทยอยู่ที่ 4,796,494 ตัน/ปี (หรือราว 69.54 กิโลกรัม/ปี/คน) เมื่อเทียบกับฐานข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษที่ระบุว่าการเกิดขยะพลาสติกอยู่ที่ 2 ล้านตันต่อปี (หรือราว 29 กิโลกรัม/ปี/คน) หลายครั้งที่ข้อมูลอันท่วมท้นเหล่านี้ทำให้เราทำอะไรไม่ถูก ไม่มีทางที่เราจะรู้หรือเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าผลิตภัณฑ์ที่เรานำมาใช้ในชีวิตประจำวันถูกห่อหุ้มเป็นชั้นๆ ซ้อนทับลงไปบนบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง เราต้องการลดขยะโดยเฉพาะพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง แต่โอกาสก็น้อย แม้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนจะออกแบบมาเพื่อลดบรรจุภัณฑ์ที่ไม่จำเป็นหรือเพื่อนำกลับมาใช้ซ้ำ แต่การสั่งซื้อออนไลน์ (ส่วนใหญ่จัดส่งในบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วทิ้ง) ความหวังว่าจะหลีกเลี่ยงการซื้อของที่สร้างขยะเพิ่มขึ้นนั้นดูจะหริบหรี่ แต่ถ้าเราพร้อมที่จะลงมือทำเพื่อปฏิเสธพลาสติกใช้แล้วทิ้ง เราพลาดอะไรไป? บริษัทที่ออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์สินค้าแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งนั้นไม่เพียงแต่สร้างระบบนี้ขึ้นมา แต่ได้ประโยชน์จากระบบนี้ด้วย นั่นคือ “ขยะมากเท่ากับกำไรเพิ่ม” จากการที่บริษัททั้งหลายผลักภาระต้นทุนออกไป ผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วทิ้งช่วยลดต้นทุนให้ภาคอุตสาหกรรม แต่กลายเป็นต้นทุนมหาศาลต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ในฐานะผู้เสียภาษี […]

โครงการเก็บขยะพลาสติกในแม่น้ำคงคาของกลุ่มบริษัทน้ำมันและเคมียักษ์ใหญ่ระดับโลกต้องล่มลงและไปไม่รอด

รถเข็นและตะแกรงโลหะที่ใช้ดักจับขยะและติดคำว่า “Renew Oceans” ตั้งกองอยู่ด้านนอกสำนักงานที่ว่างเปล่าและมีกุญแจล็อคในเมืองพาราณสีของอินเดีย เดินไม่ไกลจากริมฝั่งแม่น้ำคงคา ทั้งหมดนี้เป็นโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจากบริษัทน้ำมันและเคมีภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งอ้างว่า สามารถแก้ปัญหาวิกฤตขยะพลาสติกในมหาสมุทรที่กำลังคร่าชีวิตสัตว์ทะเล ตั้งแต่แพลงก์ตอนไปจนถึงวาฬ ทำให้ชายหาดเขตร้อนและแนวปะการังปนเปื้อนมลพิษ ข้อมูลจากกลุ่มสิ่งแวดล้อมสองกลุ่มระบุว่า การปิดโครงการ Renew Oceans ซึ่งไม่เคยมีใครรู้มาก่อนเป็นสัญญาณว่า อุตสาหกรรมที่มีอนาคตทางการเงินเชื่อมโยงกับการขยายกำลังการผลิตพลาสติกได้ลดเป้าหมายเพื่อควบคุมการเพิ่มขึ้นของมลพิษพลาสติก The Alliance to End Plastic Waste ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรในสิงคโปร์ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อสองปีก่อนโดยบริษัทน้ำมันและเคมีภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ กล่าวบนเว็บไซต์ในเดือนพฤศจิกายน 2562 ว่า การร่วมมือกับงานที่เป็นความร่วมมือกับโครงการ Renew Oceans จะขยายไปยังแม่น้ำที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก และ “ในที่สุดสามารถหยุดการรั่วไหลของพลาสติกลงสู่มหาสมุทรโลกได้” กลุ่มบริษัท Exxon Mobil Corp, Royal Dutch Shell Plc, Dow Inc, Chevron Phillips Chemical Co และบริษัทอื่นๆ อีกประมาณ 50 แห่ง มุ่งมั่นที่จะใช้เงิน 1,500 ล้านดอลลาร์ในช่วง 5 ปี […]

การศึกษาโดย OceanAsia ระบุ หน้ากากอนามัยมากกว่า 1,560 ล้านชิ้น หลุดออกลงสู่มหาสมุทรโลกในปี 2563

เป็นเวลาหลายเดือนในช่วงปี 2563 ที่ผ่านมา ที่เราเห็นหน้ากากอนามัยอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่ : ท่อระบายน้ำ ถนน ชายหาดและสวนสาธารณะ ตอนนี้ เราเรียนรู้ว่ามีหน้ากากอนามัยกี่ล้านชิ้นที่ทิ้งลงสู่มหาสมุทรของเรา ดร. Teale Phelps Bondaroff ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ OceansAsia กล่าวว่า “เมื่อพลาสติกเข้าสู่สิ่งแวดล้อมทางทะเลแล้ว การนำออกมานั้นทำได้ยากมาก” กลุ่มอนุรักษ์ทางทะเลได้ติดตามจำนวนหน้ากากอนามัยที่ลอยขึ้นฝั่งบนเกาะห่างไกลทางตอนใต้ของฮ่องกงตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของโคโรนาไวรัส Bondaroff บอกว่า “ประมาณ 6 สัปดาห์หลังจากที่ Covid-19 ระบาดขึ้นในฮ่องกง ราวๆ ปลายเดือนกุมภาพันธ์ เราเริ่มพบหน้ากาก และมันเยอะมากมาก สิ่งที่น่าประหลาดคือ เราไม่พบหน้ากากอนามัยก่อน Covid” หน้ากากอนามัยที่เราใช้กันอยู่ทำมาจากโพลีโพรพีลีนซึ่ง Bondaroff อธิบายว่าเป็นเส้นใยบางๆ ของพลาสติก เขาบอกว่า “ความจริงคือ เราเริ่มพบหน้ากากอนามัยที่แตกตัวออกซึ่งบ่งชี้ถึงปัญหาที่แท้จริงที่ว่า ไมโครพลาสติกเกิดจากหน้ากากอนามัย” พลาสติกชิ้นเล็กๆ เหล่านี้สามารถคงอยู่ในมหาสมุทรได้เป็นเวลาหลายร้อยปีซึ่งเป็นอันตรายต่อปลาและยังก่อมลพิษทางอากาศ Bondaroff บอกว่า “คำถามที่เราไม่สามารถตอบได้คือ มีหน้ากากอนามัยกี่ชิ้นที่ทิ้งลงในมหาสมุทรของเรา เราไม่รู้” OceansAsia ได้ทำการศึกษาเพื่อค้นหาคำตอบและเผยแพร่ผลการศึกษานี้ ในจำนวนหน้ากากอนามัย 52,000 ล้านชิ้นที่ผลิตออกมาทั่วโลกในปี 2563 […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings