Taragraphies — Header Component

วาทกรรมย้อนแย้งของรัฐบาลทรัมป์ในวัน Earth Day

บทความบนเว็บไซต์ของทำเนียบขาวในวันคุ้มครองโลก(Earth Day) ดูแวบแรกนึกว่าเป็นข่าวปลอม(misinformation) ปรากฎกว่า Trump ใช้วัน Earth Day ได้แยบยลมาก อาจเรียกว่าต้องทำให้วุฒิสมาชิกเกย์ลอร์ด เนลสัน (Gaylord Nelson) ซึ่งถือว่าเป็นผู้ก่อตั้ง Earth Day ขึ้นในปี 1970 ต้องสะดุ้งกันเลยทีเดียว Earth Day ก็ถือว่าเป็น soft power แบบอเมริกัน นับตั้งแต่ก่อตั้ง มีผู้คนนับล้านคนทั่วโลก doing something about the environment ในวันนี้ หัวข้อบทความพาดได้อย่างแยบยล “ท้ายที่สุด ในวันคุ้มครองโลก เราก็มีประธานาธิบดีผู้เดินตามวิทยาศาสตร์” นี่คือความสุดของวาทกรรมที่เหล่านักคิดค้นเรื่อง “ฟอกเขียว” ต้องหลีกทางให้ แต่ถ้าเราอ่านระหว่างบรรทัดและค้นหา “ปีศาจ” ในรายละเอียด (devil in the details) นอกจากมันสอนบทเรียนในเรื่องวิธีการสื่อสารสาธารณะให้คนทำงานสายสิ่งแวดล้อมตัวจริงๆ ไม่อิงนิยายแล้ว เราอาจจะต้องกลับมาทบทวนการเฉลิมฉลองวันสำคัญที่เป็น Landmark ทางสิ่งแวดล้อมกันใหม่ว่า มันเป็นแค่อีเวนต์ หรือสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นจริงๆ วาทกรรมแรก […]

การต่อกรระหว่างสหรัฐฯ-จีนเพื่อควบคุมเครือข่ายเศรษฐกิจโลก

ความเป็นปรปักษ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ได้กลับมาอย่างรุนแรง สิ่งที่เริ่มต้นจากการแข่งขันทางภูมิเศรษฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ได้ขยายไปครอบคลุมสหภาพยุโรป (EU) และรัสเซีย จนกลายเป็นการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์เต็มรูปแบบซึ่งสามารถเรียกได้ว่าเป็น “สงครามเย็นครั้งที่สอง” แตกต่างจากสงครามเย็นครั้งแรก ความขัดแย้งใหม่นี้ไม่ได้มีศูนย์กลางอยู่ที่อุดมการณ์หรือการขยายอาณาเขต แต่เป็นเรื่องของการควบคุมเครือข่ายเชิงยุทธศาสตร์ระดับโลก อดีตผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) และอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ ไมค์ ปอมเปโอ ได้อธิบายสถานการณ์นี้ไว้ว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องของการสกัดกั้น (containment)… แต่มันเป็นความท้าทายใหม่ที่ซับซ้อนซึ่งเราไม่เคยเผชิญมาก่อน สหภาพโซเวียตถูกตัดขาดจากโลกเสรี แต่จีนคอมมิวนิสต์อยู่ภายในพรมแดนของเราแล้ว” หัวใจของสงครามเย็นครั้งที่สองคือความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการรักษาความเป็นมหาอำนาจของตน แม้ว่าศักยภาพของประเทศจะยังแข็งแกร่งแต่ก็เริ่มลดลงเมื่อเทียบกับจีนที่กำลังเติบโต รัฐบาลทั่วโลกกำลังตอบสนองต่อสถานการณ์นี้โดยการขยายบทบาทของตนในฐานะผู้กำหนดนโยบายอุตสาหกรรมและนักลงทุน-ผู้ถือหุ้น เพื่อควบคุมจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญของเครือข่ายเศรษฐกิจโลก พวกเขากำลังใช้ นโยบายอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (SWFs) ธนาคารนโยบายภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเครื่องมือความเป็นเจ้าของของรัฐรูปแบบอื่นๆ แม้ว่ากระแสนี้อาจไม่ได้นำไปสู่การลดระดับของการบูรณาการเศรษฐกิจโลกโดยตรง แต่ก็ได้แทรกตรรกะของ “เรียลโพลิติก” หรือ “แนวคิดเชิงปฏิบัติ” เข้ามาในความเชื่อมโยงข้ามชาติที่เป็นรากฐานของโลกาภิวัตน์ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์นี้ เราขอนำเสนอแนวคิด “ภูมิรัฐศาสตร์แบบทุนนิยมโดยรัฐ” (state-capitalist geopolitics) ติดตามการเกิดขึ้นของมัน และสำรวจรูปแบบที่สำคัญ รวมถึงความเป็นไปได้ในอนาคต ภูมิรัฐศาสตร์แบบทุนนิยมโดยรัฐกำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกและปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมืองโดยเปิดโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ให้กับประเทศในซีกโลกใต้ (Global South) และขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมข้ามชาติที่มีแนวคิดก้าวหน้าทั่วโลก จากการควบคุมสู่การเชื่อมต่อ : การเกิดขึ้นของภูมิรัฐศาสตร์แบบทุนนิยมโดยรัฐ(state-capitalist […]

เชื้อเพลิงสำหรับไฟป่าในแคลิฟอร์เนีย

เมื่อพายุเฮอริเคนพัดกระหน่ำผ่านเขตลอสแองเจลิสในช่วงต้นเดือนมกราคมปี 2025 เนินเขามีเชื้อเพลิงเพียงพอที่จะจุดไฟป่าได้ ปีที่มีฝนตกติดต่อกันหลายปีในแคลิฟอร์เนียทำให้หญ้าและพุ่มไม้สะสมในภูเขาและเชิงเขา จากนั้น สภาพอากาศอบอุ่นและแห้งในลอสแองเจลิสในช่วงแปดเดือนสุดท้ายของปี 2024 ทำให้พืชพรรณพร้อมที่จะไหม้ในวันที่ 7 มกราคม เพลิงไฟแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในเนินเขาของ Pacific Palisades และ Eaton Canyon ลมซานตาอานาทำให้ไฟลามลงเขาและเข้ามายังย่านที่มีประชาชน และไฟทั้งสองจุดในที่สุดก็ครอบคลุมพื้นที่ 37,000 เอเคอร์ (150 ตารางกิโลเมตร) โดยส่วนใหญ่การแพร่กระจายของไฟเกิดขึ้นในวันแรกหลังจากที่เกิดการติดไฟ ซึ่งเป็นลักษณะของ “ไฟที่ลุกไว” เหตุการณ์ที่ทำลายล้างเหล่านี้มักจะถูกขับเคลื่อนด้วยลมแรง และเกิดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วงหรือฤดูหนาวเมื่อเชื้อเพลิงแห้งเป็นพิเศษ นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลิส (UCLA) กล่าวว่ามีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อความรุนแรงของไฟ รวมถึงการสะสมของพืชพรรณระหว่างปี 2022 และปี 2024 ตามด้วยสภาพอากาศที่อบอุ่นและแห้งมากในฤดูร้อนปี 2024 การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากสภาพอากาศชื้นเป็นแห้ง—ที่เรียกว่า “hydroclimate whiplash”—สามารถเพิ่มความเสี่ยงจากไฟป่าและได้กลายเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในศตวรรษที่ 21 ตั้งแต่ปี 2022 จนถึงต้นปี 2024 แคลิฟอร์เนียตอนใต้ได้รับปริมาณน้ำฝนสูงกว่าค่าเฉลี่ย Gavin Madakumbura นักวิจัยหลังปริญญาเอกที่ UCLA กล่าว ปีน้ำ 2022-2023 ซึ่งกินเวลาตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงกันยายน มีแม่น้ำในชั้นบรรยากาศที่หลั่งไหลเข้าสู่น้ำท่วมในแคลิฟอร์เนีย […]

ท้องฟ้าหม่นในเมืองที่กําลังเติบโต

เชียงใหม่ เมืองที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือของประเทศไทย มีชื่อเสียงในด้านการมีวัดพุทธหลายร้อยแห่ง ซึ่งบางแห่งมีอายุตั้งแต่การก่อตั้งเมืองในศตวรรษที่ 13 ประวัติศาสตร์อันยาวนานนี้—และง่ายต่อการเข้าถึงการเดินป่า น้ําตก และน้ําพุร้อนในพื้นที่สูงโดยรอบ ตลอดจนเป็นฉากของภาพยนตร์ยอดนิยมในปี 2555—ได้เปลี่ยนเมืองให้กลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่มีผู้มาเยือนมากถึง 10 ล้านคนต่อปี ประชากรของเชียงใหม่เพิ่มขึ้นจาก 191,000 คนในปี 2532 เป็น 1.3 ล้านคนในปี 2567 ตามข้อมูลประชากรของสหประชาชาติ ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจของเชียงใหม่เป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนหลักของการเติบโตอย่างรวดเร็ว ภาพถ่ายดาวเทียมคู่ที่แสดงด้านบน ซึ่งได้มาห่างกัน 35 ปี เน้นถึงรอยเท้าทางกายภาพที่เพิ่มขึ้นของเมือง แผนที่มาจาก Thematic Mapper บนดาวเทียม Landsat 4 (ซ้าย) และ Operational Land Imager-2 (OLI-2) บนดาวเทียม Landsat 9 (ขวา) ภาพด้านซ้ายแสดงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2532 เมื่อพื้นที่เพาะปลูก (สีเขียวและสีน้ําตาล) ล้อมรอบเมือง ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 พื้นที่โล่งส่วนใหญ่ถูกแทนที่ด้วยการพัฒนา รวมถึงระบบถนนวงแหวนรอบเมืองและรีสอร์ท โรงแรม และเกสต์เฮาส์ใหม่ๆ มากมายที่รองรับนักท่องเที่ยว […]

We use cookies to personalise content and ads, to provide social media features and to analyse our traffic. We also share information about your use of our site with our social media, advertising and analytics partners. View more
Cookies settings
Accept
Privacy & Cookie policy
Privacy & Cookies policy
Cookie name Active
  Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compareสถาบันนโยบายศึกษาในสหรัฐอเมริกา จัดทำรายงานประจำปีเรื่อง Military VS Climate Security : The 2011 Budget Compare" ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ เนื้่อหาในรายงานระบุว่า ตอนนี้กลาโหมของสหรัฐฯ รู้แล้วว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(climate change) ถือเป็น "ตัวคูณของภัยคุกคามด้านความมั่นคง" หลักฐานประการหนึ่งคือ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา งบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เองได้ถูกแบ่งสรรปันส่วนไปใช้ในเรื่องการจัดการกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ตั้งแต่ปี 2008 และปี 2011 มีการจัดสรรงบโลกร้อนเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองเท่า (จาก 7.4 พันล้านเหรียญ เป็น 18.1 พันล้านเหรียญ) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในปี 2008 สหรัฐฯ นั้นใช้งบประมาณราว 94 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในปี 2011 ใช้งบระมาณราว 41 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุกๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเปลี่ยนผ่านของการใช้งบประมาณดังกล่าวนี้ มิได้ทำให้การลงทุนเพื่อทำให้เกิดความมั่นคงด้านสภาพภูมิอากาศมากนักเมื่อเทียบกับขนาดของภัยคุกคามของการเปี่ลยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นและรออยู่ข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น รายงานนี้ยังได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาประเทศจีนว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มาก รายงานระบุว่า ถึงแม้การใช้จ่ายทางการทหารของจีนจะไม่โปร่งใสไปเสียทั้งหมด แต่จีนนั้นใช้งบประมาณ 2-3 เหรียญสหรัฐในด้านกลาโหม ต่อทุก ๆ 1 เหรียญสหรัฐที่ใช้ในด้านการจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานนี้ ได้สรุปฟันธงว่า ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทั้งในด้านความมั่นคง ทางสิ่งแวดล้อม และทางเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในด้านกลาโหมให้กับงบประมาณในการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลสำหรับสหรัฐอเมริกา รายละเอียดของรายงานดาวน์โหลดได้ที่  www.fpif.org/files/2521/mil%20v%20climate%202010.pdf
Save settings
Cookies settings